background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

กยท. ฟุ้ง เศรษฐกิจฟื้น ราคายางปรับขึ้นแน่เกิน 60 บาทต่อกก.

กยท. ฟุ้ง เศรษฐกิจฟื้น ราคายางปรับขึ้นแน่เกิน 60 บาทต่อกก.

กยท. ขีดเส้นราคายางสูงกว่า กิโลกรัมละ 60 บาท หลังอุตสาหกรรมยางล้อฟื้นตัว รถเอวีหนุนใช้ยางพารามากขึ้น พร้อมปรับสวนยางเข้าโหมดความยั่งยืน รองรับมาตรการ ZERO CARBON โอกาสรายได้ที่เพิ่มขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคายางพาราในปีนี้คาดว่ายังปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมยางล้อที่ฟื้นตัว การผลิตยางล้อรถยนต์ขนาดเล็กมีปริมาณใกล้เคียงกับสถานการณ์ก่อนโควิด19 ระบาด  แม้สงครามรัสเซีย-ยูเครน จะยังยืดเยื้อ แต่สงครามก็ส่งผลดีกับจีน ที่เป็นตลาดหลักในการส่งออกยางพาราของไทย

 เบื้องต้นผลการวิเคราะห์สถานการณ์ยางทั่วโลก พบว่าในปีนี้ความต้องการใช้ยางจะมากกว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ผู้ผลิตรายใหญ่ อย่างอินโดนีเซียใน 3 ปี ข้างหน้าผลผลิตยางพาราจะลดลง 30 % เนื่องจากขาดแรงงาน ไม่มีแนวทางการจัดการโรคใบร่วงที่ดีพอ และเกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันที่สร้างรายได้มากกว่า

ดังนั้นทั้งหมดจะสะท้อนทำให้แนวโน้มราคายางปรับตัวสูงขึ้น คาดว่าจะสูงกว่า กิโลกรัมละ 60 บาท อย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตาม กทย. ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง อื่นๆ ทั้งภัยธรรมชาติ ค่าระวางเรือ มาตรการกีดกันทางการค้าด้านคาร์บอนเครดิต อัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ เป็นต้น

 “ ในปีนี้ รัฐบาลยังไม่มีนโยบายประกันรายได้เรื่องยางพารา แต่เพื่อลดแรงกระแทกด้านราคา กยท.จึงมีนโยบายรองรับเช่นการชะลอการเก็บน้ำยาง โครงการเก็บยางแห้งของผู้ประกอบการ โครงการแปรรูปยาง  เป็นต้น  โดยบางโครงการ กยท. ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ “

สำหรับ มาตรการ ZERO CARBON  กยท. จะเริ่ม Set Zero ในปี 2565 และมาวิเคราะห์ดูว่ามาตรการนี้ จะมีข้อดีข้อเสียกับภาคการเกษตรของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างไรบาง  แต่ในมุมของ กยท. มองว่าคือโอกาสของเกษตรกรชาวสวนยาง  ที่เห็นผลทันทีสามารถลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรสามารถขายคาร์บอน และได้โอกาสทางการแข่งขันทางการค้า

ปัจจุบัน  ZERO CARBON  ของกยท.ปีนี้จะทำสวนต้นแบบของ กยท. และในอีก 3 ปี ข้างหน้าจะเข้าสู่กระบวนการอย่างเต็มรูปแบบ และภายใน 10 ปี สวนยางพาราในประเทศไทยอย่างน้อย 1 ล้านไร่ ต้องเข้าสู่กระบวนการคาร์บอนเครดิต สวนยางของประเทศไทยจะต้องได้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต

   นางสาวอธิวีณ์ แดงกนิษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจยาง การยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ผลผลิตยาง ในช่วงเดือนม.ค.- เม.ย. 2565ทั่วโลกมีประมาณ 4.426 ล้านตัน และมีการใช้ยางประมาณ 4.523 ล้านตัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั่วโลกมีความต้องการใช้ยางมากกว่า ผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาด ประมาณ 9.7 หมื่นตัน

  สำหรับประเทศไทยในไตรมาสที่ 2/2565 คาดมีผลผลิตออกสู่ตลาด 7.63 แสนตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 14.37% เนื่องจากสภาพอากาศและฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง กับสถานการณ์โรคใบร่วง  คาดว่าเดือนพ.ค. จะมีผลผลิตประมาณ 2.09 แสนตัน และมิ.ย. มีผลผลิต 3.93 แสนตัน ด้านการส่งออก ไตรมาส 2 จะมี 9.94 แสนตัน  ลดลง 6.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

“ อุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถบรรทุกฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะ จีนมียอดผลิตยางรถยนต์ล้อขนาดเล็กและความต้องการเพิ่มขึ้น 10.2%  สหรัฐอเมริกา 19.3% และญี่ปุ่น 13.1%อีกทั้ง   ปริมาณการผลิตรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้าของโลกเพิ่มขึ้น109 % ส่วนใหญ่คือจีนมีแบ่งยอดขายรถยนต์ใหม่ ถึง 50 % จีนจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างมากในปีนี้ โดยรถเอวีจะหนัก จะออกตัวเร็ว ยางจะสึกเร็ว ผู้ประกอบการต้องปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อใช้ยางพารามากขึ้น  “