บทวิเคราะห์: เกาหลีใต้เร่งขยายตลาดจีน กระจายธุรกิจสู่อาเซียน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจระหว่าง เกาหลีใต้ กับ จีน ในช่วงหลังเริ่มมีหลายเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและเมืองอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ
หนึ่งในสัญญาณที่เห็นได้ชัดคือ Korea Trade-Investment Promotion Agency หรือ KOTRA สำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งเกาหลี มีความเคลื่อนไหวล่าสุด นำจีนเข้าไปอยู่ในโครงการ “Expanding Export Markets” ซึ่งสนับสนุนบริษัทเกาหลีในการทำตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล ขณะที่การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของเกาหลีใต้ไปจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีมูลค่า 3.44 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การให้ความสำคัญกับผู้บริโภคจีนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเกาหลีใต้ เครื่องสำอาง อาหาร แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์จากเกาหลีทำตลาดในจีนมานานแล้ว และหลายแบรนด์เคยเติบโตอย่างมากในช่วงที่กระแสวัฒนธรรมเกาหลีได้รับความนิยมสูงในจีน
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่าเหตุใดเกาหลีจึงเพิ่งเริ่มสนใจ ตลาดจีน แต่เป็นเหตุใดจีนจึงกลับมามีน้ำหนักมากขึ้นในความพยายามขยายตลาดของเกาหลีในเวลานี้
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่โครงสร้างการค้าระหว่างสองประเทศที่เปลี่ยนไป ตลอดช่วงที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากการเติบโตดังกล่าว สินค้าส่งออกจำนวนมากของเกาหลีไปจีนไม่ใช่สินค้าที่วางขายตามร้านค้า แต่เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิต หรือที่เรียกว่า “สินค้าขั้นกลาง” เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จอภาพ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
โรงงานในจีน รับสินค้าจากเกาหลีเหล่านี้ไปใช้ในกระบวนการผลิต ก่อนที่สินค้าสำเร็จรูปจะถูกจำหน่ายในจีนหรือส่งต่อไปยังตลาดอื่น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนกับเกาหลีจึงผูกพันกันอย่างมากผ่านห่วงโซ่การผลิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขายสินค้าอุปโภคบริโภคให้คนจีนเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างเช่นนี้ทำงานได้ดีในช่วงที่ภาคการผลิตจีนยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่สถานการณ์ในวันนี้ต่างออกไป จีนพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของตัวเองขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถผลิตสินค้าหลายประเภทที่ในอดีตต้องนำเข้าได้มากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงเห็นได้ในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่จอภาพ ปิโตรเคมี แบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท บริษัทจีนจำนวนหนึ่งยังเติบโตขึ้นมาแข่งขันกับบริษัทเกาหลีทั้งใน ตลาดจีน และตลาดต่างประเทศ
สำหรับ เกาหลีใต้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ เพราะการเติบโตของ อุตสาหกรรมจีน ไม่ได้สร้างความต้องการสินค้าจากเกาหลีในระดับเดียวกับอดีตเสมอไป ยิ่งจีนสามารถจัดหาชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากผู้ผลิตภายในประเทศได้มากเท่าไร โครงสร้างการส่งออกที่เกาหลีเคยพึ่งพาก็ยิ่งเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
ในบริบทเช่นนี้ ตลาดผู้บริโภคจีนจึงมีความสำคัญอีกแบบหนึ่ง เกาหลีไม่ได้เพิ่งหันมาขายเครื่องสำอาง อาหาร หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ให้จีน แต่กำลังพยายามขยายตลาดเหล่านี้ในช่วงที่ช่องทางการเติบโตจากการส่งออกเพื่อป้อนภาคการผลิตจีนมีข้อจำกัดมากกว่าเดิม
ตัวเลขครึ่งแรกของปี 2026 ที่การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคไปจีนเพิ่มขึ้น 8.7% จึงน่าจับตาในแง่นี้ โดยมีอาหารและแฟชั่นเป็นกลุ่มที่นำการเติบโต ขณะที่เครื่องสำอางเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วงกลางปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริษัทเกาหลีสามารถขายตรงไปยังผู้บริโภคได้มากกว่าสินค้าอุตสาหกรรม
ช่องทางการขายเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน การเติบโตของ อีคอมเมิร์ซ การขายผ่านไลฟ์ และวิดีโอสั้นในจีน ทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่กว้างขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งเครือข่ายร้านค้าหรือผู้จัดจำหน่ายแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หรือเซินเจิ้น แต่ขยายไปยังเมืองระดับรองและพื้นที่อื่นๆ ที่กำลังซื้อเพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การกลับมาให้ความสำคัญกับ จีน ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคธุรกิจของเกาหลีบางส่วนกำลังมองจีนในฐานะแหล่งเทคโนโลยีและเครือข่ายการผลิตด้วย ตัวอย่างหนึ่งคือความสนใจของภาคธุรกิจในปูซานต่อเซินเจิ้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และการผลิตต้นแบบ
ความน่าสนใจของเซินเจิ้นสำหรับบริษัทเกาหลี โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและขนาดเล็ก อยู่ที่ระบบอุตสาหกรรมซึ่งเชื่อมการวิจัยและพัฒนา การจัดหาชิ้นส่วน การผลิต การลงทุน และโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน เขตอิเล็กทรอนิกส์หัวเฉียงเป่ยเป็นตัวอย่างของระบบดังกล่าว ซึ่งช่วยให้บริษัทบางแห่งสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ตรงนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในความสัมพันธ์ทางอุตสาหกรรม เมื่อก่อนภาพที่คุ้นเคยคือจีนซื้อเทคโนโลยีและชิ้นส่วนจากเกาหลี แต่ในบางอุตสาหกรรมบริษัทเกาหลีเองก็เริ่มมองหาความสามารถด้านการผลิต ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเครือข่ายผู้ผลิตของจีนมาใช้ประโยชน์เช่นกัน
ความใกล้ทางภูมิศาสตร์ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ลักษณะนี้มีข้อได้เปรียบ เกาหลีใต้ กับ จีน มีระยะทางขนส่งสั้น มีเส้นทางเดินเรือและเที่ยวบินจำนวนมาก และมีเครือข่ายโลจิสติกส์ที่สร้างขึ้นจากการค้าระหว่างกันมาหลายสิบปี
ช่วงคลื่นความร้อนในเกาหลีใต้ในปีนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นข้อได้เปรียบดังกล่าว เมื่อความต้องการสินค้าคลายร้อนเพิ่มขึ้น สินค้าที่ผลิตในจีน เช่น พัดลมพกพา เครื่องดื่มแช่เย็น และอุปกรณ์คลายร้อนสำหรับสัตว์เลี้ยง สามารถเข้าสู่ตลาดเกาหลีได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน สินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายสำหรับฤดูร้อนของเกาหลีก็มีความต้องการในจีน
ตัวอย่างนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ในแง่มูลค่าการค้ารวม แต่สะท้อนข้อได้เปรียบของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคได้ดี เมื่อระยะทางสั้นลง ผู้ผลิตและผู้ค้าสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ง่ายกว่าการพึ่งสินค้าที่ต้องขนส่งข้ามทวีป
ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานต้องเผชิญทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และสภาพอากาศสุดขั้ว ความใกล้ทางภูมิศาสตร์จึงกลับมามีความหมายทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การกลับมาให้ความสำคัญกับ ตลาดจีน ไม่ได้หมายความว่าเกาหลีใต้กำลังนำเศรษฐกิจกลับไปผูกกับจีนมากขึ้นในทุกด้าน อีกด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือการกระจายฐานการผลิตและเครือข่ายธุรกิจไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะในอาเซียน
ข้อมูลของธนาคารกลางเกาหลีเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ชัดในกรณีเวียดนาม ซึ่งกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทเกาหลี ชิ้นส่วนและวัตถุดิบบางส่วนจากเกาหลีถูกส่งไปผลิตหรือแปรรูปในเวียดนาม ก่อนเชื่อมต่อไปยังตลาดสหรัฐและจีน ระหว่างปี 2016-2022 สัดส่วนมูลค่าเพิ่มจากการส่งออกของเกาหลีไปเวียดนามที่ไปถึงความต้องการสุดท้ายในสหรัฐเพิ่มจาก 11.1% เป็น 18.5% ส่วนที่เชื่อมโยงกับจีนเพิ่มจาก 7.3% เป็น 13.9% โดยแนวโน้มนี้เห็นชัดเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อมองทั้งภูมิภาคก็พบภาพคล้ายกัน ในส่วนของมูลค่าเพิ่มจากเกาหลีที่เชื่อมโยงไปยังความต้องการสุดท้ายในสหรัฐ สัดส่วนที่ผ่าน 5 ประเทศอาเซียนเพิ่มจาก 4.9% เป็น 8.3% ขณะที่สัดส่วนที่ผ่านจีนลดจาก 10.7% เหลือ 6.8% สะท้อนว่าเกาหลีไม่ได้เพียง “ย้ายออกจากจีน” แต่กำลังจัดเครือข่ายการผลิตใหม่ โดยให้อาเซียนมีบทบาทมากขึ้นในการเชื่อมการผลิตเข้ากับตลาดใหญ่หลายแห่ง
แต่บทบาทของแต่ละประเทศในอาเซียนก็ไม่เหมือนกัน หากเวียดนามโดดเด่นในฐานะฐานการผลิต ไทยกำลังมีความสำคัญในอีกด้าน โดยเฉพาะในฐานะตลาดและพื้นที่สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เห็นได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของ KOTRA ที่นำบริษัทเภสัชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์เกาหลีเข้ามาเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อและสถาบันการแพทย์ในไทย ท่ามกลางความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือเริ่มขยายไปยังธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ โดยบริษัทเกาหลีมองไทยเป็นพื้นที่สำหรับทดลองเทคโนโลยีและหาพันธมิตรท้องถิ่น ขณะที่สตาร์ทอัพไทยก็มีช่องทางเชื่อมต่อกับตลาดและพันธมิตรในเกาหลีมากขึ้น ภาพนี้ทำให้เห็นว่าอาเซียนไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียง “ฐานผลิตทางเลือกจากจีน” สำหรับเกาหลีแต่ละประเทศสามารถมีบทบาทต่างกันไป ทั้งในฐานะฐานการผลิต ตลาด และพื้นที่สำหรับขยายธุรกิจใหม่
ภาพนี้ทำให้เห็นว่าอาเซียนไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียง “ฐานผลิตทางเลือกจากจีน” สำหรับเกาหลีแล้วเวียดนามมีน้ำหนักในเครือข่ายการผลิต ขณะที่ประเทศอย่างไทยสามารถมีบทบาททั้งในฐานะตลาดและพื้นที่ขยายธุรกิจใหม่
แต่การกระจายฐานการผลิตไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป หากสหรัฐเพิ่มความเข้มงวดเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้าและการส่งออกผ่านประเทศที่สาม บริษัทเกาหลีที่มีฐานผลิตในอาเซียนก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน สิ่งที่เกาหลีกำลังทำจึงไม่ใช่การตัดจีนออก แต่เป็นการพยายามไม่ฝากการผลิต ตลาด และเส้นทางการค้าไว้กับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
“อีกด้านที่กำลังเห็นความเคลื่อนไหวชัดเจนคือการท่องเที่ยว” ในเดือนมิถุนายน 2026 เกาหลีใต้รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.99 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจีนเกือบ 650,000 คน และในเดือนกรกฎาคม จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มเป็นประมาณ 777,000 คน ทำให้จีนเป็นตลาดต้นทางอันดับหนึ่งของ การท่องเที่ยวเกาหลีใต้ โดยช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมมี นักท่องเที่ยวจีน สะสม 3.99 ล้านคน
รัฐบาลเกาหลีจึงไม่ได้พยายามเพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีน แต่ต้องการกระจายรายได้จากนักท่องเที่ยวออกจากกรุงโซลและเกาะเชจูไปยังเมืองอื่นๆ ด้วย กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลี ร่วมกับ Korea Tourism Organization และภาคธุรกิจท่องเที่ยว ได้เริ่มโครงการแลกเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับจีน โดยนำบริษัททัวร์จีนเข้ามาพบกับผู้ประกอบการเกาหลี และพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมเมืองต่างๆ เช่น อันดง ปูซาน คยองจู และพื้นที่อื่นผ่านสนามบินภูมิภาค
ทั้งนี้ เป้าหมายนี้มีความหมายทางเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย เกาหลีใต้กำลังเผชิญปัญหาประชากรลดลงและเศรษฐกิจท้องถิ่นซบเซาในหลายจังหวัด หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติออกจากโซลไปยังเมืองรองได้ รายได้จากการท่องเที่ยวก็สามารถกระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มากขึ้น
รัฐบาลยังขยายมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว โดยต่ออายุการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มจากจีนและอีกหลายประเทศไปจนถึงสิ้นปี 2026 พร้อมทำตลาดภายใต้แนวคิดการเดินทางระยะสั้นแต่เดินทางบ่อยขึ้น
การท่องเที่ยว จึงเชื่อมกับเรื่องการค้าอย่างน่าสนใจ เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะในโรงแรมหรือร้านอาหาร การเดินทางยังทำให้ผู้บริโภครู้จักสินค้า อาหาร และแบรนด์ท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปสู่การซื้อซ้ำผ่านช่องทางออนไลน์หลังเดินทางกลับประเทศได้ หากระบบการชำระเงิน การขนส่ง และ อีคอมเมิร์ซ รองรับ
นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของ นักท่องเที่ยวจีน ในเกาหลีช่วงปี 2026 ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นมีความตึงเครียดมากขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคำถามว่า เกาหลีใต้ ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวหรือไม่
ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 777,000 คน เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าญี่ปุ่นลดลงอย่างมากในช่วงเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยทางการเมืองเพียงอย่างเดียว การเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ทั้งราคาตั๋วเครื่องบิน ค่าเงิน นโยบายวีซ่า จำนวนเที่ยวบิน ฤดูกาล กระแสวัฒนธรรม ตลอดจนความรู้สึกของผู้บริโภค แต่ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับโตเกียวเผชิญความตึงเครียด ปัจจัยนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริบทที่ไม่ควรมองข้าม
ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น ในช่วงนี้อยู่ในภาวะตึงเครียด โดยประเด็นไต้หวันเป็นหนึ่งในข้อขัดแย้งสำคัญ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารทางการเมือง ล่าสุดจีนยังปรับค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวญี่ปุ่นตามหลักต่างตอบแทน หลังญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับชาวต่างชาติก่อนหน้านั้น แม้มาตรการยกเว้นวีซ่าระยะสั้นของจีนสำหรับชาวญี่ปุ่นที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีอยู่
ในสถานการณ์เช่นนี้ เกาหลีใต้ อาจได้รับโอกาสเพิ่มเติมในตลาดนักท่องเที่ยวจีน แต่จะสรุปว่าการเติบโตทั้งหมดเกิดจากปัญหาจีน-ญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะเกาหลีเองก็ใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อดึง นักท่องเที่ยวจีน อยู่แล้ว และกระแส วัฒนธรรมเกาหลี ก็เป็นแรงดึงดูดที่มีอยู่ก่อนความตึงเครียดรอบล่าสุด เมื่อรวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-เกาหลีใต้ในปี 2026 จึงน่าสนใจทีเดียว
เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน




