วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน: จีนสู้น้ำท่วมอย่างไร และไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง

ถอดบทเรียน: จีนสู้น้ำท่วมอย่างไร และไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์การตลาด และหัวหน้ากลุ่มวิจัยธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน ศูนย์ MIC คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะนี้ สถานการณ์น้ำท่วม ในไทยยังคงรุนแรงในหลายพื้นที่ และต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามว่า ประเทศอื่นมีวิธีป้องกันและรับมือกับ น้ำท่วม อย่างไรบ้าง อ้ายจงจึงขอเล่าจากความรู้และประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในจีน รวมถึงการติดตามข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง ว่า จีน มีวิธีสู้กับน้ำท่วมอย่างไร และมีอะไรที่เหมือนหรือต่างจากไทย เพราะจีนเองก็เผชิญทั้งฝนตกหนัก พายุ และน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ จึงน่าสนใจว่า จีนใช้เทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการที่มีอยู่รับมือกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร และมีส่วนไหนที่ไทยนำมาปรับใช้ได้บ้าง

จีนยังมีปัญหาในการรับมืออยู่เหมือนกัน ทั้งน้ำรอระบาย ความเสียหายต่อบ้านเรือน และการแจ้งเตือนที่ประชาชนบางส่วนบอกว่าไปไม่ถึง อย่างเหตุฝนหนักในมณฑลกว่างตงเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านผิงโถวระบุว่า ไม่ได้รับคำเตือนเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้เตรียมตัวไม่ทัน จีนจึงเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาทั้งการวางระบบเตือนภัยและปัญหาในการนำระบบไปใช้จริง

ดังนั้น เวลาพูดถึงวิธีของจีน อ้ายจงจึงอยากเล่าทั้งสิ่งที่เขาทำและข้อจำกัดที่ยังมีอยู่ หลายเรื่องคล้ายกับไทย ส่วนบางเรื่องก็มีรายละเอียดในการทำงานที่น่าสนใจ

เริ่มจากการ แจ้งเตือนภัย หลายคนคงเคยฟังพยากรณ์อากาศแล้วรู้สึกว่า มีข้อมูลเยอะ แต่ยังไม่แน่ใจว่าตกลงบ้านเราจะโดนหรือไม่ ต้องเตรียมตัวแค่ไหน ศัพท์ทาง อุตุนิยมวิทยา มีความจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติงาน แต่ประชาชนทั่วไปอาจต้องการคำอธิบายอีกแบบหนึ่ง จีนก็เคยมีเสียงสะท้อนเรื่องนี้ และพยายามปรับการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ส่วนของไทยเองก็เริ่มเห็นการปรับภาษาให้ใกล้กับการพูดคุยทั่วไปมากขึ้นแล้ว

จีน มีระบบสีสำหรับเตือนฝนตกหนัก ตั้งแต่น้ำเงิน เหลือง ส้ม ไปจนถึงแดง สิ่งที่เขาอธิบายควบคู่กันคือ เมื่อประกาศสีนี้แล้ว ประชาชนควรทำอะไร ยังเดินทางได้หรือไม่ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณไหน และต้องเตรียมย้ายคนในครอบครัวหรือยัง เพราะการจำได้ว่า สีแดงรุนแรงที่สุด ยังไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะรู้วิธีปฏิบัติตัว

ในส่วนของการเตรียมการรับมือ จีนมีแนวทางที่เรียกว่า 四预 เป็นการเตรียมล่วงหน้าสี่ด้าน คือ พยากรณ์ เตือนภัย จำลองสถานการณ์ และวางแผนรับมือ

สมมติว่า คาดการณ์คืนนี้ฝนจะตกหนักเหนือลุ่มน้ำ เจ้าหน้าที่ก็ต้องประเมินต่อว่าน้ำจะไหลลงมาถึงชุมชนเมื่อไร ถนนใดอาจได้รับผลกระทบ และมีสถานที่ไหนต้องช่วยย้ายคนก่อน โดยเฉพาะสถานที่ที่มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือคนที่เดินทางออกมาเองได้ลำบาก เมื่อเห็นความเสี่ยงแล้วก็ต้องมีแผนว่าใครจะเข้าไปดำเนินการ ใช้เส้นทางไหน และย้ายคนไปอยู่ที่ใด

ทั้งนี้ เพื่อให้การเตรียมล่วงหน้าทั้งสี่ด้านทำได้ จีนมีระบบติดตามและพยากรณ์ฝนกับน้ำที่เรียกว่า “สามแนวป้องกัน” แนวแรกใช้ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาและเรดาร์ติดตามฝน แนวที่สองใช้สถานีวัดปริมาณฝนที่ตกลงมาจริง และแนวที่สามใช้สถานีอุทกวิทยาติดตามระดับน้ำและการไหลของน้ำในลำน้ำ แต่ละแนวทำงานร่วมกับแบบจำลองเพื่อคาดการณ์สถานการณ์ต่อไป ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำหรับการพยากรณ์ เตือนภัย จำลองสถานการณ์ และวางแผนรับมือที่กล่าวถึงข้างต้น

ตรงนี้เองที่ AI และ Big Data เข้ามาช่วย ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง การพยากรณ์ และการจำลองสถานการณ์ล่วงหน้า จีนยังนำ Digital Twin มาใช้กับการบริหารน้ำ โดยสร้างแบบจำลองดิจิทัลของแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ และสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง แล้วนำข้อมูลที่ตรวจวัดได้มาปรับปรุงแบบจำลอง เพื่อประเมินว่า หากฝนตกตามที่คาด น้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างไร และการบริหารน้ำแต่ละทางเลือกอาจส่งผลอย่างไรบ้าง

ตัวอย่างที่เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง มีการใช้แบบจำลอง AI ช่วยคำนวณการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำ เพราะต้องคิดทั้งการเตรียมพื้นที่ไว้รับน้ำจากฝนหนัก และการเก็บน้ำไว้ใช้หลังพายุผ่านไป หากปล่อยมากเกินไปก็อาจกระทบกับน้ำที่ต้องใช้ในภายหลัง แต่ถ้าปล่อยน้อยเกินไปก็อาจเหลือพื้นที่รับน้ำไม่พอ ระบบจึงนำข้อมูลพยากรณ์ฝนและระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงมาคำนวณข้อเสนอให้เจ้าหน้าที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ และมีแพลตฟอร์ม Digital Twin ช่วยให้เห็นสถานการณ์ของอ่างเก็บน้ำหลายแห่งร่วมกัน

เรื่องนี้ทำให้อ้ายจงนึกถึงตอนที่ไปประชุม World Internet Conference เรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับมรดกวัฒนธรรมที่จีน เมื่อเดือนกันยายน 2025 ครั้งนั้นได้ไปดูศูนย์ข้อมูลของกำแพงเมืองซีอาน รวมถึงงานวิจัยที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เขานำ Digital Twin, AI และ Big Data มาใช้ในการดูแลกำแพงเมืองโบราณ ตอนนั้นอ้ายจงยังคิดเลยว่า น่าลองนำแนวทางนี้มาศึกษากับกำแพงเมืองเชียงใหม่บ้าง

อ้ายจงจำได้ว่า บนจอมอนิเตอร์ข้อมูลของเขา มีทั้งส่วนติดตามสภาพกำแพงเมือง การแจ้งเตือนน้ำขังด้วย AI และงานบัญชาการรับมือน้ำท่วมอยู่ในระบบเดียวกัน ข้อมูลของหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่อธิบายเพิ่มเติมว่า เขาติดตามทั้งการเคลื่อนตัวและความชื้นของกำแพง รวมถึงน้ำขังบนกำแพงและระดับน้ำในคูเมือง เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าจุดไหนควรเข้าไปตรวจสอบหรือจัดการ การดูแลโบราณสถานในกรณีนี้จึงรวมถึงการเฝ้าระวังอันตรายจากฝนและน้ำด้วย

เมื่อมีข้อมูลและผลคาดการณ์แล้ว เรื่องที่อ้ายจงสนใจต่อคือ ใครต้องรับผิดชอบนำไปดำเนินการ จีน มีกลไกที่เรียกว่า 叫应 หรือ “เจี้ยวอิ้ง” โดยการเตือนภัยระดับสูงตามเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องแจ้งตรงถึงผู้รับผิดชอบและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อให้ประเมินสถานการณ์และดำเนินมาตรการรับมือ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนหรือเวลาที่สถานการณ์เปลี่ยนเร็ว

การติดต่อโดยตรงเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะหลังออกประกาศ ยังต้องตัดสินใจว่าจะปิดถนน อพยพคน หรือส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือที่ไหนบ้าง คำเตือนจึงต้องไปถึงคนที่มีหน้าที่ตัดสินใจและสั่งการได้ทันเวลา

ถ้าเทียบกับไทย เท่าที่ทราบ เรามีการรวบรวมข้อมูลน้ำและสภาพอากาศหลายแหล่งข้อมูล ประเด็นที่ควรดูต่อคือ เวลามีความเสี่ยง ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ร่วมกันอย่างไร ผู้รับผิดชอบในพื้นที่ได้รับข้อมูลทันหรือไม่ และมีอำนาจกับทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินการตามแผนหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องดูจากการทำงานจริงในแต่ละเหตุการณ์ด้วย

เมื่อเกิดเหตุ กำลังคน อุปกรณ์ และงบประมาณก็ต้องตามเข้าไป จีนมีหน่วยดับเพลิงและกู้ภัยที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือในภัยพิบัติ และสามารถระดมกำลังเพิ่มเติมตามสถานการณ์ ส่วนงบช่วยเหลือก็มีกลไกให้จัดสรรตามการประเมินเบื้องต้น ก่อนตรวจสอบรายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติมในภายหลัง

ตัวอย่างจาก จีน เมื่อช่วงสิงหาคม ที่ผ่านมา ทางจีนจัดสรรเงินเพิ่ม 60 ล้านหยวนให้มณฑลเหอหนาน ต่อจากที่เคยจัดสรรให้ก่อนหน้านั้น เพื่อสนับสนุนการอพยพและจัดที่พัก การลดอันตรายในพื้นที่ การช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ และการซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย เรื่องนี้แสดงให้เห็นการสนับสนุนจากส่วนกลางลงไปยังพื้นที่ แต่จะประเมินว่าช่วยเหลือได้เร็วเพียงใด ก็ต้องติดตามต่อถึงขั้นที่ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนด้วย

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ จีนมีการหน่วงน้ำหรือมีอะไรคล้ายแก้มลิงที่กำลังพูดถึงอย่างมากในไทยหรือไม่? 

คำตอบคือมี จีนใช้ทั้งพื้นที่รับน้ำและพื้นที่หน่วงน้ำ หลักการใกล้เคียงกับ แก้มลิง คือพักน้ำไว้ก่อน เพื่อลดปริมาณที่ไหลลงไปพร้อมกัน แล้วค่อยระบายเมื่อสถานการณ์เหมาะสม พื้นที่เหล่านี้มีหลายลักษณะทั้งทะเลสาบ พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ที่กำหนดไว้รองรับน้ำหลาก ส่วนในเมืองก็มีบ่อหรืออ่างหน่วงน้ำฝน เพื่อลดภาระของท่อระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ ไทยเรามีประสบการณ์เรื่องนี้อยู่แล้ว การเปรียบเทียบจึงควรดูรายละเอียดว่า แต่ละพื้นที่รองรับน้ำได้เท่าไร น้ำเข้าออกทางไหน และบริหารจังหวะการระบายอย่างไร

แต่เมื่อกำหนดพื้นที่รับน้ำ ก็ต้องคิดถึงคนที่อาศัยหรือทำการเกษตรอยู่ตรงนั้นด้วย จีนมีข้อกำหนดเรื่องการชดเชยสำหรับพื้นที่รับและหน่วงน้ำระดับชาติ ซึ่งปรับปรุงในปี 2025 ครอบคลุมทั้งการเตรียมเคลื่อนย้ายคนและทรัพย์สินก่อนใช้พื้นที่ และการชดเชยตามเงื่อนไข เรื่องนี้ควรอยู่ในการวางแผนตั้งแต่ต้น เพราะการให้พื้นที่หนึ่งรับน้ำเพื่อช่วยลดผลกระทบอีกพื้นที่หนึ่ง ย่อมมีคนที่ต้องรับความเสียหาย

สำหรับการจัดการน้ำในเมือง ผมยกตัวอย่าง เมืองเซี่ยเหมิน นำแนวคิด “เมืองฟองน้ำ” หรือ Sponge City มาใช้ มีทั้งสวนรับน้ำฝน พื้นที่สีเขียวที่ลดระดับให้ต่ำกว่าบริเวณรอบข้าง ร่องหญ้า และพื้นผิวที่ออกแบบให้น้ำซึมผ่านได้ เมื่อตกหนัก น้ำบางส่วนก็มีที่พักและมีทางซึม ช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบระบายพร้อมกัน สวนสาธารณะในลักษณะนี้จึงทำหน้าที่ได้หลายอย่าง วันปกติคนเข้าไปเดินเล่น ออกกำลังกาย และพักผ่อน พอฝนตกก็ช่วยรองรับน้ำตามที่ออกแบบไว้ 

สำหรับไทย อ้ายจงคิดว่าควรนำเรื่องการจัดการน้ำมาพิจารณาร่วมกับการออกแบบถนน ทางเท้า อาคาร และสวนให้มากขึ้น รวมถึงวางแผนดูแลระบบเหล่านี้ให้ทำงานได้ต่อเนื่อง เพราะสร้างเสร็จแล้วก็ยังต้องบำรุงรักษา

ว่ากันตามตรง เมืองฟองน้ำเองมีขีดจำกัดเช่นกัน โดยเน้นช่วยจัดการน้ำฝนและน้ำไหลบ่าภายในเมือง ต้องใช้ร่วมกับระบบระบายน้ำและการบริหารน้ำในระดับลุ่มน้ำ การเพิ่มสวนหรือเปลี่ยนพื้นทางเท้าจึงไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ท่วมเมื่อเจอฝนรุนแรง และหากน้ำลดเร็ว ก็ต้องดูข้อมูลของพื้นที่นั้นก่อนจะสรุปว่าเป็นผลจากมาตรการใด

จากที่อ้ายจงติดตาม สิ่งที่จีนทำมีหลายส่วนที่นำมาศึกษาได้ โดยเฉพาะการเชื่อมข้อมูลกับผู้รับผิดชอบ การเตรียมทรัพยากร และการจัดพื้นที่รองรับน้ำ ขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจาก ผู้ประสบภัย ก็ช่วยให้เห็นว่าระบบยังมีจุดที่ต้องปรับปรุง สำหรับไทยเรามีพื้นฐานหลายเรื่องอยู่แล้ว สิ่งที่อยากชวนตรวจให้ชัดคือ เมื่อมีคำเตือนครั้งต่อไป ใครจะรับเรื่อง ใครจะตัดสินใจ และคนที่ต้องการความช่วยเหลือจะได้รับการดูแลเมื่อไร ทั้งหมดนี้ควรมีคำตอบเตรียมไว้ก่อนน้ำมา

เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์การตลาด และหัวหน้ากลุ่มวิจัยธุรกิจไทย-จีน-อาเซียน ศูนย์ MIC คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่