ในสัปดาห์ที่แล้ว (30 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน) ตลาดหุ้นไทยพักฐานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าอ่อนแอกว่าที่เราคาดเอาไว้เล็กน้อย โดยภาวะตลาดยังคงเป็นบวกอยู่ในช่วงต้นสัปดาห์
เนื่องจากมีกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งในช่วงที่มีการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI รอบครึ่งปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET ย่อกลับลงมาในช่วงปลายสัปดาห์เนื่องจากสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้งหลังจากที่ผู้บริหาร Fed สองสามรายออกมาแสดงท่าที hawkish ต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน และพร้อมที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นเหนือระดับที่เรียกว่า ‘neutral rate’ นอกจากนี้ ระดับของความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อยังเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเล็กน้อย หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ US$115/barrel ไปแล้ว เนื่องจากกลุ่มประเทศใน EU บรรลุข้อตกลงแบบประนีประนอมในการแบนน้ำมันดิบที่นำเข้าจากรัสเซีย
สำหรับในสัปดาห์นี้ (6 – 10 มิถุนายน) เราคิดว่าดัชนี SET จะพักฐานต่ออีก โดยในระยะสั้น ธีมของตลาดอาจจะเปลี่ยนจากความกลัวเรื่องเศรษฐกิจถดถอยกลับมากลัวเรื่องที่ Fed จะปรับนโยบายการเงินแรงอีกครั้ง หลังจากที่ผู้บริหาร Fed ออกมาแสดงความเห็นในเชิง hawkish และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) เดือนพฤษภาคมออกมาแข็งแกร่งเกินคาด (+390k VS consensus +325k) ในขณะเดียวกัน นักลงทุนส่วนใหญ่อาจจะยังนิ่งรอดูสถานการณ์เพื่อติดตามตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมของสหรัฐในวันศุกร์ ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้ จะมีการประชุม กนง. และ ECB ซึ่ง
อาจจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยได้
ติดตามตัวเลข CPI สหรัฐ และการประชุมธนาคารกลางของไทย และยุโรป
(0/+) ติดตามตัวเลข CPI เดือนพฤษภาคมของสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่จะประกาศออกมาคือดัชนีเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันจะขยับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ consensus ยังคงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคพื้นฐานจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 5.9% YoY จาก 6.2% YoY ในเดือนเมษายน ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ซึ่งรวมราคาพลังงาน จะอยู่ในระดับเดียวกับเดือนเมษายนที่ 8.3% YoY ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่ได้ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ เราเชื่อว่านักลงทุนน่าจะคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อของสหรัฐลงไปได้
(0) ผลการตัดสินนโยบายการเงินของ กนง. และ ECB ในสัปดาห์นี้ จะมีการประชุม กนง. ในวันพุธ ซึ่งตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้เท่าเดิมที่ 0.50% และจะมีการปรับลดประมาณการ GDP ปี 2565 ลงเหลือ 3.0% จากเดิมที่ 3.2% ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดว่า กนง. จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยใน 1Q66 ส่วนในฝั่งของยุโรป ECB น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้เท่าเดิมในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ แต่อาจจะส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนในการประชุมเดือนกรกฎาคม
ยังคงเน้นซื้อสะสมในช่วงที่ตลาดผันผวน
ในขณะที่เราคาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมจะยังเผชิญกับความผันผวน จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐดีดตัวขึ้น และมีเหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจมหภาคโลกสองสามเหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ แต่เรายังคงแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้นในช่วงที่ตลาดผันผวน โดยเราเชื่อว่าอีกไม่ช้าตลาดจะเริ่มตอบรับธีมเงินเฟ้อสหรัฐผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะปรับลดท่าทีการใช้นโยบายเชิงรุกลงใน 2H65 ดังนั้น เราจึงเลือก AOT*, MINT*, BEM*, MAJOR*, PLANB*, KBANK*, KTB*, BANPU*, SPRC*, ESSO* และ CPF* เป็นหุ้นเด่นของเราตามที่ได้ระบุเอาไว้ในบทวิเคราะห์กลยุทธ์รายเดือน ในขณะเดียวกัน เรามองว่าความเสี่ยงด้าน downside ที่สำคัญซึ่งอาจจะทำให้ตลาดแย่กว่าที่เราคาดไว้ว่าจะเคลื่อนไหวแบบ sideways ในสัปดาห์นี้ได้แก่ i) กนง. ปรับลดประมาณการ GDP ของไทยลงอย่างมีนัยสำคัญ และ ii) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังดีดตัวขึ้นต่อไปอีก





