เศรษฐกิจจีน 2026 สดใสจริงหรือ? ถอดรหัสการเติบโต 5% ท่ามกลางวิกฤติอิหร่านและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกของปี 2026 เติบโต 5.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หากดูเฉพาะตัวเลข นี่คือการเปิดปีที่แข็งแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดเอาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าระดับการเติบโตนั่นก็คือโครงสร้างของการเติบโตครั้งนี้ เพราะข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน หรือ NBS ได้ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจจีนยังโตได้จากแรงหนุนด้านการผลิต การส่งออก อุตสาหกรรมขั้นสูง และภาคบริการสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ไม่หายไป โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ อุปสงค์ภายในที่ยังไม่เร่งเต็มที่ และแรงกดดันจากภายนอกที่เริ่มสะท้อนชัดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส
ถ้าแยกตาม โครงสร้างเศรษฐกิจ จะเห็นว่า ภาคเกษตรจีนโต 3.8% ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างโต 4.9% และภาคบริการโต 5.2% ตัวเลขนี้สำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่าแม้คนมักพูดถึงจีนในฐานะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แต่ในไตรมาสแรกภาคบริการโตเร็วกว่าภาคทุติยภูมิด้วยซ้ำ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ยังเป็นฐานที่แข็งแรงมากพอจะพยุงทั้งระบบไว้ได้
ในฝั่งของการผลิต ภาพชัดมากว่า จีน ยังขับเคลื่อนด้วย ภาคอุตสาหกรรม โดยมูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โต 6.1% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า 1.1% เมื่อแยกย่อยจะเห็นว่าภาคเหมืองแร่โต 6.0% ภาคการผลิตโต 6.4% และภาคไฟฟ้า ความร้อน ก๊าซ และน้ำโต 4.3% จุดที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมโต แต่คือ “อะไรโต”
NBS ระบุชัดว่า เครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตโต 8.9% และภาคการผลิตไฮเทคโตถึง 12.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมโดยรวมมาก นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการเติบโตของจีนไม่ได้อยู่ที่โรงงานแบบเดิมอย่างเดียว แต่ขยับไปที่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดจากข้อมูลของทางการจีนคือ ผลผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติโต 54.0% แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนโต 40.8% และหุ่นยนต์อุตสาหกรรมโต 33.2% ตัวเลขพวกนี้สำคัญมาก เพราะมันช่วยเปลี่ยนประโยคกว้างๆ อย่าง “จีนกำลังพัฒนาพลังการผลิตคุณภาพใหม่” หรือ 新质生产力 new quality productive forces ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ กล่าวคือ สิ่งที่โตไม่ใช่แค่ปริมาณการผลิต แต่เป็นการผลิตที่เชื่อมกับเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ การผลิตอัจฉริยะ และเศรษฐกิจสีเขียวโดยตรง
นอกจากนี้ ดัชนี PMI ตัวชี้วัดกิจกรรมทางธุรกิจในภาคการผลิตและภาคบริการ ก็บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตในเดือนมีนาคมยังอยู่ที่ 50.4 และดัชนีคาดการณ์การผลิตอยู่ที่ 53.4 ซึ่งสะท้อนว่าความเชื่อมั่นในภาคการผลิตยังอยู่ในโซนขยายตัว
อีกด้านที่ไม่ควรมองข้ามคือ กำไรของภาคอุตสาหกรรม ในช่วงสองเดือนแรกของปี กำไรของกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 15.2% แตะ 1.0246 ล้านล้านหยวน ตัวเลขนี้ช่วยยืนยันว่า การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นแค่การผลิตมากขึ้น แต่ผลประกอบการเองก็ปรับดีขึ้นด้วย จึงไม่แปลกที่ภาคอุตสาหกรรมยังเป็นหนึ่งในฐานหลักของ เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรก
แต่ถ้าจะบอกว่า เศรษฐกิจจีน โตเพราะอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะภาคบริการก็เด่นมากเช่นกัน มูลค่าเพิ่มของภาคบริการโต 5.2% โดยกลุ่มที่โตเร็วมากคือ บริการเช่าและธุรกิจ 12.2% บริการข้อมูล ซอฟต์แวร์ และไอที 10.6% การเงิน 6.5% ส่วนขนส่ง คลังสินค้า ไปรษณีย์ และที่พัก-อาหาร โต 4.3% เท่ากัน ข้อมูลชุดนี้ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนในตอนนี้ไม่ได้มีแค่ “โรงงานกับการส่งออก” แต่กำลังมีเศรษฐกิจภาคบริการ (Service economy) ที่โตเร็วขึ้นในกลุ่มบริการสมัยใหม่ โดยเฉพาะบริการที่เชื่อมกับเทคโนโลยีและธุรกิจองค์กร
ถ้ามองเฉพาะเดือนมีนาคม ดัชนีผลผลิตภาคบริการโต 5.0% ขณะที่กลุ่มข้อมูล ซอฟต์แวร์และไอทีโตถึง 11.8% บริการเช่าและธุรกิจให้เช่าโต 10.1% และการเงินโต 6.7% ดัชนีกิจกรรมภาคบริการอยู่ที่ 50.2 และดัชนีคาดการณ์อยู่ที่ 54.8 ซึ่งสะท้อนว่า service sector ยังอยู่ในโซนขยายตัว ไม่ใช่ฟื้นแบบเปราะบางอย่างเดียว นี่ทำให้บทวิเคราะห์เรื่อง เศรษฐกิจจีน ในปี 2026 ต้องเปลี่ยนจากกรอบเดิมที่พูดแค่ “จีนพึ่งอุตสาหกรรม” ไปสู่กรอบที่เห็นทั้งอุตสาหกรรมขั้นสูงและบริการสมัยใหม่กำลังโตคู่กัน
ในมิติของอุปสงค์ภายใน ยอดค้าปลีกรวมในไตรมาสแรกอยู่ที่ 12.77 ล้านล้านหยวน ขยายตัว 2.4% เร็วขึ้นจากปลายปี 2025 อยู่ 0.7% โดยหากแยกตามพื้นที่จะพบว่าการใช้จ่ายในชนบทเติบโต 3.1% สูงกว่าในเขตเมืองที่ 2.3% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของการบริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เริ่มกระจายไปยังพื้นที่นอกเมืองมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ในชนบทที่เติบโตเร็วกว่าเขตเมือง รวมถึงผลของนโยบายภาครัฐที่มุ่งขยายการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน การค้าดิจิทัล และตลาดผู้บริโภคในพื้นที่ระดับรอง อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่สูงกว่าในชนบทส่วนหนึ่งยังสะท้อนฐานที่ต่ำกว่า จึงยังไม่สามารถตีความว่าเป็นการขยายตัวของการบริโภคในวงกว้างอย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อพิจารณาร่วมกับโครงสร้างการใช้จ่าย จะพบว่าค้าปลีกสินค้าเติบโต 2.2% ขณะที่รายได้จากร้านอาหารและการจัดเลี้ยงเติบโต 4.2% สะท้อนว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในยังอยู่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และมีความไม่สมดุลระหว่างสินค้าและบริการ โดยการใช้จ่ายด้านบริการฟื้นตัวได้ดีกว่าในระยะนี้
การค้าปลีกภาคบริการในไตรมาสแรกโต 5.5% เท่ากับปีก่อนหน้า โดยบริการที่โตเร็วคือบริการสื่อสารและข้อมูล บริการที่ปรึกษาด้านท่องเที่ยว และบริการด้านวัฒนธรรม กีฬา และสันทนาการ ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะบ่งชี้ถึง “การใช้จ่ายของคนจีนไม่ได้หายไป” แต่กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าไปสู่การใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะบริการที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต การเดินทาง และเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อพูดถึงการเติบโตของภาคบริการในจีน “ภาคการท่องเที่ยว” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของโมเดลการบริโภครูปแบบใหม่ในจีนที่เน้นภาคบริการมาก โดยเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการเดินทางของจีนในปี 2025 โต 9.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 4.1% มาก และถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป จีนอาจกลายเป็นเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงปลายทศวรรษนี้ได้
ขณะเดียวกัน จีนรับนักท่องเที่ยวขาเข้า 154.5 ล้านคนในปี 2025 เพิ่มขึ้น 17.1% และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศแบบฟรีวีซ่า 30.08 ล้านคน เพิ่มขึ้น 49.5% รวมถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวขาเข้าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 40% ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการท่องเที่ยวในจีนไม่ได้ฟื้นแค่เชิงปริมาณ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของจีน เพราะเชื่อมทั้งภาคบริการ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เทคโนโลยี และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ตัวอย่างอย่างการใช้ AR/VR ในพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยว หรือการสร้างประสบการณ์ immersive ผ่านเนื้อหาดิจิทัล ล้วนทำให้การบริโภคบริการมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
โครงสร้างค้าปลีกเองก็มีจุดน่าสนใจที่ไม่ควรมองข้าม NBS ระบุว่า ยอดขายสินค้าอุปโภคพื้นฐานและสินค้าบางประเภทที่สะท้อนการยกระดับการบริโภคโตค่อนข้างเร็ว โดยอาหารและของใช้จำเป็นโต 10.0% เสื้อผ้าและสิ่งทอ 9.3% อุปกรณ์สื่อสาร 20.8% และทองคำเครื่องประดับ 12.6% นี่สะท้อนว่าแม้ค้าปลีกโดยรวมจะไม่ได้เร่งตัวแรง แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและหมวดที่มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงไลฟ์สไตล์
ในส่วนของการบริโภคออนไลน์ ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 ทำให้เห็นว่าออนไลน์ไม่ได้เป็นแค่ e-commerce สำหรับสินค้ากายภาพอีกต่อไป โดยยอดค้าปลีกออนไลน์รวมสินค้าและบริการแตะ 4.98 ล้านล้านหยวน โต 8.0% โดยสินค้ากายภาพโต 7.5% และบริการออนไลน์โต 8.8% ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจีนกำลังขยับจาก goods-based consumption (การบริโภคที่เน้นสินค้า) ไปสู่ service-based และ digital-based consumption (การบริโภคที่เน้นบริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล) มากขึ้น
แม้จะเติบโตดีในภาคอื่น แต่จุดอ่อนเชิงโครงสร้างก็ยังอยู่ชัด ยิ่งโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลง 11.2% พื้นที่ขายอาคารใหม่ลดลง 10.4% และมูลค่าการขายลดลง 16.7% จุดนี้สำคัญมาก เพราะอสังหาริมทรัพย์ในจีนไม่ใช่แค่ภาคเศรษฐกิจหนึ่ง แต่เป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งหลักของครัวเรือน เมื่อภาคนี้ยังไม่ฟื้น ความเชื่อมั่นและพฤติกรรมใช้จ่ายของประชาชนก็ยากจะเร่งขึ้นอย่างเต็มที่ ต่อให้รายได้ดีขึ้นหรือภาคบริการเริ่มฟื้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อุปสงค์ภายในยังไม่สามารถขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์หลักได้แบบเต็มตัว
ในฝั่งการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 1.7% พลิกจากการติดลบทั้งปีที่แล้ว และหากตัดอสังหาริมทรัพย์ออก การลงทุนจะโตถึง 4.8% นี่ชี้ชัดว่า “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ยังคงเป็นภาระสำคัญของระบบการลงทุน ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโต 8.9% การผลิตโต 4.1% และการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคโต 7.4% โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานโต 28.3% อากาศยานและอวกาศโต 19.0% และบริการข้อมูลโต 20.9% ข้อมูลชุดนี้ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในจีนกำลังค่อยๆ ย้ายจากภาคเก่าไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคตมากขึ้น
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ยังสะท้อนว่า ภาครัฐของจีน กำลังส่งสัญญาณชัดว่าต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ และพยายามดึงเอกชนเข้ามาร่วมในอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่ข้อมูล private investment ที่ลดลง 2.2% ก็ชี้ว่าเอกชนยังระมัดระวังอยู่ไม่น้อย
ถัดมาคือการค้าระหว่างประเทศ ในภาพรวมของไตรมาสแรกนี้ มูลค่าการค้าโต 15.0% โดยส่งออกโต 11.9% และนำเข้าโต 19.6% สินค้ากลุ่มเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกโต 18.3% ภาคเอกชนมีสัดส่วนการค้า 57.3% และการค้ากับประเทศในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road) โต 14.2% ภาพนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการค้าของจีนยังปรับตัวและ diversify ต่อเนื่อง
แต่ถ้าซูมเข้าไปเฉพาะเดือนมีนาคม จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก คือส่งออกโตเพียง 2.5% แต่การนำเข้าพุ่ง 27.8% ความไม่สมดุลนี้ไม่ได้หมายความว่า อุปสงค์ภายในประเทศพุ่งอย่างเดียว หากพิจารณาในหมวดหมู่นำเข้าต่างๆ พบว่า มูลค่านำเข้าเพิ่มเร็วกว่าปริมาณส่งออกอย่างชัดเจน เช่น IC มูลค่าเพิ่มราว 54% แต่ปริมาณเพิ่มราว 14% ทองแดงมูลค่าเพิ่มเกือบ 67% แต่ปริมาณเพิ่มเพียงประมาณ 10% และปุ๋ยมูลค่าเพิ่มเกือบ 59% แต่ปริมาณเพิ่มราว 27% รูปแบบนี้บ่งชี้ว่าการนำเข้าที่พุ่งขึ้นในเดือนมีนาคมมีลักษณะการขับเคลื่อนด้วยราคา หรือ price-driven มากกว่า ขับเคลื่อนด้วยปริมาณ หรือ volume-driven ซึ่งพูดง่ายๆ คือจีนต้อง “จ่ายแพงขึ้น” มากกว่าที่ “ใช้มากขึ้น” และนี่เชื่อมตรงกับความผันผวนจากภายนอก โดยเฉพาะการหยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบจึงพุ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่ง แรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอกไม่ได้สะท้อนเฉพาะในข้อมูลการนำเข้าเท่านั้น แต่เริ่มปรากฏในระดับราคาภายในประเทศด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 0.9% เร่งขึ้นจากปลายปี 2025 โดยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 1.0% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเคยติดลบต่อเนื่องก่อนหน้านี้ หดตัวเพียง -0.6% ในไตรมาสแรก และกลับมาเป็นบวก 0.5% ในเดือนมีนาคม
ดังนั้น ภาพรวมของราคาจึงสะท้อนสถานการณ์ที่ เศรษฐกิจจีน กำลังเผชิญ “แรงกดดันด้านต้นทุนจากภายนอก” มากกว่าการเร่งตัวของอุปสงค์ภายใน โดยแรงกดดันดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในภาคการผลิตก่อน และกำลังค่อยๆ ส่งผ่านเข้าสู่ระดับราคาผู้บริโภค
ในด้านตลาดแรงงาน อัตราการว่างงานในเขตเมืองเฉลี่ยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 5.3% และ 5.4% ในเดือนมีนาคม ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของรัฐบาลจีนที่ตั้งไว้ราว 5.5% สะท้อนว่าตลาดแรงงานโดยรวมยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่วางไว้
ภาพดังกล่าวไม่ได้สะท้อนแรงกดดันในทุกกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลในช่วงปลายปี 2025 ระบุว่า ปี 2026 จีนจะมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยประมาณ 12.7 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนยังอยู่ในระดับสูงราว 16% แม้จะปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงต้นปี 2026
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากแพลตฟอร์มการจ้างงาน เช่น 51job และ Zhaopin.com บ่งชี้ว่า โครงสร้างของตลาดแรงงานกำลังปรับตัว ความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นในภาคเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ความต้องการวิศวกร AI ที่สูงกว่าซัพพลายประมาณ 3 เท่า ขณะที่ความนิยมของภาคอสังหาริมทรัพย์และอินเทอร์เน็ตแบบเดิมลดลง
เมื่อพิจารณาร่วมกัน แนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาด (skill mismatch) มากกว่าการขาดแคลนตำแหน่งงานในภาพรวม กล่าวคือ แม้เศรษฐกิจจะยังสามารถสร้างงานในภาคเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างต่อเนื่อง แต่แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะบัณฑิตจบใหม่ ยังไม่สามารถเข้าสู่ภาคส่วนเหล่านี้ได้ทัน
ในฝั่งนโยบาย ภาครัฐจีน เริ่มขยับชัดเจนมากขึ้นเพื่อรับมือกับแรงกดดันในตลาดแรงงานที่มีลักษณะเชิงโครงสร้าง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรระยะสั้นหรือ “mini-degrees” ที่ใช้เวลาเพียง 3–12 เดือน ควบคู่กับการขยายหลักสูตรอาชีวะที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐในการแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับตลาดตามที่กล่าวข้างต้น
ทั้งนี้ สามารถอธิบายได้อีกว่า ปัญหานี้เกิดจากแรงกดดันสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือจำนวนบัณฑิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ที่ทำให้ความสามารถของเศรษฐกิจในการดูดซับแรงงานในบางภาคส่วนลดลง โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นและงานที่ใช้ทักษะต่ำ โดยข้อมูลสำรวจจาก 51job ยังชี้ว่าแรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากมองว่า AI เป็นความเสี่ยงหลักต่ออาชีพในระยะยาว และกว่าครึ่งเชื่อว่างานพื้นฐานจำนวนมากจะถูกแทนที่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นักเศรษฐศาสตร์จีน เริ่มออกมาเตือนว่า ปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนจีนรุ่นใหม่อาจลุกลามเป็นความเสี่ยงทางสังคมในระยะยาว หากไม่สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้รองรับแรงงานได้ทัน ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอให้เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และขยายภาคบริการเพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างงาน
ดังนั้น ท่าทีของภาครัฐจีนทั้งปีที่ผ่านมา ปีนี้ และอนาคตอันใกล้ จึงไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาระดับการจ้างงานในเชิงปริมาณ แต่เป็นการพยายาม “ปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน” ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป โดยใช้ทั้งการปฏิรูประบบการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการขยายภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการดึงดูดแรงงานในระยะยาว
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เศรษฐกิจจีน ในไตรมาสแรกของปี 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เศรษฐกิจที่ยังโตได้ดี แต่เป็นเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนฐานการเติบโตอย่างจริงจัง ฝั่งที่แข็งแรงคืออุตสาหกรรมขั้นสูง การผลิตไฮเทค ภาคพลังงานสะอาด และภาคบริการสมัยใหม่ ขณะที่ฝั่งที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคืออสังหาริมทรัพย์ และแรงกดดันจากภายนอกที่เริ่มปรากฏในข้อมูลจริงแล้ว โดยเฉพาะในภาคการค้าและต้นทุนการนำเข้า
สุดท้ายนี้ โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจจีนในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าจะรักษาเป้าหมาย 4.5 ถึง 5% ตามที่ตั้งเป้าไว้ ได้หรือไม่ แต่คือการที่จีนจะสามารถทำให้เครื่องยนต์ใหม่อย่างเทคโนโลยี พลังงานสะอาด บริการ และการบริโภคภายใน โตเร็วพอที่จะชดเชยแรงเสียดทานจากอสังหาริมทรัพย์และโลกภายนอกได้หรือไม่ หากทำได้ จีนจะไม่ได้แค่ “โตท่ามกลางแรงกดดัน” แต่จะกำลังวางฐานเศรษฐกิจชุดใหม่อย่างแท้จริง
เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน





