จีนต้องการบอกอะไรกับโลกผ่านการประชุมสองสภา 2026 ท่ามกลางโลกที่ผันผวน เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน
การประชุมสองสภา (Two Sessions) ของ จีน ซึ่งประกอบด้วยการประชุมของสภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress: NPC) และสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน (Chinese People’s Political Consultative Conference: CPPCC) ถือเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจสำคัญประจำปีของประเทศจีน โดยทำหน้าที่เป็นเวทีหลักในการรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาล กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และกำหนดทิศทางนโยบายสำหรับปีถัดไป
สำหรับการประชุมสองสภาในปี 2026 ซึ่งเป็นการประชุมของสภาประชาชนแห่งชาติและสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน ชุดที่ 14 สมัยที่ 4 นั้น การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026–2030) ดังนั้น การประชุมในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรายงานผลการดำเนินงานหรือกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจประจำปีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงจังหวะและทิศทาง การพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ในช่วงห้าปีข้างหน้า ขณะเดียวกันการประชุมครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ เศรษฐกิจโลก กำลังเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของตลาดพลังงาน และแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ในบริบทเช่นนี้การกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่ส่งไปยังทั้งตลาดภายในประเทศและประชาคมโลก
ในการประชุมครั้งนี้ จีน กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 ไว้ในช่วงประมาณ 4.5–5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่าสามทศวรรษ และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่จีนกำหนดเป้าหมายการเติบโตในลักษณะช่วง (range) แทนตัวเลขเดียว การกำหนดเป้าหมายเช่นนี้ทำให้เกิดการตีความจากนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยว่า เศรษฐกิจจีน อาจกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมมองเชิงโครงสร้างและเชื่อมโยงกับทิศทางนโยบายระยะยาวของจีน จะเห็นได้ว่า การกำหนดเป้าหมายเช่นนี้สะท้อนการเริ่มมองความเป็นจริงของปัจจัยสิ่งแวดล้อมทั้งในและนอกจีน และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น มากกว่าการไล่ตามตัวเลขการเติบโตเพียงอย่างเดียว
แนวคิดสำคัญที่ รัฐบาลจีน เน้นย้ำในการประชุมครั้งนี้คือการผลักดันให้เศรษฐกิจบรรลุ “การยกระดับเชิงคุณภาพที่มีประสิทธิผล ควบคู่กับการเติบโตเชิงปริมาณในระดับที่เหมาะสม” ซึ่งสะท้อนถึงการปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนจากอดีตที่เคยเน้นการเติบโตเชิงปริมาณอย่างรวดเร็ว ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความยั่งยืน และประสิทธิภาพมากขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีน เติบโตอย่างรวดเร็วจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการเป็นฐานการผลิตของโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ระยะพัฒนาใหม่ รูปแบบการเติบโตดังกล่าวเริ่มเผชิญข้อจำกัด ทั้งในด้านประสิทธิภาพของการลงทุน ระดับหนี้สิน และความผันผวนของภาคอสังหาริมทรัพย์
การตั้งเป้าหมายการเติบโตในระดับที่ค่อนข้างระมัดระวังจึงสะท้อนถึงความพยายามของ รัฐบาลจีน ในการรักษาสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การสร้างการจ้างงาน และการดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ในขณะเดียวกัน เป้าหมายดังกล่าวยังมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากปี 2026 เป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 หรือ “十五五” ซึ่งจะกำหนดทิศทางการพัฒนาของจีนในช่วงปี 2026–2030
หากพิจารณาความต่อเนื่องของนโยบายจะเห็นได้ว่า แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นการต่อยอดจากแผนฉบับที่ 14 ที่ดำเนินการในช่วงปี 2021–2025 ซึ่งมุ่งเน้นการรับมือกับความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ และการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในระยะยาว ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 14 จีนได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันยุทธศาสตร์ “วงจรคู่” ซึ่งเน้นการยึดตลาดภายในประเทศเป็นแกนหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมกับการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกในลักษณะที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การยกระดับอุตสาหกรรม และการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ
เมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาฉบับที่ 15 ในปีนี้ จีน จึงเริ่มขยับจากช่วงของการปรับตัวและวางรากฐาน ไปสู่ช่วงของการเร่งขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนของการพัฒนาในระยะต่อไปคือแนวคิด “新质生产力” หรือกำลังการผลิตคุณภาพใหม่ ซึ่งเน้นบทบาทของนวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การพัฒนาดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มขนาดของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมุ่งเพิ่มผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมจีนในเวทีโลก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้พยายามลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เพิ่มการสนับสนุนต่ออุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด และการผลิตขั้นสูง การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของ เศรษฐกิจจีน จากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและการผลิตต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่มสูง
ในระดับอุตสาหกรรม ภาคบริการก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างเศรษฐกิจของจีน โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว การค้าปลีก และเศรษฐกิจดิจิทัล รูปแบบการค้าปลีกแบบผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความบันเทิงก็กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งสำคัญของการบริโภคภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจคอนเสิร์ต อุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การขยายตัวของภาคบริการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจจีนจากเศรษฐกิจที่เน้นการผลิต ไปสู่เศรษฐกิจที่มีการบริโภคและบริการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจจีนในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแรงเท่าที่คาดหวัง รัฐบาลจีน จึงได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านนโยบายส่งเสริมการใช้จ่ายของครัวเรือน การสนับสนุนภาคบริการ และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ จีน ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นอุปสงค์เท่านั้น หากยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างด้านอุปทานควบคู่กันไป กล่าวคือจีนพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถตอบสนองต่อรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับสร้างแหล่งการเติบโตใหม่ให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการสร้างความสอดคล้องระหว่างอุปสงค์และอุปทานผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจจีนท่ามกลางความไม่แน่นอนของ เศรษฐกิจโลก
ในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจีนจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน การค้า และความเชื่อมั่นของตลาดโลก ประสบการณ์จากช่วง สงครามการค้า ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ห่วงโซ่อุปทานโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจจีนสามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จีนยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ BRI (Belt and Road Initiative) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการลงทุนในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในเอเชียและประเทศกำลังพัฒนา ความร่วมมือเหล่านี้ได้สร้างโอกาสใหม่ทั้งในด้านการค้า การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
เมื่อพิจารณาภาพรวมของนโยบายเศรษฐกิจจาก การประชุมสองสภา ในปี 2026 จะเห็นได้ว่า จีน กำลังพยายามส่งสัญญาณสำคัญต่อประชาคมโลก นั่นคือ แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนในหลายด้าน จีนยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง และยังคงย้ำถึงความสำคัญของการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ
โดยสรุป การตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในระดับประมาณ 4.5–5 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงความพยายามของ รัฐบาลจีน ในการปรับจังหวะการเติบโตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยเน้นการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างแหล่งการเติบโตใหม่ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งจากภายในเพื่อลดความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากภายนอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญความท้าทายจากสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังคงส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและบรรยากาศทางเศรษฐกิจโลก และเป็นประเด็นสำคัญที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป
เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน





