สวิตเซอร์แลนด์ของเอเชีย | วรากรณ์ สามโกเศศ

สิงคโปร์ ต้องการเป็น “สวิตเซอร์แลนด์ของเอเชีย” มานาน บัดนี้ความฝันใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว
เพราะมีคนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐีจากจีนแผ่นดินใหญ่แห่แหนกันขนเงินจำนวนมหาศาลและอพยพมาอาศัยอยู่ แต่ทั้งหมดมันก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว เพราะพลเมืองสิงคโปร์รู้สึกว่าชีวิตลำบากขึ้นเพราะคนเหล่านี้ ดังนั้น จึงเกิดปฏิกิริยาขึ้น
สิงคโปร์โดยแท้จริงแล้วมิใช่เกาะใหญ่เกาะเดียว หากประกอบด้วยอีก 63 เกาะเล็กเกาะน้อยรายล้อมอยู่ รวมกันทั้งหมดเป็นพื้นที่ 733 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณครึ่งหนึ่งของพื้นที่กรุงเทพมหานคร
สิงคโปร์มีผู้คนอยู่อาศัย 5.6 ล้านคน ในจำนวนนี้มีอยู่ 3.4 ล้านคนถือสัญชาติสิงคโปร์ (เกิดในสิงคโปร์ 2.7 ล้านคน และอีก 0.7 ล้านคนโอนสัญชาติ) ที่เหลือ 2.2 ล้านคนเป็นคนต่างชาติ ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่ง หรือ 1.1 ล้านคนเป็นจีนจากแผ่นดินใหญ่ และอีก 1.1 ล้านคนเป็นคนชาติอื่นๆ
หากจำแนกคนสัญชาติสิงคโปร์ตามชาติพันธุ์ก็จะเป็นคนจีน 74% คนมาเลย์ 14% คนอินเดีย 9% และอื่นๆ 3.2% หากแบ่งตามศาสนาก็เป็นพุทธ 31% ไม่มีศาสนา 20% คริสต์ 19% อิสลาม 16% เต๋า 9% และฮินดู 5%
คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่พูดได้ 3 ภาษาคือ อังกฤษ จีนกลาง และมาเลย์ โดยอังกฤษเป็นภาษาหลักของทุกคน สำหรับภาษาท้องถิ่นก็ได้แก่ ภาษากวางตุ้ง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และทมิฬ
วัฒนธรรมจีนซึ่งครอบงำสิงคโปร์มายาวนาน ทำให้คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ไม่รู้สึกแปลกแยก อีกทั้งการเป็นประเทศพัฒนาแล้วประเทศเดียวในอาเซียน
ทำให้สถานะของสิงคโปร์โดดเด่น มีความมั่นคงด้านการเมือง (พรรคเดียวคือพรรค PAP ครองอำนาจตลอดตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 1965) อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการเงินใหญ่ของภูมิภาค มีอัตราภาษีต่ำและคอร์รัปชันน้อย
ทั้งหมดนี้ทำให้คนจีนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสนใจที่จะนำเงินออกมาลงทุน และใช้ชีวิตอย่างเสรีในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด เป็นระเบียบ เป็นระบบ ปลอดภัย และสะดวกสำหรับการเดินทาง ถึงแม้ค่าครองชีพจะสูงมากก็ตาม
การอพยพมาสิงคโปร์พร้อมเงินได้เริ่มก่อนโควิดระบาด หยุดไปในช่วงโควิดและเริ่มเคลื่อนไหวอย่างหนักหลังโควิดโดย มีเหตุผลมาจาก
(1) การที่ฮ่องกงซึ่งเป็นคู่แข่งในด้านการเป็นศูนย์กลางการเงิน แหล่งทำงานของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินและกฎหมายของบริษัทใหญ่ของโลก ฯลฯ เกิดความขัดแย้งกับรัฐบาลจีนจนทำให้ผู้คนในวงการเกิดความหวาดกลัวอิทธิพลของจีนและทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
(2) ความตึงเครียดระหว่างโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐกับจีน ทำให้เกิดความเสี่ยงในการลงทุนและความลำบากในการดำรงชีวิตมากขึ้น ดังนั้น จึงแสวงหาสถานที่ปลอดภัยสำหรับเงินและได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน
(3) เศรษฐีจีนกลัวนโยบาย “จัดการกับคนรวย” โดยมุ่งหา “ความมั่งคั่งร่วมกัน” ของ สี จิ้นผิง ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วหลายคนจึงทำให้เศรษฐีหลายคนหวาดหวั่นจนต้องแสวงหาที่พักพิงใหม่
(4) ทุกคนรีบย้ายเงินออกเพราะไม่รู้ว่าเมื่อใด “ประตู” จะถูกปิดโดยรัฐบาลจีน เมื่อเห็นเงินทุนขนาดใหญ่ไหลออกพร้อมกับการอพยพ
คนจีนเหล่านี้มองสิงคโปร์ว่าเปรียบเสมือนเรือที่ช่วยให้เดินทางผ่านพายุลูกใหญ่ ที่คาดว่าจะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้ได้อย่างปลอดภัย หลังจากพายุสงบแล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะทำอย่างไรกับทรัพย์สมบัติและชีวิตที่รอดมาได้
สิงคโปร์เป็นเรือที่น่าสนใจ เพราะเจ้าของเรือก็ออกกฎอนุญาตให้ขึ้นเรือได้สะดวกอีกด้วย กล่าวคือ คนจีนขอวีซ่าขึ้นเรือได้เมื่อเดินทางไปถึงโดยอยู่ได้ครั้งละ 90 วัน นอกจากนี้ก็ผ่อนปรนการอนุญาตให้อยู่บนเรืออย่างมากอีกด้วย
ธุรกิจการเงินที่รุ่งโรจน์มากในปัจจุบันในสิงคโปร์ก็คือ การรับจ้างบริหารจัดการความมั่งคั่งของเศรษฐีจีน (ธุรกิจ wealth management) และธุรกิจนี้ดึงดูดนักบริหารจากบริษัทต่างประเทศที่มีประสบการณ์ให้เข้ามาอยู่อาศัยจำนวนมากด้วย
ถึงแม้เงินทุนที่ไหลเข้าจะสะพัดจนทำให้ธุรกิจต่างๆ ได้ประโยชน์ไปด้วย แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นหลายประการอันได้แก่
1) ค่าครองชีพสูงขึ้นเนื่องจากการไหลเข้าของเงินทุนขนาดใหญ่ ทำให้อำนาจซื้อในประเทศสูงขึ้นทันที จนมีผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการต่างๆ ในประเทศ
2) ค่าเช่าที่อยู่อาศัยสูงขึ้น (จากการสำรวจโดยทั่วไปสูงกว่ากรุงเทพฯ เฉลี่ยประมาณ 4 เท่า) เช่นเดียวกับราคาบ้านและที่ดิน พื้นที่ปลูกสร้างอันมีจำกัดของเกาะเมื่อมีเศรษฐีมาไล่ซื้อและเช่าอย่างหนักก็ทำให้ราคาสูงขึ้น
3) มีการแข่งขันแย่งชิงที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติอย่างมาก ตลอดจนมีแรงกดดันแย่งเข้ามหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น
(4) มีการรวมกลุ่มที่พักอาศัยของคนจีนเหล่านี้ในย่านเดียวกัน ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายของทางการที่ต้องการให้มีการอยู่อาศัยปนกันของชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง ปัญหาการเรียกร้องและการไล่ซื้อที่อยู่อาศัยโดยคนจีนปรากฏอยู่บ่อยๆ
(5) เกิดปฏิกิริยาต่อต้านคนอพยพจีนโดยคนสิงคโปร์ ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลเอาใจคนพวกนี้มากเกินไป และมีคนต่างชาติมาแย่งชิงทรัพยากรในบ้านตนเองเกินสมควร ขณะนี้มีคนต่างชาติอยู่อาศัยในประเทศถึง 40% แล้ว (2.2 ล้านคนใน 5.6 ล้านคน)
ภาพลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์คือ ความมั่งคง ความงดงาม การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และความมีประสิทธิภาพในการให้บริการการเงิน โดยเฉพาะในเรื่องการเก็บความลับ จนกลายเป็นแหล่งฝากเงินที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม
บัดนี้สิงคโปร์กำลังจะกลายเป็น “สวิตเซอร์แลนด์ของเอเชีย” อย่างไรก็ดี มีอยู่ส่วนหนึ่งที่หากไม่มีความเหมือนสวิตเซอร์แลนด์ก็จะเป็นผลดีต่อภูมิภาค นั่นก็คือ การเก็บเป็นความลับอย่างมีประสิทธิภาพของบริการการเงินยิ่งขึ้นอย่างทัดเทียมกับสวิตเซอร์แลนด์
เพราะจะเป็นการสนับสนุนทางอ้อมในการลักลอบฝากและบริหารจัดการเงินสกปรกที่มีอยู่มากในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะจากคอร์รัปชัน







