วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่ เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาเป็น วันวิสาขบูชา วันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของพุทธศาสนิกชนไทย เป็นวันที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางเข้าวัด ทำบุญ ฟังธรรม และเวียนเทียน หลายคนใช้โอกาสนี้พักจากความเร่งรีบของชีวิตประจำวันเพื่อกลับมาทบทวนจิตใจของตนเอง ขณะที่อีกฟากหนึ่งของเอเชีย วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันนี้ กลับเป็นวันสำคัญอีกแบบหนึ่งของจีน เพราะเป็น 六一儿童节 (ลิ่วอีเอ๋อถงเจี๋ย) หรือ วันเด็กแห่งชาติ วันที่เด็กและเยาวชนถูกยกให้เป็นศูนย์กลางของสังคมจีน ทั้งโรงเรียน สื่อมวลชน และหน่วยงานของรัฐต่างพากันพูดถึงอนาคตของประเทศผ่านคนรุ่นใหม่

แม้คนไทยจำนวนมากอาจคุ้นเคยกับภาพวันวิสาขบูชาในฐานะวันหยุดราชการที่ผู้คนเข้าวัดทำบุญกันทั่วประเทศ แต่ในความเป็นจริงยังคงมีคนจีนไม่น้อยที่ยังคงให้ความสำคัญกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาเช่นกัน เพียงแต่รูปแบบและช่วงเวลาที่ใช้ยึดถืออาจแตกต่างจากประเทศพุทธเถรวาทอย่างไทย ในภาษาจีนวันประสูติพระพุทธเจ้ามักถูกเรียกว่า 佛诞日 (ฝอตั้นรื่อ) หรือ “วันประสูติพระพุทธเจ้า” ขณะที่อีกชื่อหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ 浴佛节 (ยวี่ฝอเจี๋ย) หรือ “เทศกาลสรงน้ำพระพุทธเจ้า” ซึ่งมีที่มาจากตำนานในพุทธศาสนาฝ่ายจีนที่เล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ได้มีมังกรพ่นน้ำศักดิ์สิทธิ์ลงมาสรงพระวรกาย จึงเกิดเป็นประเพณี สรงน้ำพระ ที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พุทธศาสนาในจีนกำลังมีบทบาทในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจกว่าเดิม เพราะในขณะที่หลายคนเคยเชื่อว่าความทันสมัยจะทำให้ศาสนาค่อยๆ ถอยห่างออกจากชีวิตผู้คน กลับกลายเป็นว่า คนจีนรุ่นใหม่ จำนวนไม่น้อยกำลังหันกลับเข้าหาวัดอีกครั้ง เพียงแต่เหตุผลของพวกเขาอาจแตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่อย่างสิ้นเชิง

ดูเผินๆ แล้ว วันวิสาขบูชา กับ วันเด็กจีน แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน วันหนึ่งพูดถึงพระพุทธเจ้า อีกวันหนึ่งพูดถึงเด็ก แต่ถ้าลองเปิด Xiaohongshu หรือ 小红书 (เสี่ยวหงซู) ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราอาจพบว่าทั้งสองเรื่องกำลังค่อยๆ เดินมาบรรจบกันอย่างน่าสนใจ ภาพเด็กเล็กในชุดฮั่นฝูที่กำลังพนมมืออยู่หน้าองค์พระ ภาพครอบครัวที่พาลูกไปจุดธูปขอพร หรือโพสต์ที่ติดแฮชแท็ก 带娃上香 (ไต้หวาซ่างเซียง) ซึ่งแปลตรงตัวว่า “พาลูกไปจุดธูป” กำลังกลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ บนโลกออนไลน์จีน จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดคนจีนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับสมาร์ตโฟน ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจดิจิทัล จึงหันกลับมาหาวัด และเหตุใดพวกเขาจึงเริ่มพาลูกของตัวเองเข้าสู่โลกแห่งธูป เทียน และการขอพรด้วย

หากย้อนกลับไปเพียงสิบหรือสิบห้าปีก่อน ภาพจำของการเข้าวัดในจีนยังคงผูกอยู่กับผู้สูงอายุ ผู้แสวงบุญ หรือผู้ที่มีศรัทธาทางศาสนาโดยตรง มากกว่าจะเป็นคนจีนในวัยยี่สิบหรือสามสิบต้นๆ ที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยหรือกำลังทำงานในบริษัทเทคโนโลยี แต่จีนในปัจจุบันไม่ใช่จีนแบบเดิมอีกต่อไป สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงโครงสร้างเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี หากแต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับความหมายของชีวิตด้วย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนถูกมองว่าเป็นสังคมแห่งการแข่งขัน ความสำเร็จทางการศึกษาเป็นบันไดสู่ความก้าวหน้า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือ 高考 (เกาเข่า) ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต การทำงานหนักเป็นคุณธรรมที่ได้รับการยกย่อง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า หากขยันมากพอ ชีวิตย่อมดีขึ้นได้เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนจีนจำนวนไม่น้อยเริ่มพบว่าความเป็นจริงไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้นอีกแล้ว

ราคาบ้านในเมืองใหญ่พุ่งสูงขึ้น การแข่งขันในตลาดแรงงานรุนแรงขึ้น การว่างงานในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพและความคาดหวังทางสังคมกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าตนเองกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ไม่มีวันสิ้นสุด ต่อให้พยายามมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะมั่นคงขึ้นเสมอไป

ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 สังคมจีน จึงเริ่มมีคำศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่ออธิบายความรู้สึกของคนรุ่นนี้ หนึ่งในคำที่โด่งดังที่สุดคือ 佛系青年 (ฝอซี่ชิงเหนียน) หากแปลตรงตัว จะแปลว่า “เยาวชนสายพุทธ” แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้หมายถึงคนที่ศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังหรือเข้าวัดทุกสัปดาห์ ทว่าถูกนำมาใช้ในบริบท “คนรุ่นใหม่สายชิลล์” คนหนุ่มสาวจีนที่เลือกจะรับมือกับโลกอันแข่งขันดุเดือดด้วยท่าทีปล่อยวางมากขึ้น พวกเขาพยายามไม่ยึดติดกับความสำเร็จมากเกินไป ไม่ต่อสู้กับทุกเรื่อง และพยายามรักษาความสงบในใจท่ามกลางแรงกดดันรอบตัว

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่

ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีกคำหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ 内卷 (เน่ยเจวี่ยน) ซึ่งมักแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า involution คำนี้อธิบายสภาพการแข่งขันที่ทุกคนต้องพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้ดีขึ้นตามสัดส่วน นักเรียนเรียนหนักขึ้น พนักงานทำงานนานขึ้น บริษัทแข่งขันกันรุนแรงขึ้น แต่คุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมากกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่หวัง

เมื่อการแข่งขันดูไม่มีที่สิ้นสุด คนจีนรุ่นใหม่ บางส่วนจึงหันไปหาสิ่งที่เรียกว่า 躺平 (ถ่างผิง) หรือ “นอนราบ” ซึ่งหมายถึงการลดความคาดหวังที่สังคมมีต่อตนเอง ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อชีวิต แต่เป็นการปฏิเสธการแข่งขันที่มองว่าไม่มีวันชนะ หลายคนเลือกไม่ซื้อบ้าน ไม่แต่งงานเร็ว ไม่ไล่ตามตำแหน่งงานที่สูงขึ้น และพยายามใช้ชีวิตให้เรียบง่ายกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นหลังการระบาดของโควิด-19 ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อเศรษฐกิจ แต่ยังสั่นคลอนความมั่นใจของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตอย่างรุนแรง หลายคนเรียนจบในช่วงที่บริษัทหยุดรับคน หลายคนถูกเลิกจ้าง หลายคนต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าหากเรียนดี ทำงานหนัก และอดทนมากพอ ชีวิตจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

เมื่อสูตรเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล ความรู้สึกสับสนและหมดแรงจึงค่อยๆ แผ่ขยายออกไปในกลุ่มคนจีน โดยเฉพาะคนยุคใหม่

บทวิเคราะห์จำนวนมากทั้งในจีนและต่างประเทศเริ่มพูดถึงภาวะ 焦虑 (เจียวลวี่) หรือความวิตกกังวล และ 内耗 (เน่ยฮ่าว) หรือภาวะ “กัดกร่อนตัวเองจากภายใน” ซึ่งหมายถึงว่าเหนื่อยล้าจากความคิดตนเอง ซึ่งเป็นที่มาของ Burnout หรือ หมดไฟ ที่เกิดขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ ความกดดันไม่ได้มาจากการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความคาดหวังเรื่องการแต่งงาน การมีบ้าน การดูแลพ่อแม่ และการประสบความสำเร็จในชีวิตตามมาตรฐานที่สังคมกำหนด

ในบริบทเช่นนี้ วัด กลับกลายเป็นสถานที่ที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะได้รับความนิยมจากคนจีนยุคใหม่ หลายปีมานี้ สื่อจีนและสื่อต่างประเทศจำนวนมากรายงานปรากฏการณ์เดียวกัน คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของคนรุ่นใหม่ที่เดินทางไปวัด จุดธูป ขอพร หรือแม้แต่สมัครเป็นอาสาสมัครในวัดเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ วัดดังหลายแห่งในจีนมีผู้เข้าชมหนาแน่นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะ 雍和宫 (ยงเหอกง) หรือวัดลามะในกรุงปักกิ่ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการขอพรเรื่องงาน การเรียน และอนาคต

ภาพของคนวัยยี่สิบและสามสิบที่ต่อแถวเข้าวัดตั้งแต่เช้าตรู่กลายเป็นภาพปกติในหลายเมืองใหญ่ บางคนขอพรเรื่องงาน บางคนขอพรเรื่องความรัก บางคนขอพรให้สอบผ่าน แต่หากมองลึกลงไป สิ่งที่พวกเขากำลังแสวงหาอาจไม่ใช่ปาฏิหาริย์ หากเป็นความรู้สึกว่าตนเองยังมีที่พึ่งอยู่บ้างในโลกที่ไม่แน่นอน

ท่ามกลางกระแสเหล่านี้ วัดและพุทธศาสนาเริ่มกลับเข้ามาอยู่ในชีวิตของคนรุ่นใหม่อีกครั้ง แต่ในรูปแบบที่แตกต่างจากอดีตอย่างมาก หากพุทธศาสนาในรุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายอาจเกี่ยวข้องกับศรัทธา พิธีกรรม และความเชื่อเรื่องบุญกรรม พุทธศาสนาในสายตาของคนจีนรุ่นใหม่กลับถูกมองเป็นพื้นที่แห่งการเยียวยา เป็นที่พักใจ เป็นวิธีจัดการกับความเครียด และเป็นทรัพยากรทางอารมณ์มากกว่าจะเป็นสถาบันทางศาสนา

ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านงานวิจัยเรื่อง Buddhism Without Belonging: Functional and Digital Forms of Religious Engagement Among Chinese Youth ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Religions เมื่อปี 2025 พบว่ามีผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก โดยเขาสำรวจคนจีนรุ่นใหม่กว่า 2,800 คน พบว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้เข้าหาพุทธศาสนาในฐานะ “ศาสนา” หากแต่เข้าหาในฐานะเครื่องมือช่วยจัดการความเครียด ช่วยสร้างความหมายให้ชีวิต และช่วยรักษาสมดุลทางอารมณ์ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน  

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คนจำนวนมากที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า ตนเอง “ไม่มีศาสนา” แต่ในเวลาเดียวกันกลับบอกว่าตนเอง “เชื่อในพุทธศาสนา” หรือมีความผูกพันกับแนวคิดบางอย่างของพุทธศาสนา เช่น เรื่องเหตุและผล ความเมตตา หรือการปล่อยวาง นั่นสะท้อนว่าพุทธศาสนาในจีนยุคใหม่กำลังเปลี่ยนสถานะจากสถาบันทางศาสนาไปสู่สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า symbolic-affective religiosity หรือ “ความผูกพันทางศาสนาเชิงสัญลักษณ์และอารมณ์” ผู้คนอาจไม่ได้เข้าวัดเพราะต้องการประกาศตัวว่าเป็นชาวพุทธ แต่เข้าวัดเพราะต้องการความสงบ ต้องการที่พึ่งทางใจ หรือต้องการรู้สึกว่าชีวิตยังมีบางสิ่งที่มั่นคงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว

จากการวิเคราะห์ พบว่า วัด ในจีนยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกับโลกดิจิทัล แต่กลับปรับตัวเข้าหาโลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว แม้คนรุ่นใหม่จำนวนมากจะไม่ได้เข้าวัดเป็นประจำ แต่พุทธศาสนากลับเดินทางเข้าไปอยู่ในมือถือของพวกเขาแทน ผ่านสิ่งที่เรียกว่า 电子木鱼 (เตี้ยนจื่อมู่หยวี) หรือ “มู่หยวีอิเล็กทรอนิกส์” ปรากฏการณ์นี้อาจฟังดูเหมือนเรื่องตลกในยุคอินเทอร์เน็ต แต่กลับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับศาสนาในจีนร่วมสมัย

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่
 
เดิมที 木鱼 (มู่หยวี) เป็นเครื่องเคาะไม้ที่ใช้กำกับจังหวะการสวดมนต์ในวัดพุทธนิกายจีนมานานหลายร้อยปี เสียงเคาะสม่ำเสมอของมันมีหน้าที่ช่วยให้พระและผู้ปฏิบัติธรรมรักษาสมาธิระหว่างการสวด แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมาร์ตโฟน เครื่องไม้ในวัดกลับถูกแปลงสภาพเป็นแอปพลิเคชันบนหน้าจอมือถือ ผู้ใช้เพียงแตะหน้าจอ เสียงเคาะมู่หยวีก็ดังขึ้น พร้อมข้อความที่ปรากฏตามมา หนึ่งในข้อความที่โด่งดังที่สุดคือ 功德+1 (กงเต๋อ บวกหนึ่ง)

หากแปลตรงตัว 功德 (กงเต๋อ) หมายถึง “บุญกุศล” หรือ “ผลบุญ” ส่วน +1 เป็นภาษาที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคยจากโลกเกมและโซเชียลมีเดีย เป็นภาษาของการสะสมแต้ม การเพิ่มคะแนน หรือการปลดล็อกความสำเร็จบางอย่างทีละหน่วย ดังนั้น เมื่อแตะหน้าจอหนึ่งครั้งแล้วมีคำว่า “บุญ +1” ปรากฏขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการล้อเลียนศาสนา หากเป็นการนำภาษาของโลกดิจิทัลมาผสมกับภาษาของพุทธศาสนา จนเกิดเป็นวัฒนธรรมลูกผสมแบบใหม่ที่คนรุ่นก่อนอาจไม่เคยจินตนาการถึง

แน่นอนว่าแทบไม่มีใครเชื่อจริงๆ ว่าการกดหน้าจอหนึ่งครั้งจะทำให้บุญเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยเหมือนคะแนนในเกม แต่เสน่ห์ของปรากฏการณ์นี้อยู่ตรงที่คนรุ่นใหม่รู้ตัวดีว่ามันเป็นสัญลักษณ์ พวกเขาหัวเราะกับมัน ล้อเลียนมัน และใช้งานมันในเวลาเดียวกัน การแตะหน้าจอพร้อมเห็นข้อความ “功德+1” จึงทำหน้าที่คล้ายการปลอบใจตัวเองในวันที่เหนื่อยล้า ราวกับกำลังบอกตัวเองว่า อย่างน้อยวันนี้ก็ได้หยุดพัก ได้หายใจลึกๆ และได้ทำอะไรบางอย่างให้กับจิตใจของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงไม่กี่วินาทีก็ตาม

เมื่อมองจากมุมนี้ การเคาะมู่หยวีบนมือถือไม่ใช่เรื่องตลกไร้สาระ หากเป็นหน้าต่างบานเล็กๆ ที่ทำให้เราเห็นวิธีคิดของคนรุ่นใหม่จีน พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธศาสนาเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ยอมรับศาสนาในรูปแบบเดิมทั้งหมดเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการหยิบยืมบางส่วนของพุทธศาสนามาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เลือกเอาสิ่งที่ตอบโจทย์สภาพจิตใจของตนเอง แล้วผสมมันเข้ากับวัฒนธรรมดิจิทัลที่คุ้นเคย

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนหน้าจอมือถือเท่านั้น หากยังสะท้อนออกมาในโลกจริงด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วัดในจีนกำลังทำหน้าที่ใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอย่างเห็นได้ชัด หากในอดีตวัดเป็นพื้นที่ของศรัทธาและพิธีกรรมเป็นหลัก ปัจจุบันวัดกำลังกลายเป็น พื้นที่แห่งการเยียวยา หรือ healing space ในความหมายที่กว้างกว่านั้นมาก

ลองจินตนาการถึงคนวัยยี่สิบปลายๆ ที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งในปักกิ่ง เขาตื่นเช้า ฝ่ารถติด เข้างาน ประชุมทั้งวัน กลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในวันถัดไป หรือหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ส่งใบสมัครงานไปหลายสิบแห่งแต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ในสังคมที่การแข่งขันเข้มข้นและอนาคตคาดเดาได้ยาก คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาพื้นที่ที่อนุญาตให้พวกเขาหยุดวิ่งได้ชั่วคราว

นั่นคือเหตุผลที่เราเริ่มเห็นภาพคนหนุ่มสาวชาวจีนเดินทางไปวัดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพื่อบวช ไม่ใช่เพื่อหนีโลก และไม่ใช่เพราะต้องการเป็นนักปฏิบัติธรรมอย่างเต็มตัว แต่เพราะวัดเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่ยังไม่ถูกครอบงำด้วยตัวชี้วัดความสำเร็จ ไม่มี KPI ไม่มีคะแนน ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีใครถามเงินเดือน ไม่มีใครถามว่าซื้อบ้านหรือยัง ไม่มีใครถามว่าแต่งงานเมื่อไร สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่ง การนั่งอยู่ในวัดเงียบๆ สักครึ่งวันอาจเป็นประสบการณ์ที่หายากยิ่งกว่าการเดินทางไปต่างประเทศเสียอีก เพราะมันคือช่วงเวลาที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร

และเมื่อคนรุ่นหนึ่งใช้วัดเป็นสถานที่เยียวยาตัวเองอยู่หลายปี สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาจึงแทบไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย เพราะวันหนึ่งคนเหล่านั้นก็เติบโตขึ้น มีครอบครัว และมีลูกของตัวเอง จากเดิมที่พวกเขาเดินเข้าวัดเพียงลำพัง วันนี้พวกเขากำลังจูงมือลูกเดินเข้าไปด้วย

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่
 
ตรงจุดนี้เองที่เรื่องราวเริ่มเปลี่ยนจากการเยียวยาตัวเอง ไปสู่การส่งต่อความหวัง ความกังวล และความหมายบางอย่างให้กับคนรุ่นถัดไป และเป็นที่มาของกระแส 带娃上香 (พาลูกไปจุดธูปไหว้พระ) และ 亲子拜佛 (ไหว้พระแบบพ่อแม่ลูก) ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในจีนปัจจุบัน

เมื่อมองออกไปนอกประเทศจีน เราจะพบว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เป็นปรากฏการณ์เฉพาะของ สังคมจีน เท่านั้น หากเป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่ใหญ่กว่านั้นมาก ได้แก่ “Spiritual Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลก เป็นเรื่องน่าสนใจที่ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่วัยรุ่นจีนจำนวนมากกำลังหันหน้าเข้าหาวัด ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในอีกหลายประเทศกลับกำลังค้นพบความต้องการแบบเดียวกัน ได้แก่ ความต้องการที่จะเดินทางเพื่อ “พักใจ” มากกว่าการเดินทางเพื่อ “เช็กอิน”

เมื่อวัดกลายเป็นที่พักใจของคนจีนรุ่นใหม่ และพื้นที่ความหวังของพ่อแม่

หากในอดีตการท่องเที่ยวถูกขับเคลื่อนด้วยการสะสมสถานที่ การถ่ายรูป และการเดินทางให้ได้มากที่สุดในเวลาจำกัด ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มมองหาประสบการณ์ที่ตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้ถามว่าไปกี่ที่ แต่ถามว่ากลับมาแล้วรู้สึกอย่างไร พวกเขาไม่ได้มองหาความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาความสงบ ความหมาย และความเชื่อมโยงกับตัวเอง

รายงาน Spiritual Travel Thailand: Exploring the Journey Beyond Destination 2025 ซึ่งจัดทำโดย C9 Hotelworks ร่วมกับ Guestasy สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน รายงานดังกล่าวพบว่า การท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ กำลังกลายเป็นหนึ่งในกระแสสำคัญที่สุดของการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในหมู่ Millennials และ Gen Z ที่เริ่มหันออกจากการเดินทางแบบ “ดูสถานที่” ไปสู่การเดินทางที่ให้ความรู้สึกฟื้นฟู เยียวยา และมีความหมายทางจิตใจมากขึ้น

รายงานชี้ว่า คนรุ่นใหม่ จำนวนมากไม่ได้มองการเดินทางเป็นเพียงการพักผ่อนอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาวะทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าคอร์สนั่งสมาธิ การทำ digital detox การฝึกโยคะ การใช้ชีวิตร่วมกับชุมชน การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หรือการเข้าร่วมพิธีกรรมบางอย่างที่ช่วยให้รู้สึกเชื่อมโยงกับโลกและตัวเองมากขึ้น

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนรุ่นใหม่กำลังมองหาสิ่งเดียวกับที่คนจีนจำนวนมากกำลังมองหาในวัด พวกเขาไม่ได้กำลังแสวงหาศาสนาในความหมายดั้งเดิมเสมอไป แต่กำลังแสวงหาความสงบ

รายงานดังกล่าวยังพบอีกว่า นักเดินทางสายจิตวิญญาณถึง 78% ชื่นชอบสถานที่ที่อยู่ใกล้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ป่า ชายหาด หรือวัด มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์แบบดั้งเดิม ขณะที่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนั่งสมาธิ การฝึกสติ และการพัฒนาจิตใจได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองจากมุมนี้ ภาพของคนจีนรุ่นใหม่ที่เดินทางเข้าวัดเพื่อขอพรหรือพักใจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแยกจากกระแสโลก หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อมกัน

ความแตกต่างอยู่ตรงที่ ในจีนปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านวัดและวัฒนธรรมพุทธที่ฝังรากอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน ขณะที่ในบางประเทศ มันอาจปรากฏผ่านรีทรีต โยคะ ธรรมชาติบำบัด หรือกิจกรรมด้านสุขภาวะรูปแบบอื่น

ตรงนี้เองที่ประเทศไทยกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในสายตาของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านอาหาร ชายหาด หรือการช้อปปิ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นประเทศที่มีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางจิตวิญญาณอยู่ในระดับสูงมาก

วัดไทยไม่ใช่เพียงสถานที่ทางศาสนา แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนยังทำบุญ ยังสวดมนต์ ยังใส่บาตร ยังมีวันพระ ยังมีเทศกาลทางพุทธศาสนา และยังมีวัดที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในหลายพื้นที่ สำหรับคนไทยสิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ สิ่งเหล่านี้กลับมีเสน่ห์อย่างมาก

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการท่องเที่ยวของจีน ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นอีก ในรายงานแนวโน้มการเดินทางปี 2026 ของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวจีน กรุงเทพมหานคร ยังคงติดอันดับเมืองยอดนิยมของโลก และหนึ่งในกิจกรรมเด่นที่ถูกเชื่อมโยงกับกรุงเทพฯ อย่างชัดเจนคือ “Temple Visits” หรือการเที่ยววัด ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวด้านอาหาร

ประเด็นนี้สำคัญ เพราะสะท้อนว่า วัดไทย ไม่ได้อยู่ในสายตาของนักท่องเที่ยวจีนเพียงในฐานะสถานที่ทางศาสนาเท่านั้น แต่เป็นหนึ่งในประสบการณ์หลักของการเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งไม่ได้เที่ยวในมุมของสถานที่ท่องเที่ยว แต่เริ่มมีทั้ง นั่งสมาธิ ขอพร ซื้อเครื่องราง และสัมผัสบรรยากาศทางวัฒนธรรมของไทยผ่านพุทธศาสนา ซึ่งแม้ยังไม่ใช่กระแสหลัก แต่เริ่มพบเห็นได้

ในช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่จีนกำลังเข้าวัดมากขึ้น คนรุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังมองหาการเดินทางที่มีความหมายมากขึ้น และประเทศไทยกำลังถูกวางตำแหน่งให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณในเอเชีย

เมื่อเอาภาพทั้งหมดมาวางต่อกัน เราอาจพบว่ากระแส 带娃上香 หรือการพาลูกไปจุดธูปในจีน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของศาสนา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของครอบครัว และไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโซเชียลมีเดีย หากเป็นส่วนหนึ่งของคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก เมื่อโลกเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความไม่แน่นอน และความกดดัน มนุษย์จะมองหาที่พึ่งทางใจจากที่ใด สำหรับคนรุ่นใหม่จีนจำนวนหนึ่งในตอนนี้ คำตอบนั้นอยู่ในวัด และอาจอยู่ที่ประเทศไทยของเราก็เป็นได้

เขียนโดย ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน