background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

รู้ทัน! "ภาษีนำเข้า" นำเข้าสินค้าอย่างไรให้ปลอดภาษี

รู้ทัน! "ภาษีนำเข้า" นำเข้าสินค้าอย่างไรให้ปลอดภาษี

อยากนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แต่ไม่อยากจ่ายภาษีแพง รวมถึงนักช้อปที่สั่งซื้อสินค้าและนักหิ้วทั้งหลาย ต้องเข้าใจเรื่อง "ภาษีนำเข้า" อยากนำเข้ามาแบบปลอดภาษีมีวิธีไหม? หรือหากต้องเสียภาษีก็ให้เสียภาษีน้อยที่สุด ต้องทำอย่างไร

ธุรกิจค้าขายตั้งแต่ของกินเรื่อยไปถึงของใช้จำเป็น และสินค้าฟุ่มเฟือย ล้วนมีให้เลือกซื้อแบบหลากหลาย อีกทั้งพ่อค้าแม่ค้าก็สรรหาสินค้าถูกและดี มีคุณภาพมาให้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ ทั้งที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ

แต่ต้องยอมรับว่า "สินค้านำเข้า" ย่อมมีราคาสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากต้องบวกภาษีนำเข้าด้วย จึงทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องหาวิธีการนำเข้าแบบเสียภาษีน้อยที่สุด

ตลอดจนผู้บริโภคหลายรายที่มีโอกาสไปต่างประเทศก็เลือกหิ้วเข้ามาเองเป็นของใช้ส่วนตัว หรือฝากเพื่อนฝูงที่ไปหรืออยู่ต่างประเทศแล้วกำลังจะกลับมาประเทศไทยหิ้วเข้ามาฝาก หรือส่งกลับมาให้ก็มีเสียภาษีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่วิธีที่เลือกใช้

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าใครที่ต้องการนำเข้าสินค้า สามารถนำเข้ามาแบบปลอดภาษีได้ หรือหากต้องเสียภาษีก็ให้เสียภาษีน้อยที่สุด โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • หลักการเก็บภาษีนำเข้า

ภาษีนำเข้า คือ ภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากผู้นำสินค้าเข้ามาในประเทศไทยโดยผ่านพิธีการศุลกากร ไม่ว่าจะนำเข้ามาทางน้ำ ทางบก หรือทางอากาศก็ตาม เพื่อนำไปพัฒนาประเทศ โดยกรมศุลกากรมีหน้าที่จัดเก็บภาษีขาเข้า-ขาออกและภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น สินค้านำเข้าจะต้องเสียภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยสินค้าแต่ละประเภทจะมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันหรือเรียกว่าพิกัดภาษี เพื่อปกป้องการค้าภายในประเทศ ให้ราคาสินค้านำเข้าสูงกว่า ทำให้สินค้าที่เหมือนกันในประเทศยังพอดำเนินการต่อไปได้

  • องค์ปะกอบของภาษีนำเข้า

1.ภาษีนำเข้า หรืออากรขาเข้า หรือภาษีนำเข้าส่งออก กรมศุลกากรมีหน้าที่จัดเก็บ

2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อมีการนำสินค้าเข้ามาในประเทศไทย ทางกรมศุลกากรจะต้องเก็บและนำส่งให้กับกรมสรรพากร โดยรัฐจะกำหนดนโยบายว่าจะเก็บภาษีนำเข้าเท่าไร และบวก VAT 7% เข้าไปด้วย

  • นำเข้าโดยหิ้วสินค้าเข้าไทย

โดยปกติสำหรับการนำเข้าสินค้าโดยอาศัยเป็นของติดตัวเมื่อเข้ามาในประเทศไทย เมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศไทย หลังจากตรวจพาสปอร์ตและรับกระเป๋าเดินทางแล้ว หาก ไม่มีสินค้าต้องสำแดง ให้เข้าช่องตรวจสีเขียว (Nothing to Declare) แต่ถ้า มีสินค้าต้องสำแดง จะต้องเดินเข้าช่องตรวจสีแดง (Goods to Declare) เพื่อเสียภาษีอากร ซึ่งมีเงื่อนไขในการเสียภาษีนำเข้าคือ

- ของใช้ส่วนตัวที่มีมูลค่ารวมทั้งหมดเกิน 20,000 บาท ไม่ว่าจะเพื่อใช้เองหรือไม่ได้ใช้เองก็ตาม แต่ถ้าหากเป็นสิ่งของที่นำไปจากประเทศไทย จะไม่ถูกนำมาคิดมูลค่าหากมีการสำแดงไว้ก่อนเดินทางไป

- สิ่งของที่มีลักษณะทางการค้า แม้จะมีมูลค่าต่ำกว่า 20,000 บาท

- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินกว่า 1 ลิตร

- บุหรี่เกินกว่า 200 มวน

- ซิการ์หรือยาเส้นเกินกว่า 250 กรัม

- ของต้องจำกัด คือ ของที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น ยาและอาหารเสริม เครื่องสำอาง สัตว์เลี้ยง อาวุธปืน พืช อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดรน

  • วิธีการคำนวณภาษีนำเข้า

สูตรการคำนวณภาษีนำเข้าสำหรับหิ้วสินค้าเข้ามาเอง สามารถแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

1.อากรขาเข้า = ราคาสินค้า x อัตราภาษีขาเข้า
2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม = (ราคาสินค้า + อากรขาเข้า) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 
3.ภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ = อากรขาเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่างเช่น กรณีซื้อกระเป๋าชาเนล ราคา 30,000 บาท จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย แม้จะเป็นของใช้ส่วนตัว แต่มีมูลค่าเกิน 20,000 บาท จึงต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีนำเข้าดังนี้

1.อาการขาเข้า (6,000) = ราคาสินค้า 30,000 x อัตราภาษีขาเข้ากระเป๋า (20%)
2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (2,520) = (ราคาสินค้า 30,000 + อาการขาเข้า 6,000) x ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
3.รวมภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ คือ อากรขาเข้า 6,000 + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,520 = 8,520 บาท

  • นำเข้าโดยใช้บริการขนส่ง

สำหรับผู้ที่รักการ shop สินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ โดยทั่วไปแล้วภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่รวมอยู่ในราคาของสินค้าที่สั่งซื้อ และอาจไม่รวมอยู่ในค่าจัดส่งที่จ่ายให้กับผู้ค้าปลีกออนไลน์ เว้นแต่จะระบุไว้เป็นการเฉพาะ

ดังนั้น จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้สั่งซื้อถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย ซึ่งลักษณะการนำเข้าโดยใช้บริการขนส่ง มีรูปแบบการนำเข้าอยู่ 2 รูปแบบ และมีวิธีการคำนวณภาษีนำเข้าดังนี้

1.นำเข้าสินค้าทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศผ่าน บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

การนำเข้าผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทยค่าส่ง จำกัด ค่าส่งจะถูกลง โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะตรวจคัดแยกสิ่งของที่ส่งทางไปรษณีย์ที่ได้เปิดถุงแล้วออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.1 ของยกเว้นอากร หมายถึงของที่นำเข้าโดยทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ซึ่งแต่ละรายต้องมีราคาค่าขนส่งและค่าประกันภัยไม่เกิน 1,500 บาท หรือตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้เพียงเป็นตัวอย่าง และไม่มีราคาในทางการค้า และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด (ของที่ต้องขออนุญาตก่อนนำเข้า) จึงนำส่งบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อนำจ่ายต่อไป

1.2 ของต้องชำระอากร หมายถึงของที่นำเข้าโดยทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ซึ่งส่งจากผู้ส่งคนหนึ่งถึงผู้รับคนหนึ่งในคราวเดียวกัน หรือเข้ามาถึงพร้อมกัน ไม่ว่าจะมีจำนวนกี่หีบห่อ หากมีราคา FOB (ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายพิธีการส่งออก ส่วนผู้ซื้อเป็นผู้ทำสัญญาการขนส่งและจ่ายค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทาง) รวมกันไม่เกิน 40,000 บาท

และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด หรือของที่ต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์สินค้าก่อนปล่อย ให้พนักงานศุลกากรเปิดตรวจและประเมินอากรแล้วส่งมอบบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อนำจ่ายให้ผู้รับและเรียกเก็บภาษีอากรแทนกรมศุลกากร

1.3 ของอื่นๆ นอกจากของยกเว้นอากรและของต้องชำระอากร ให้ส่งมอบแก่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อส่งมอบเข้าเก็บรักษาในโรงพักสินค้า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือส่งไปที่สำนักงาน/ด่านศุลกากรแล้วแต่กรณี เพื่อปฏิบัติพิธีการศุลกากรให้ถูกต้องครบถ้วนต่อไป

2.นำเข้าสินค้าโดยผ่านผู้ประกอบการของเร่งด่วน (DHL : Express Consignment)

การนำเข้าโดยผ่านผ่านผู้ประกอบการของเร่งด่วน หรือ DHL นั้น ทางกรมศุลกากรเป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งเข้ามาในหรือนำออกไปนอกราชอาณาจักร โดยมีผู้ประกอบเร่งด่วน เช่น Fed Ex UPS DHL และ TNT โดยสิ่งของเร่งด่วนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ สามารถจัดแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

2.1 เอกสารที่ไม่ต้องเสียอากร ตามภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำจัด เนื่องจากสินค้าเป็นเอกสารซึ่งไม่ต้องเสียอากร ทำเพียงสำแดงข้อมูล รายละเอียดของสินค้าและประเภทพิกัดตามชนิดของที่มีมูลค่ารวมมากที่สุด

2.2 ของไม่ต้องเสียอากร หรือของที่ได้รับยกเว้นอากร ซึ่งมีดังนี้

- ของที่ไม่ต้องเสียอากรตามภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด

- ของนำเข้าซึ่งแต่ละรายมีราคา CIF (ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายพิธีการส่งออก รวมทั้งทำสัญญาการขนส่ง จ่ายค่าขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทาง) ไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับยกเว้นอากร และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด

- เป็นเพียงตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้แต่เพียงเป็นตัวอย่าง และไม่มีราคาในทางการค้า ได้รับยกเว้นอากรและไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด

2.3 ของต้องเสียอากร เป็นของที่เข้าทางสนามบินศุลกากรโดยแต่ละใบตราสินค้าทางอากาศ (House Air Waybill) มีราคา FOB ไม่เกิน 40,000 บาท และไม่เป็นของต้องห้ามต้องกำกัด หรือของที่ได้รับยกเส้นอากรตามภาค 4 หรือของที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หรือของที่ต้องส่งตัวอย่างวิเคราะห์สินค้าก่อนปล่อย

  • วิธีคำนวณภาษีนำเข้า CIF

ราคาที่ใช้คิดภาษีนำเข้า คือ CIF ซึ่งประกอบด้วย C = ราคาสินค้า I = ประกันภัย และ F = ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสูตรการคิดภาษีนำเข้าสินค้า คือ

ภาษีนำเข้า = CIF x อัตราภาษีนำเข้า (พิกัดภาษีศุลกากร)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม = (CIF + ภาษีนำเข้า) x 7%

กรณีที่บัญชีราคาสินค้าระบุรายละเอียดค่าประกันภัย และค่าขนส่งของครบแล้ว ให้ใช้ราคาตามบัญชีราคาสินค้านั้น แต่หากไม่มีรายละเอียดค่าประกันภัยและค่าขนส่งของ ให้บวกค่าประกันภัยอีกร้อยละ 1 ของราคา FOB และให้คิดค่าขนส่งของโดยใช้อัตราเฉลี่ยค่าขนส่งของตามพิกัดที่ศุลกากรอนุมัติให้ใช้สำหรับสินค้าเร่งด่วน และสำแดงข้อมูลรายละเอียดของสินค้า และประเภทพิกัด ตามชนิดของที่มีมูลค่ารวมมากที่สุดในใบตราส่งนั้น

  • เทคนิคนำเข้าให้ปลอดภาษี

ดังนั้น ในกรณีที่นำเข้าสินค้าโดยการหิ้วเข้ามาเอง ควรพยายามอย่าให้สินค้าเกินเกณฑ์ที่กรมศุลกากรกำหนดในการนำเข้า เช่น ของใช้ส่วนตัวมูลค่ารวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 20,000 บาท หรือเป็นของที่นำเข้ามาไม่อยู่ในลักษณะทางการค้า เช่น ซื้อกระเป๋าจำนวนมากแม้มูลค่ารวมจะไม่ถึง 20,000 บาท แต่ก็เข้าข่ายจะซื้อมาเพื่อการค้าขายก็ต้องเสียภาษีนำเข้า

ส่วนการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศผ่านบริการขนส่ง สินค้านำเข้าที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ต้องเป็นของซึ่งแต่ละหีบห่อมีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัยไม่เกิน 1,500 บาท หรือตัวอย่างสินค้าที่ใช้ได้เพียงเป็นตัวอย่าง และไม่มีราคาในทางการค้า และไม่เป็นของต้องห้ามหรือต้องกำกัด เป็นของยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม

โดยหลักการสั่งซื้อของนำเข้าสามารถทำได้คือ สั่งของรวมทั้งหมดแล้วอย่าให้เกิน 1,500 บาท และพยายามสั่งของประเภทเดียวกัน เพราะอัตราภาษีที่ต้องเสียขึ้นอยู่กับพิกัดที่กฎหมายกำหนด ซึ่งพิกัดอัตราศุลกากรแตกต่างกันตามประเภทสินค้า

-----------------------------------
Source : Inflow Accounting
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษีเพิ่มเติม คลิกที่นี่