เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนโลกสื่อ จีนกำลังวางอนาคตอย่างไรสำหรับจีน อาเซียน และโลก เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
ตั้งแต่วันที่ 8-9 มิถุนายน 2026 อ้ายจง มีโอกาสเข้าร่วมทั้งการอบรมทางด้านสื่อจีน-อาเซียน และงาน China-ASEAN Media Cooperation Forum 2026 ณ เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน และได้รับเชิญให้ร่วมเสวนาในหัวข้อ Social Responsibility and the Media’s Mission in Our Times หรือ “ความรับผิดชอบของสื่อและภารกิจของสื่อในยุคปัจจุบัน” ร่วมกับตัวแทนจากจีนและประเทศสมาชิกอาเซียน
ฟอรัมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “融媒共生:开启中国—东盟全面战略伙伴关系新篇章” หรือ “การอยู่ร่วมกันของสื่อยุคใหม่เพื่อเปิดบทใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีนและอาเซียน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือด้านสื่อกำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความสัมพันธ์จีน-อาเซียน ไม่ต่างจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า หรือการลงทุน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ชื่อของงานจะเป็นฟอรัมด้านสื่อ แต่ตลอดการประชุมรวมถึงกิจกรรมอบรม ASEAN-China Media Professionals Capacity Building Program ที่จัดควบคู่กันไป กลับมีคำหนึ่งที่ปรากฏอยู่แทบทุกห้องประชุม นั่นคือ “AI” ไม่ว่าจะเป็น AI ในงานข่าว AI ในการผลิตคอนเทนต์ AI สำหรับการแปลภาษา AI สำหรับการสื่อสารข้ามพรมแดน หรือ AI สำหรับการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร
แต่สิ่งที่ อ้ายจง สนใจมากกว่าการพัฒนา AI คือ การที่จีนกำลังเริ่มพูดถึง “ความรับผิดชอบ” และ “ธรรมาภิบาล” ควบคู่ไปกับการพัฒนา AI มากขึ้นเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่ไทยและอาเซียนควรให้ความสนใจ
ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา โลกมักมอง จีน ผ่านมิติของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และการแข่งขันกับมหาอำนาจตะวันตก แต่หากมองจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเสิ่นหยางครั้งนี้ จะพบว่า “จีน” กำลังขยับจากการเป็น “ผู้พัฒนาเทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้กำหนดกรอบการใช้งานเทคโนโลยี” มากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็น AI
ระหว่างทั้งการอบรมและการเสวนาในฟอรัม อ้ายจงได้เห็นตัวอย่างการใช้ AI ในวงการสื่อจีนจำนวนมาก ตั้งแต่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อค้นหาประเด็นที่สังคมสนใจ การใช้ AI ช่วยผลิตเนื้อหา การสร้างผู้ประกาศข่าวดิจิทัล การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การสร้างวิดีโอด้วย AI ไปจนถึงการใช้ AI ในการเผยแพร่เนื้อหาข้ามพรมแดน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “จีน” ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเฉพาะจุด แต่กำลังสร้างระบบนิเวศด้านสื่อที่ AI ถูกฝังอยู่ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างเนื้อหา ไปจนถึงการเผยแพร่และวัดผล
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน การทำงานด้านสื่อยังต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์ในแทบทุกขั้นตอน แต่ในวันนี้ AI สามารถเข้ามาช่วยทำงานหลายส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนวงการสื่อหรือไม่ เพราะคำตอบนั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สังคมจะกำกับดูแล AI อย่างไร
ประเด็นนี้ทำให้ อ้ายจง นึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ได้พูดบนเวทีเสวนาเรื่อง Social Responsibility ตลอดเวลาที่ทำเพจอ้ายจง มักย้ำอยู่เสมอว่า หน้าที่ของอ้ายจงไม่ใช่การประชาสัมพันธ์ให้จีน แต่คือการลดช่องว่างด้านข้อมูล เพื่อให้คนไทยสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น
ในอดีต ความท้าทายของสื่อคือการเข้าถึงข้อมูล แต่ในปัจจุบันความท้าทายกลับกลายเป็นการคัดกรองข้อมูล และในอนาคตความท้าทายอาจกลายเป็นการแยกแยะว่าอะไรคือข้อมูลที่สร้างโดยมนุษย์ และอะไรคือข้อมูลที่สร้างโดย AI ยิ่ง AI มีความสามารถมากขึ้น ความรับผิดชอบของสื่อก็ยิ่งสำคัญมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการสื่อ แต่กำลังปรากฏอยู่ในระดับนโยบายของจีนด้วย
ย้อนไปเมื่อปี 2025 ระหว่างการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC) ที่นครเซี่ยงไฮ้ จีนได้เผยแพร่ “Global AI Governance Action Plan” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประกาศแนวทางด้าน AI Governance ที่สำคัญที่สุดของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
Action plan ดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยี AI แต่กลับให้ความสำคัญกับคำอย่าง “ความปลอดภัย ความโปร่งใส ความเป็นธรรม ความสามารถในการตรวจสอบได้ และความร่วมมือระหว่างประเทศ”
จีนเสนอให้ AI ถูกมองเป็น “สินค้าสาธารณะของมนุษยชาติ” (International Public Good) มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศ โดยในแผนนั้นมีการพูดถึงการลดอคติของอัลกอริทึม การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การส่งเสริมความหลากหลายของข้อมูล การลดช่องว่างทางดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพของประเทศกำลังพัฒนา และการสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน AI
หากมองในภาพรวมจะพบว่า จีน กำลังพยายามผลักดัน AI Governance ในฐานะประเด็นระดับโลก ไม่ใช่เฉพาะประเด็นภายในประเทศ แนวคิดดังกล่าวก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อปีนี้ 2026 หน่วยงานกำกับดูแลของจีนประกาศกรอบการประเมิน AI ระดับชาติฉบับใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานกลางสำหรับการประเมินโมเดล AI พลังการประมวลผล และคุณภาพข้อมูล เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ AI มีคุณสมบัติที่เรียกว่า “Measurable, Comparable and Traceable” หรือสามารถวัดผล เปรียบเทียบ และตรวจสอบย้อนกลับได้
นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจากความกังวลต่อปัญหาที่เรียกว่า “Black Box” หรือกล่องดำ ที่เราไม่รู้เลยว่า AI มีกระบวนการอย่างไรถึงตอบคำถาม หรือสร้างเนื้อหามาให้เรา ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อวิจารณ์สำคัญของ AI ในปัจจุบัน หลายครั้งผู้ใช้งานไม่สามารถอธิบายได้ว่า AI ใช้เหตุผลอะไรในการตัดสินใจ หรือสรุปผลลัพธ์ออกมา เมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในภาคการแพทย์ การเงิน การศึกษา หรือสื่อสารมวลชน ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่กลายเป็นประเด็นทางสังคมและจริยธรรม
จีน กำลังพยายามพัฒนา AI ไปพร้อมกับ การสร้างกลไกกำกับดูแล AI แม้จะยังมีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าว แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าจีนตระหนักถึงความสำคัญของ AI Governance มากขึ้นเรื่อยๆ
อ้ายจงคิดว่านี่เป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่กับจีน แต่ต่อทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเซียนและไทย ที่จีนกำลังรุกเข้ามาลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมากขึ้น
ปัจจุบันประเทศต่างๆ ในอาเซียนกำลังเร่งนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ ภาครัฐ การศึกษา และสื่อสารมวลชนอย่างรวดเร็ว เราเห็นการพูดถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ อยู่แทบทุกวัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง การพูดถึงกรอบการกำกับดูแล การสร้างมาตรฐานการใช้งาน และผลกระทบทางสังคมจาก AI ยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับความเร็วของการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง
หลายประเทศกำลังแข่งขันกันเรื่องการประยุกต์ใช้ AI แต่คำถามสำคัญไม่แพ้กันคือ เรากำลังเตรียมความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบที่จะตามมามากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อมูลเท็จที่ถูกสร้างด้วย AI อคติของอัลกอริทึม ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล หรือความโปร่งใสในการตัดสินใจของ AI
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การสนทนาเรื่อง AI มักมุ่งไปที่คำถามว่า “เราจะใช้ AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่สิ่งที่อ้ายจงเห็นจากจีนในช่วงเวลานี้คือ การเริ่มขยับไปสู่คำถามอีกชุดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “เราควรใช้ AI อย่างไร” และ “ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก AI” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมอาจเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ แต่อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความไว้วางใจให้เติบโตควบคู่ไปกับเทคโนโลยีเหล่านั้น
สิ่งที่อ้ายจงได้แลกเปลี่ยนบนเวทีเสวนาที่เสิ่นหยางครั้งนี้ เป็นมุมมองที่ยึดถือมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้นทำเพจอ้ายจงเมื่อปี 2013 ว่าหน้าที่ของสื่อไม่ใช่การประชาสัมพันธ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือการลดช่องว่างด้านข้อมูล เพื่อให้ผู้คนมีโอกาสเข้าถึงข้อเท็จจริงจากหลากหลายมุมมอง และสามารถตัดสินใจด้วยตนเองบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้านมากที่สุด
เมื่อย้อนกลับมามองบริบทของ AI ในปัจจุบัน อ้ายจงกลับยิ่งรู้สึกว่าประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะ AI อาจช่วยสร้างบทความได้ สร้างภาพได้ สร้างวิดีโอได้ และในอนาคตอาจสามารถผลิตเนื้อหาจำนวนมหาศาลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่สิ่งหนึ่งที่ AI ไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้ คือการรับผิดชอบต่อผลกระทบของข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น
ความรับผิดชอบยังคงเป็นหน้าที่ของผู้สร้าง ผู้เผยแพร่ และผู้ใช้เทคโนโลยี เช่นเดียวกับที่หน้าที่ของสื่อไม่ใช่การทำให้ผู้คนคิดเหมือนกัน แต่คือการช่วยให้ผู้คนเข้าใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีกำลังลดข้อจำกัดด้านภาษาและการสื่อสารลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในวันที่ จีน อาเซียน และโลกกำลังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งผ่านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการเดินทางของผู้คน การสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนจึงมีความสำคัญไม่แพ้การสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพราะหากความเข้าใจระหว่างผู้คนเติบโตไม่ทันความเชื่อมโยงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความสัมพันธ์เหล่านั้นก็อาจเปราะบางได้
นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่ อ้ายจง ได้รับจากการเดินทางไปเสิ่นหยางในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการได้เห็นว่า AI กำลังพัฒนาไปไกลเพียงใด หรือจีนกำลังวางบทบาทของตนเองในเรื่อง AI Governance อย่างไร แต่คือการตระหนักว่า ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นมากเท่าไร ความรับผิดชอบของผู้ใช้เทคโนโลยีก็ยิ่งต้องเติบโตตามไปมากเท่านั้น
เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

