background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

“ปตท.” ขายทิ้งถ่านหินในปีนี้ ดันอุตสาหกรรมใหม่นำไทยสู่เป้า “เน็ตซีโร่”

“ปตท.” ขายทิ้งถ่านหินในปีนี้ ดันอุตสาหกรรมใหม่นำไทยสู่เป้า “เน็ตซีโร่”

“ปตท.” ย้ำยกเลิกธุรกิจถ่านหินออกจากพอร์ทภายในปีนี้ ตั้งเป้าผู้นำด้านพลังงานสะอาด ชี้ เทรนด์พลังงานมุ่งสู่ Go Green–Go Electric เฟ้นหาธุรกิจใหม่ตอบสนอง New S-Curve ประเทศ นำไทยสู่เป้า “เน็ตซีโร่”

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน TEA FORUM 2022 “Mission Possible: Energy Transition to the Next 2050” ในหัวข้อ Energy Transition in the Views of Global add Local Players ว่า พลังงานที่มาจากฟอสซิล ประกอบด้วย ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทั่วโลกยังใช้ถึง 70% ซึ่งถ่านหินถือว่าผ่านยุคที่ใช้สูงสุดมาแล้ว ส่วนน้ำมันยังโตอยู่จะถึงจุดสูงสุดปี 2032 ขณะที่ก๊าซธรรมชาติ ยังเป็นพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลไปพลังงานหมุนเวียน (RE)

อย่างไรก็ตาม เทรนด์พลังงานโลกข้างหน้าจะมุ่งสู่ Go Green–Go Electric โดยโลกตื่นตัวสิ่งแวดล้อมจากเวที COP26 การลงทุนพลังงานทดแทนจะเพิ่มขึ้นจาก 20%-30% ในปี 2030 การใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้และผู้ผลิตสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนเองได้ และขยายวงมากขึ้น รวมถึงแบตเตอรี่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ และรถที่เติมน้ำมันจะหายไป

อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักสร้างความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ ก็ต้องเตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงตามวิสัยทัศน์ใหม่ Powering Life with Future Energy and Beyond หรือ ขับเคลื่อนทุกชีวิต ด้วยพลังงานแห่งอนาคต ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชุมชนไปถึงประเทศ โดย ปตท.จะขายถ่านหินในปีนี้ ส่วนโรงกลั่นน้ำมันเดินหน้าลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ตามกลยุทธ์ last man standing ส่วนก๊าซจะขยายตามที่เป็นพลังงานเปลี่ยนผ่าน และพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายเน็ตซีโร่ กลุ่มปตท.จะใช้กลยุทธ์ 3P คือ

1.Pursuit of Lower Emissions โดยสิ่งที่จะทำปีแรกคือลดการปลดปล่อยคาร์บอน รวมถึงการลดคาร์บอนของธุรกิจในอนาคตให้มากที่สุด เพราะเหลือศูนย์อาจจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งใน Operation ของ ปตท.คือ การใช้พลังงานอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) ที่ปล่อยมาจากหน่วยผลิตกลับมาเก็บไว้ใต้ดิน โดยแหล่งที่ดีที่สุด คือแหล่งก๊าซและแหล่งน้ำมัน เพื่อไม่ออกมาทำลายโลก ที่ศึกษาไว้จะทำแน่ๆ เป็น pilot project คือ แหล่งอาทิตย์ โดยจะเก็บได้ประมาณ 700,000 ตันต่อปี

“แหล่งต่างๆ ในประเทศไทยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มาก ซึ่งเป็นโปรเจคที่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กำลังลงมาทำอย่างจริงจัง ส่วนการนำคาร์บอนมาใช้ประโยชน์ (CCU) กลุ่ม ปตท.ยังมีโปรเจคที่กำลังศึกษาอยู่หลายโปรเจค อาทิ โซเดียมคาร์บอเนต โปรตีนสำหรับสัตว์ ฯลฯ รวมถึง การทดลองใช้ไฮโดรเจน เพราะเป็นพลังงานที่ไม่มีมลพิษโดยจะเป็นพลังงานอนาคต”

2.Portfolio Transformation กลุ่ม ปตท.ได้ปรับพอร์ตธุรกิจใหม่ ได้ตั้ง target ที่จะลงทุนในพลังงานทดแทนเข้ามาในพอร์ตธุรกิจไฟฟ้ามากขึ้น โดยตั้งเป้าภายในปี 2030 มีพลังงานทดแทนเข้ามาในพอร์ตกว่า 12,000 เมกะวัตต์ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เป็น EV Value Chain โดยจัดตั้ง บริษัท อรุณ พลัส มาลงทุนในอีวี ที่ครบวงจร อาทิ การลงทุนในเรื่องของแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ โรงงานผลิตรถอีวี และตัวอีโคซิสเต็มของอีวี นอกจากนี้ ยังได้เปิดบริการเช่ารถอีวีเพื่อทดลองขับผ่าน แอปพลิเคชันอีวีมี (EVme) สามารถเข้าไปใช้งานเช่ารถ EV ได้หลายรุ่น หลายยี่ห้อในระยะเวลา 3 วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 1 เดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท.ยังลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (life science) ธุรกิจเรื่องสุขภาพ เรื่องยา เครื่องมือทางการแพทย์และอาหารเสริม อีกส่วนคือสินค้ามูลค่าสูง เป็นการต่อยอดจากปิโตรเคมี โดยพลาสติกที่มีมากกว่าพันชนิด ซึ่งปตท. จะไปลงทุนในกลุ่มสินค้าพลาสติกที่ใช้เทคโนโลยีสูง ๆ มากขึ้น อาทิ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และด้านไลฟ์สไตล์ ที่จะทำการลงทุนมากขึ้น โดย บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ดังนั้นก็ต้องปรับตัวจากที่ทำธุรกิจด้านน้ำมันอย่างเดียว ไปสู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น รวมทั้งการลงทุนพัฒนาด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟทางคู่ เป็นต้น เทคโนโลยีเอไอ หุ่นยนต์ ดิจิทัล โดยบียอนด์มาจากเป้าหมายอุตสาหกรรมใหม่ ปตท.จะเข้าไปมีส่วนในการลงทุนนี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย

3.Partnership with Nature and Society เข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับ nature ควบคู่กับการทำธุรกิจปตท. อาทิ ที่ผ่านมา ปตท. ได้ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติไปแล้ว 1 ล้านไร่ โดยจ้างมหาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าไปประเมินตัวเลขป่า ปรากฏว่าป่าที่ปลูก 1 ล้านไร่ สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2.1 ล้านตันต่อปี และปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศ 1.7 ล้านตันต่อปี สร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้ชุมชนกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าปลูกป่าอีก 3.1 ล้านไร่ จะช่วยดูดคาร์บอน 4.1 ล้านตันต่อปี

“พลังงานเป็นเรื่องระดับโลก ประเทศเจอความท้าทาย จึงต้องปรับสมดุลให้ดีระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ราคา และเน็ตซีโร่ เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นความท้าทาย ด้านซีเคียวลิตี้เราบริหารจัดการได้ดี เข้าถึงแหล่งซัพพลายได้ทั่วทุกมุมโลก สิ่งที่จะทำได้เร็วและดีสุดคือการประหยัดพลังงาน”