วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘กรมขนส่ง’ เข้มหลักสูตรอบรม รับมาตรการตัดแต้มใบขับขี่ปีนี้

‘กรมขนส่ง’ เข้มหลักสูตรอบรม รับมาตรการตัดแต้มใบขับขี่ปีนี้

กรมการขนส่งทางบกเร่งออกแบบหลักสูตรสำหรับการอบรมซ้ำ รองรับความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลุยมาตรการตัดแต้มใบขับขี่ภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาเนื้อหาใหม่ “การคาดการณ์อุบัติเหตุ” เพิ่มทักษะการสอบใบขับขี่ให้รอบด้าน

จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ขบ.อยู่ระหว่างร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อนำระบบตัดแต้มมาใช้กับใบอนุญาตขับขี่ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ทำผิดกฎจราจรก็จะถูกตัดแต้ม เช่น เมื่อผู้ได้รับใบขับขี่จะมีแต้มทั้งหมด 12 แต้ม และหากโดนตัดแต้มลดลงไปครึ่งหนึ่ง หรือเหลือ 6 แต้ม ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการอบรมใหม่

ซึ่งปัจจุบัน ขบ. อยู่ระหว่างการออกแบบหลักสูตรสำหรับการอบรมซ้ำ รองรับการอบรมผู้ที่ถูกตัดแต้มดังกล่าว คาดว่า ตร.จะนำมาใช้ภายในปีนี้ อีกทั้ง ขบ.ยังจะมีการพัฒนานำเนื้อหาเรื่อง “การคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception)” เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และทดสอบสำหรับการขอรับใบอนุญาตขับรถ โดยเนื้อหาดังกล่าวเป็นการให้ความรู้ในการตัดสินใจ และการควบคุมรถที่ถูกต้อง เมื่อผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานใบอนุญาตขับรถให้ครอบคลุมรอบด้านมากขึ้น

“มาตรการตัดแต้มใบขับขี่ กรมฯ ได้ดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบไปแล้ว คือการบังคับใช้กับใบขับขี่ผู้ขับรถขนส่งและรถสาธารณะ ส่วนภายใต้การดูแลของตำรวจจะเป็นใบขับขี่ส่วนบุคคล ซึ่งกรมฯ จะเข้าไปร่วมในเรื่องของการออกแบบหลักสูตรอบรม รองรับการอบรมซ้ำสำหรับผู้ที่ถูกตัดแต้ม”

สำหรับมาตรการตัดแต้มใบขับขี่ที่เริ่มดำเนินการแล้วในขณะนี้ คือ การตัดแต้มใบขับขี่ผู้ขับรถขนส่งและรถสาธารณะ โดยเริ่มดำเนินการมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2564 และมียอดสะสมทั่วประเทศ ณ วันที่ 12 พ.ค.2565 พบว่ามีผู้ขับรถที่กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก หรือตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ถูกตัดคะแนน 9,840 ราย ในส่วนนี้ถูกพักใช้ใบอนุญาตแล้ว 32 ราย เข้ารับการอบรม 32 ราย และถูกเพิกถถอนใบอนุญาตจำนวน 1 ราย

โดยมาตการตัดแต้มดังกล่าว บังคับใช้สำหรับใบอนุญาตขับรถขนส่งและรถสาธารณะ ครอบคลุมผู้ขับรถบรรทุก รถโดยสาร แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก จักรยานยนต์รับจ้าง ที่กระทำผิดตามข้อหาที่กำหนด และถูกตัดคะแนนตามกฎหมาย ว่าด้วยการขนส่งทางบก หรือตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ หลังจากนั้นต้องเข้ารับการอบรมและทดสอบ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการขับขี่ ลดการกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิม ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีลำดับการถูกตัดแต้มสูงสุด ประกอบด้วย   

5 ลำดับการถูกตัดคะแนนสูงสุด ตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522

1.ใช้ความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด

2.ไม่หยุดรถเพื่อรับหรือส่งผู้โดยสาร ณ ที่ให้หยุด

3.ไม่ดูแลผู้โดยสารปลอดภัยระหว่างโดยสาร

4.แสดงกิริยาไม่สุภาพในขณะปฏิบัติหน้าที่

5.บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งผู้โดยสาร

 

5 ลำดับการตัดคะแนนสูงสุดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522

1.กล่าววาจาไม่สุดภาพ เสียดสี ดูหมิ่น ก้าวร้าวหรือแสดงกิริยาดังกล่าว

2.ปฏิเสธไม่รับคนโดยสาร

3.ให้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมารับจ้างบบรรทุกคนโดยสาร

4.ไม่ส่งคนโดยสาร ณ สถานที่ตามที่ตกลงกัน

5.ใช้รถไม่ตรงประเภทที่จดทะเบียน

ทั้งนี้ ผู้ขับรถขนส่งและรถสาธารณะที่มีพฤติกรรมการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนจนทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง นอกจากจะถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว ยังถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตในทันทีด้วย และหากกระทำผิดในข้อหาที่ไม่ร้ายแรง แต่มีการทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมหลายครั้งก็จะถูกตัดคะแนนจนถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้เช่นเดียวกัน

โดยผู้กระทำผิดที่ถูกตัดคะแนนสามารถเข้ารับการอบรมและทดสอบเพื่อคืนคะแนนด้วยตนเองได้ปีละ 1 ครั้ง (ตามปีปฏิทิน) สามารถเลือกเข้าอบรมตามหลักสูตร 2 หลักสูตร ดังนี้

  • หลักสูตรอบรม 2 ชั่วโมง จะได้รับคะแนนคืน 50 คะแนน
  • หลักสูตรอบรม 4 ชั่วโมง จะได้รับคะแนนคืน 100 คะแนน

กรณีถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจะต้องเข้ารับการอบรมและทดสอบหลักสูตรอบรม 4 ชั่วโมงเท่านั้น โดยสามารถแจ้งความประสงค์เข้ารับการอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ กองตรวจการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 4 และกลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมหลักฐานใบอนุญาตขับรถหรือบัตรประจำตัวประชาชน

อย่างไรก็ตาม มาตรการตัดคะแนนที่นำมาบังคับใช้กับผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถขนส่งและรถสาธารณะนี้ ขบ.ต้องการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับรถบรรทุก รถโดยสาร แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก จักรยานยนต์รับจ้างให้ขับรถด้วยจิตสำนึกด้านความปลอดภัยและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่และการให้บริการรถสาธารณะด้วยความปลอดภัย ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อการขนส่งและการใช้บริการรถสาธารณะของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น