วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

การเลือกตั้งไทย 2569 กับสมการจีน–ภูมิรัฐศาสตร์: กลยุทธ์พรรคและเสถียรภาพทางการเมือง

การเลือกตั้งไทย 2569 กับสมการจีน–ภูมิรัฐศาสตร์: กลยุทธ์พรรคและเสถียรภาพทางการเมือง

การเลือกตั้งไทย 2569 กับสมการจีน–ภูมิรัฐศาสตร์: กลยุทธ์พรรคและเสถียรภาพทางการเมือง เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง การแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจ และแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเอเชียและอาเซียน เหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศต่างๆ จึงไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเรื่องภายในได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของ การเมืองโลก

การเลือกตั้งทั่วไปของไทยในปี 2569 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเลือกตั้งของญี่ปุ่น จึงเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจับตามอง ไม่เพียงจากสังคมไทย แต่รวมถึงผู้สังเกตการณ์จากภายนอก โดยเฉพาะ จีน ซึ่งมีบทบาททั้งในฐานะคู่ค้ารายใหญ่ นักลงทุนสำคัญ และผู้มีส่วนได้เสียต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

บทความนี้เป็นการวิเคราะห์ของ อ้ายจง ที่พยายามทำความเข้าใจ การเมืองไทย หลังการเลือกตั้ง ผ่านการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันของพรรคการเมือง พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และผลสะท้อนต่อความเชื่อมั่นจากภายนอก โดยใช้มุมมองของจีนเป็นกรอบประกอบ ไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมด

อ้ายจง ขอเริ่มต้นจากการมองเข้ามาของ จีน ผ่านทั้งสื่อหลัก สื่อรอง และโลกโซเชียลมีเดียของจีน ที่มองต่อการเลือกตั้งของไทย 2569 โดยผู้เขียนได้วิเคราะห์และสรุปได้ว่า จีนแบ่งพรรคการเมืองไทยในการแข่งขันครั้งนี้เป็น 3 ขั้ว ดังนี้ 

  • ขั้วอนุรักษนิยม - ภูมิใจไทย
  • ขั้วปฏิรูป - พรรคประชาชน
  • ขั้วผสมผสาน พยายามสร้างสมดุล - พรรคเพื่อไทย

แต่ว่ากันตามตรง สองขั้วแรกจะได้รับการโฟกัสและคาดการณ์ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่า เป็นคู่แข่งขันหลัก เพราะฝ่ายเพื่อไทย มีประเด็นสแกมเมอร์ ข้อพิพาทของชายแดนไทย-กัมพูชา และคลิปเสียงหลุดของอดีตนายกหญิงของพรรค ณ ขณะนั้น ซึ่งตรงนี้กระแสชาตินิยมและวาทกรรมด้านความมั่นคงก็กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง และการที่พรรคภูมิใจไทยได้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากพรรคเพื่อไทย ก็ใช้ประโยชน์ตรงนี้อย่างชัดเจน 

การแข่งขันที่พรรคการเมืองกับกลยุทธ์ตามกลุ่มเป้าหมาย

การเลือกตั้งปี 2569 แสดงให้เห็นชัดว่า การแข่งขันทางการเมืองของไทยกำลังเปลี่ยนจากการพยายามสร้างกระแสในระดับชาติเพียงอย่างเดียวผ่านวาทกรรมและการถกเถียงทางการเมืองอย่างสุดโต่ง ไปสู่การจัดวางกลยุทธ์ที่จำเพาะต่อกลุ่มเป้าหมายของแต่ละพรรคมากขึ้น พรรคการเมืองจำนวนมากดูจะยอมรับข้อจำกัดของตนเอง และเลือกสื่อสารกับฐานที่ตนถนัด แทนการใช้วาทกรรมชุดเดียวครอบคลุมทั้งสังคม

ในภาพรวม พรรคภูมิใจไทย มุ่งเน้นการสื่อสารกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง การบริหารจัดการ และเครือข่ายในพื้นที่ รวมถึงการพยายามกลบจุดด้อยที่มาจากข้อกังขาของประชาชนจำนวนไม่น้อยเรื่องความโปร่งใสและการเกี่ยวข้องกับทุนเทา โดยชูเรื่องผู้บริหารมืออาชีพจากคนนอกเข้ามาชูโรงของพรรคแทนตัวผู้นำพรรคเอง ขณะที่ พรรคประชาชน เน้นกลุ่มชนชั้นกลาง คนเมือง และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ความโปร่งใส และการเมืองที่มีหลักการ

ด้าน พรรคเพื่อไทย ยังคงยึดฐานเสียงเดิมในต่างจังหวัดและกลุ่มแรงงานเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็พยายามปรับสมดุลการสื่อสารเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางในเมืองมากขึ้น ในลักษณะที่มีความทับซ้อนกับฐานของพรรคประชาชน ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เลือกใช้กลยุทธ์การรีแบรนด์เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมกับฐานเสียงเดิมที่เคยเปลี่ยนใจออกไป มากกว่าการขยายฐานใหม่ในวงกว้าง ในขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรม เน้นการเมืองแบบฐานพื้นที่ ใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับท้องถิ่น หรือที่มักเรียกว่า “การเมืองบ้านใหญ่” เป็นกลไกหลัก 

สำหรับพรรคขนาดเล็กและพรรคใหม่จำนวนมากมุ่งสร้างการจดจำให้เร็วที่สุด เพื่อสอดแทรกตัวเองเข้าสู่สนามการเมือง โดยมักเลือกวางจุดยืนอย่างชัดเจนในสามแนวทาง ได้แก่ แนวอนุรักษนิยมและความรักชาติ แนวปฏิรูป และแนวผสมที่ลดความตึงเครียดทางการเมือง เน้นการสื่อสารแบบไวรัล ไม่เป็นทางการ และเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์

รูปแบบการแข่งขันเช่นนี้ สอดคล้องกับข้อสังเกตของสื่อจีนอย่าง Global Times ที่ชี้ว่า การเลือกตั้งไทย ปี 2569 แตกต่างจากปี 2562 และ 2566 อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายถึงความเข้มข้นทางการเมืองที่ลดลง หากแต่เป็นการเปลี่ยนจากการแข่งขันที่เน้นทางต่อสู้ทางอารมณ์และความคิดอย่างสุดโต่งของพรรคการเมือง มาที่เน้นแข่งขันเชิงกลยุทธ์ที่จำเพาะต่อกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ความเหนื่อยล้า ความไม่ไว้วางใจ และโจทย์หลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว หากยังสะท้อนถึงความเหนื่อยล้าทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทย หลังผ่านการเลือกตั้งสองครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงประสบการณ์ของความไม่เสถียรทางการเมืองและข้อถกเถียงด้านความโปร่งใสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อย ความกังวลไม่ได้จบลงที่วันเลือกตั้ง หากแต่ย้ายไปอยู่ที่สิ่งที่จะเกิดขึ้น “หลังการเลือกตั้ง” ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาล ความขัดแย้งทางการเมือง หรือการทำงานของสถาบันทางการเมือง ความคาดหวังของสังคมจึงเปลี่ยนจากการตอบรับวาทกรรมหรือคำสัญญาที่ฉาบฉวย ไปสู่การมองหาความสามารถในการบริหาร ความต่อเนื่องของนโยบาย และความโปร่งใสของกระบวนการ

ความไม่โปร่งใสกับผลกระทบที่ไกลกว่าการเมืองภายใน

หลังการเลือกตั้ง ประเด็นความโปร่งใสและข้อครหาต่างๆ ยังคงตามมา ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศ แต่ยังสะท้อนออกไปยังสายตาของนักลงทุนและรัฐบาลต่างชาติในฐานะสัญญาณของความไม่เสถียรและอุปสรรคเชิงสถาบัน (institutional setbacks) ที่ส่งผลต่อการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

ในบริบทนี้ จีน มอง การเมืองไทย ไม่ใช่ในเชิงอุดมการณ์ แต่ในเชิงความเสี่ยงและความสามารถในการคาดการณ์ได้ของระบบการเมือง ตราบใดที่ไทยยังสามารถรักษาเสถียรภาพขั้นพื้นฐาน และไม่ยกระดับความขัดแย้งจนกระทบต่อภูมิภาค การร่วมมือยังคงเป็นไปได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากขั้วใด

ไทยกับญี่ปุ่น: อนุรักษ์นิยมที่จีนมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความแตกต่างของมุมมองจีนปรากฏชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีญี่ปุ่น หลังการเลือกตั้ง ญี่ปุ่นได้รัฐบาลที่นำโดย ซานาเอะ ทาคาอิจิ จาก พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอนุรักษนิยม คล้ายกับบางพรรคฝ่ายรัฐบาลของไทยในเชิงอุดมการณ์

อย่างไรก็ตาม จีนมองอนุรักษนิยมของรัฐบาลญี่ปุ่นในรอบนี้เป็น ภัยเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าคู่เจรจา โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลสามารถรวบรวมเสียงร่วมกับพรรคสายเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนมีเสียงมากกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ทำให้ดุลอำนาจในสภาเอนเอียงไปฝั่งรัฐบาลอย่างชัดเจน และลดบทบาทของฝ่ายค้านในการถ่วงดุล

ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังมีความกังวลเชิงประวัติศาสตร์และยุทธศาสตร์ต่อผู้นำญี่ปุ่นชุดนี้ โดยเฉพาะท่าทีต่อไต้หวัน และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งจีนมองว่าเป็นสัญญาณของการฟื้นคืนแนวคิดชาตินิยมเชิงทหารที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อมองกลับมาที่ไทย สิ่งที่ จีน คาดหวังจาก รัฐบาลไทย หลังการเลือกตั้งคือ ความต่อเนื่องของนโยบาย  และความสเถียรของการเมือง เพราะส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และความร่วมมือในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ไทยควรใช้ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งนี้วางตำแหน่งตนเองใหม่ให้กลับมาเป็นกลไกหลักของอาเซียน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูต การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควรออกแบบให้เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เปิดช่องให้ทุนภายนอกใช้ประโยชน์จากความไม่เสถียรหรือช่องโหว่เชิงสถาบัน

ที่กล่าวมาทั้งหมด อ้ายจง ขอสรุปว่า การเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่างความเหนื่อยล้า ความระมัดระวัง และแรงกดดันจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์ในสายตาภายนอก โดยเฉพาะจีน ไทยยังคงถูกมองว่าเป็นประเทศที่สามารถร่วมมือได้ ตราบใดที่สามารถจัดการโจทย์ภายในเรื่องเสถียรภาพและความโปร่งใสได้อย่างจริงจัง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครชนะการเลือกตั้ง แต่คือ ไทยจะใช้ช่วงหลังการเลือกตั้งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและโลกภายนอกได้หรือไม่

ผู้เขียน: ภากร กัทชลี (อ้ายจง) อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่