เรื่องควรรู้ "ตรุษจีน 2569" ใส่เสื้อสีแดงไม่ได้จริงหรือ? เปิดภาพวันสิ้นปี–ตรุษจีนในวิถีคนจีน เขียนโดย ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ช่วงใกล้ เทศกาลตรุษจีน ของทุกปีมักจะมีประเด็นให้พูดถึงกันเสมอ ปีหนึ่งบอกว่าปีนักษัตรนั้นธาตุนี้ต้องเลี่ยงสีนี้ สีนี้ ปีหนึ่งบอกว่าสีที่เคยเป็นมงคลอาจไม่เหมาะกับบางคน พอเรื่องแพร่กระจายออกไปในโลกออนไลน์ หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า สรุปแล้วสิ่งที่เคยเชื่อกันมานานอย่าง “ตรุษจีนต้องสีแดง” ยังจริงอยู่ไหม หรือเป็นเพียงภาพจำที่เราคุ้นเคยกันไปเอง
อย่างปีนี้ก็มีคำถามมาถึง อ้ายจง ว่า “ปีนี้ ถือเป็นปีม้า ธาตุไฟ ตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ ทำให้มีหลายคนบอกว่า ห้ามใส่เสื้อสีแดงในวันตรุษจีน เพราะจะยิ่งทำให้ร้อนยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งใดมากไปก็คงไม่ดี ไม่สมดุลตามหลักของหยินหยาง
ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร? ขอตอบในมุมของข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพราะคำถามเรื่องสรุปแล้ว คนจีนเขาใส่สีแดงช่วงตรุษจีนหรือไม่? มีมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ปีนี้ ปีม้าไฟ เท่านั้น
ถ้ามองจากรากวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน สีแดงไม่ใช่กระแส ไม่ใช่เทรนด์ และไม่ใช่ความเชื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปี แต่เป็นสัญลักษณ์ที่ฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนมาหลายพันปี คนจีนโบราณมองว่าสีแดงคือพลังของแสงอาทิตย์ คือความอบอุ่นที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดเรื่องธาตุทั้งห้า สีแดงจึงสัมพันธ์กับธาตุไฟ ซึ่งหมายถึงพลัง ความรุ่งโรจน์ และความเคลื่อนไหวไปข้างหน้า ดังนั้น เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ สีแดงจึงกลายเป็นตัวแทนของการเริ่มต้นที่มีพลังและความหวัง
ภาพที่เราคุ้นตาในช่วง ตรุษจีน ไม่ว่าจะเป็นซองอั่งเปา กระดาษคำอวยพรที่ติดหน้าประตู หรือเสื้อผ้าที่ผู้คนเลือกสวมใส่ ล้วนเต็มไปด้วยสีแดงแทบทั้งสิ้น แม้บางคนอาจติดภารกิจต้องทำงานและไม่สามารถแต่งตัวตามใจได้ ก็ยังมีวิธีเล็กๆ ในการพกพาความเชื่อไว้กับตัว เช่น ใส่เสื้อสีแดงด้านใน หรือเลือกเครื่องประดับโทนแดงเพื่อความสบายใจ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับหลายครอบครัว สีแดงไม่ได้เป็นเพียงความสวยงาม แต่คือสัญลักษณ์ของการเอาฤกษ์เอาชัย
ความสำคัญของสีแดงใน เทศกาลปีใหม่จีน ยังผูกพันอยู่กับตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานต่อกันมาหลายชั่วอายุคน เรื่องเล่าว่าในอดีตมีสัตว์ประหลาดชื่อ “เหนียน” ออกมาสร้างความหวาดกลัวในคืนสิ้นปี ชาวบ้านค้นพบว่ามันหวาดกลัวแสงไฟ เสียงดัง และสีแดง ผู้คนจึงติดกระดาษแดงหน้าบ้าน จุดคบไฟ และจุดประทัดเพื่อขับไล่ภัยร้าย จากเหตุการณ์ในตำนานนั้นเอง สีแดงจึงกลายเป็นเครื่องหมายของการปกป้องคุ้มครอง และการเริ่มต้นปีใหม่โดยปราศจากสิ่งอัปมงคล แม้วันนี้เราอาจมองเรื่องเหนียนเป็นเพียงนิทาน แต่สัญลักษณ์ที่เหลืออยู่ยังคงมีความหมายทางใจอย่างชัดเจน
เมื่อผ่านวันปีใหม่จีนไปแล้ว การเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลโคมไฟ หรือที่เรียกว่า หยวนเซียวเจี๋ย ในคืนพระจันทร์เต็มดวงแรกของปี ค่ำคืนนั้นเมืองต่างๆ จะสว่างไสวด้วยโคมไฟนับพันดวง ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นสีแดง ผู้คนออกมาเดินชมความงดงามของแสงไฟ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวัง การรวมตัวของครอบครัว และความเชื่อว่าปีใหม่นี้จะเป็นปีที่ดี แสงสีแดงที่ประดับอยู่ทั่วเมืองจึงไม่ใช่แค่ของตกแต่ง แต่เป็นภาพแทนของความอบอุ่นและความพร้อมที่จะก้าวต่อไป
อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมจีนไม่ได้มีเพียงสีแดงเท่านั้นที่มีความหมายมงคล สีทองหรือสีเหลืองก็ถูกมองว่าเป็นสีแห่งความมั่นคงและความรุ่งเรือง ในอดีตเป็นสีของจักรพรรดิ จึงมีนัยถึงอำนาจและความสูงศักดิ์ ปัจจุบันเราจึงมักเห็นสีทองจับคู่กับสีแดงในงานมงคลต่างๆ เพื่อเสริมความหมายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่วนสีเขียวซึ่งแทนธาตุไม้ สื่อถึงการเติบโตและการงอกงาม ก็มีด้านที่เป็นบวกในเรื่องความก้าวหน้า แม้จะมีบางบริบทที่ความหมายเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี ก็มีให้เห็นเหมือนกันในความเชื่อคนจีนปัจจุบัน เช่น การสวมหมวกสีเขียว มีความหมายว่า ถูกคนรักสวมเขา แอบไปมีชู้กับคนอื่น
ถ้ามองในภาพรวมจะเห็นได้ว่า สีในวัฒนธรรมจีนทำหน้าที่มากกว่าการตกแต่ง แต่เป็นภาษาทางสัญลักษณ์ที่สื่อสารความหวัง ความเชื่อ และกำลังใจของผู้คน ดังนั้นเมื่อมีคำถามว่า ตรุษจีนห้ามใส่สีแดงจริงหรือไม่ คำตอบในเชิงวัฒนธรรมดั้งเดิมก็คือ ไม่ได้มีข้อห้ามเช่นนั้น ตรงกันข้าม สีแดงยังคงเป็นตัวแทนของความมงคลและความโชคดีที่ชัดเจนที่สุดในช่วงปีใหม่จีน
ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกใส่สีอะไร สิ่งสำคัญของ ตรุษจีน อาจไม่ใช่เฉดสีบนเสื้อผ้า แต่คือความหมายของการเริ่มต้นใหม่ การกลับมาพบหน้าครอบครัว และการตั้งความหวังดีให้กับปีที่กำลังจะมาถึง และในภาพจำของผู้คนจำนวนมาก สีแดงก็ยังคงเป็นสีที่สะท้อนความรู้สึกเหล่านั้นได้ชัดเจนที่สุดเสมอ
และจากที่เล่าเรื่องสีแดงและความหมายในเทศกาลปีใหม่จีนไปแล้ว ในฐานะที่กล่าวถึงตรุษจีนก็ขอเล่าต่อเลยว่า แล้วคนจีนเขาทำอะไรกันบ้างในช่วงวันสำคัญจริงๆ โดยขอเริ่มตั้งแต่วันที่หลายคนในไทยคุ้นหูที่สุด นั่นคือ “วันไหว้” ซึ่งตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ปีนี้ หรือวันที่ 31 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
วันไหว้ นี้ในภาษาจีนเรียกว่า 除夕 (ฉูซี) หรือวันสิ้นปี เป็นคืนสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่ปีใหม่จีน แม้คนไทยเชื้อสายจีนจะเรียกติดปากว่า “วันไหว้” แต่ในสังคมจีนปัจจุบัน วันฉูซียังคงมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น เพราะมันคือวันที่ครอบครัวจะกลับมารวมตัวกันให้พร้อมหน้า เป็นค่ำคืนแห่งการปิดฉากปีเก่าอย่างสมบูรณ์
บรรยากาศในจีนช่วงวันสิ้นปีจะเริ่มคึกคักตั้งแต่ก่อนหน้า 1 วัน หรือ 小除夕 วันที่ 29 เดือน 12 หลายบ้านจะเริ่มทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เปรียบเสมือนการกวาดสิ่งไม่ดีออกไปจากปีเก่า จากนั้นจึงเริ่มตกแต่งบ้านด้วยกระดาษสีแดงที่เรียกว่า 春联 (ชุนเหลียน) เป็นคำอวยพรหรือโคลงกลอนมงคลติดไว้สองข้างประตู และตรงกลางประตูมักจะติดตัวอักษร 福 (ฝู) ที่แปลว่าโชคดีมีสุข
สิ่งที่น่าสนใจคือ คนจีนจำนวนมากนิยมติด 福 แบบกลับหัว เพราะเป็นการเล่นคำระหว่างคำว่า 倒 ที่แปลว่า กลับด้าน กับคำว่า 到 ที่แปลว่า มาถึง ออกเสียงเหมือนกัน เมื่อแปะกลับหัวจึงมีความหมายว่า “ความโชคดีมาถึงแล้ว” นอกจากนั้นยังมี 窗花 กระดาษตัดลวดลายสีแดงติดตามหน้าต่าง และการแขวนโคมแดงหน้าบ้าน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนบทบาทของสีแดงในฐานะสีแห่งความเป็นสิริมงคลที่ยังคงชัดเจน
ในคืนวันสิ้นปีครอบครัวชาวจีนจะมีธรรมเนียม 吃年夜饭 หรือการกินข้าวพร้อมหน้ากัน อาหารบนโต๊ะไม่ได้มีความหมายแค่เรื่องรสชาติ แต่แฝงสัญลักษณ์มงคลไว้มากมาย เช่น เกี๊ยวที่มีรูปร่างคล้ายเงินตำลึงโบราณ สื่อถึงความมั่งคั่ง การได้กลับมานั่งล้อมวงกินข้าวร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญของค่ำคืนนี้ มากกว่าพิธีกรรมใดๆ
หลังมื้ออาหาร เด็กๆ จะได้รับ 红包 (หงเปา) หรือซองแดงจากผู้ใหญ่ เป็นทั้งคำอวยพรและกำลังใจสำหรับปีใหม่ บางครอบครัวจะไหว้เทพเจ้าแห่งโชคลาภ 财神 ในคืนนี้ด้วย เพื่อขอให้ปีใหม่มั่งคั่งร่ำรวย เมื่อใกล้เที่ยงคืน ครอบครัวจะร่วมกัน 守岁 หรือเฝ้ารอข้ามปี บางบ้านไม่นอนจนกว่าจะเข้าสู่ปีใหม่ เสียงประทัดและพลุดังสนั่นในหลายเมือง แม้บางพื้นที่อย่างกรุงปักกิ่งจะมีมาตรการควบคุมการจุดประทัดเพราะปัญหาหมอกควัน แต่ความเชื่อเรื่องการใช้เสียงดังขับไล่สิ่งไม่ดีก็ยังคงสืบต่อกันมา
เมื่อพ้นคืนฉูซี ก็เข้าสู่วันแรกของปีใหม่จีน หรือ 春节 (ชุนเจี๋ย) ที่คนแต้จิ๋วเรียกว่า 初一 และคนไทยเชื้อสายจีนคุ้นในชื่อ “ชิวอิก” หรือ “วันเที่ยว” เป็นวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน
ในจีนแผ่นดินใหญ่ วันตรุษจีน เป็นวันหยุดยาวช่วง Golden Week แรกของปี ผู้คนจำนวนมหาศาลเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อ 拜年 หรือไปอวยพรปีใหม่ญาติผู้ใหญ่ ภาพการเดินทางครั้งใหญ่ช่วงนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นการอพยพของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก
กิจกรรมในวันตรุษจีนมีทั้งการจุดประทัดเพื่อความคึกคัก การกล่าวคำอวยพร และการกินขนม 年糕 หรือเหนียนเกา ที่คนไทยเรียกขนมเข่ง คำว่า เหนียนเกา พ้องเสียงกับ 年高 ที่หมายถึงสูงขึ้นทุกปี จึงตีความเป็นความเจริญก้าวหน้าที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า ตั้งแต่วันสิ้นปีจนถึงวันตรุษจีน พิธีกรรมต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เชื่อมโยงกันอย่างมีความหมาย ทั้งการตกแต่งบ้าน การไหว้บรรพบุรุษ การกินข้าวพร้อมหน้า การแจกซองแดง และการกล่าวคำอวยพร ล้วนเป็นการส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ด้วยความหวัง และไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย สีแดงก็ยังคงเป็นสีที่ปรากฏอยู่แทบทุกช่วงเวลาในเทศกาลนี้ เป็นสีของความอบอุ่นในบ้าน เป็นสีของคำอวยพรที่ติดหน้าประตู เป็นสีของซองหงเปาในมือเด็กๆ และเป็นสีของแสงโคมที่ส่องสว่างกลางคืนหนาว
新正如意 新年发财 ซินเจิงหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ ขอให้สมหวังดั่งใจ และมั่งคั่งร่ำรวยตลอดตรุษจีน (ปีใหม่จีน) หากจะกล่าวคำอวยพรตรุษจีนแบบแสนจะคลาสสิก ก็กล่าวตามนี้ได้เลยความหมายเป็นเช่นเดียวกับ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ที่คนไทยเชื้อสายจีนนิยมใช้และได้ยินมานาน แต่ถ้าไปคุยกับคนจีนในปัจจุบันก็อย่าแปลกใจที่อาจจะไม่เข้าใจกันนะ เพราะไม่ใช่จีนกลางแบบที่เขาใช้กัน
ผู้เขียน: ดร. ภากร กัทชลี (อ้ายจง) อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่





