ความสำเร็จของนักวิจัยไทยในการพัฒนาจุลสาหร่ายสายพันธุ์ “Chlorella vulgaris KU-01” สู่การเป็นวัตถุดิบโปรตีนสูงสำหรับอาหารสัตว์ทดแทนการนำเข้า และต่อยอดสู่พลังงานชีวภาพ–เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) พร้อมใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วนเพื่อรับมือวิกฤตโลก
วันนี้ (8 เมษายน 2569) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบโปรตีนสูง และวัตถุดิบสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน จากจุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU-01
การแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการ และสะท้อนความสำคัญของงานวิจัยไทยในระดับนโยบายประเทศ
พร้อมด้วย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเปิดงานและตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท แอดวานซ์ ไบโอคาร์บอน จำกัด (ABC) ที่ร่วมกันพัฒนาสายพันธุ์จุลสาหร่ายซึ่งมีศักยภาพสูงทั้งด้านโปรตีน น้ำมันชีวภาพ และการเพาะเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรม
กระทั่งได้สายพันธุ์ Chlorella vulgaris KU-01 ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสายพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานและความพร้อมในการขยายผลสู่การใช้จริงในระดับประเทศ
ท่ามกลางสถานการณ์ปี 2569 ที่ประเทศไทยเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจจากวิกฤตต้นทุนอาหารสัตว์และพลังงานโลก การพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคปศุสัตว์และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยนี้จึงเป็นคำตอบสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้า ทั้งด้านวัตถุดิบโปรตีนและพลังงานทดแทนภายในประเทศ
จุลสาหร่าย Chlorella vulgaris KU-01 มีศักยภาพโดดเด่นในการผลิตน้ำมัน โดยให้ผลผลิตสูงกว่าปาล์มน้ำมันถึง 16 เท่า และสูงกว่าถั่วเหลืองถึง 213 เท่า ในพื้นที่เท่ากัน
ขณะเดียวกันยังมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 50–70% ของน้ำหนักแห้ง จึงสามารถต่อยอดได้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหารสุขภาพ เวชสำอาง และพลังงานสะอาด
ในมิติการใช้ประโยชน์จริง งานวิจัยนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ เกษตรกร ที่สามารถประกอบอาชีพใหม่จากการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายในระบบบ่อดินต้นทุนต่ำ
ผู้ประกอบการ ที่สามารถนำชีวมวลแห้งและน้ำมันสกัดไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ไปจนถึง ภาครัฐ ที่สามารถใช้เป็นกลไกสำคัญในการลดการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
ชีวมวลจุลสาหร่ายแห้งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการผลิตอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ไบโอพลาสติก และสารชีวภัณฑ์ทางการเกษตร ขณะที่น้ำมันดิบจากจุลสาหร่ายสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ได้อย่างครบวงจร
ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย เนื่องจากมีช่วงแสงที่ยาวและสภาพภูมิอากาศเหมาะสม
การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในระดับประเทศจึงมีศักยภาพในการสร้างอาชีพเกษตรกรรมรูปแบบใหม่ และเสริมความยั่งยืนด้านอาหารและพลังงานในระยะยาว
ด้านงานวิจัยเชิงลึก ทีมนักวิจัยจากหลายคณะของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ร่วมถ่ายทอดศักยภาพของ Chlorella vulgaris KU-01 อย่างครบวงจร ได้แก่
1.การพัฒนาระบบเพาะเลี้ยงต้นทุนต่ำ เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวชีวมวล และการลดต้นทุน CAPEX / OPEX อย่างเป็นระบบ
2.ศักยภาพด้านโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในฐานะซูเปอร์ฟู้ด
3.การต่อยอดสู่สูตรอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้เกษตรกร
4.การต่อยอดสู่อุตสาหกรรม SAF ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 59.44%
ความสำเร็จของ Chlorella vulgaris KU-01 จึงไม่ใช่เพียงผลงานวิจัยชั้นยอดของนักวิจัยไทย หากแต่เป็น ต้นแบบนวัตกรรมแห่งอนาคต ที่สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการนำองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง ครอบคลุมทั้งความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด การสร้างอาชีพใหม่ และการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน
“จุลสาหร่ายไทย ทางรอดใหม่ของอุตสาหกรรมโปรตีนและพลังงานสะอาด”
ดร.นภัส แก้วตระกูลชัย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญในอดีตของอุตสาหกรรมจุลสาหร่ายคือ “ต้นทุนการผลิตที่สูง” ทั้งในส่วนของต้นทุนการลงทุน (CAPEX) และต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
โครงการพัฒนาสายพันธุ์ Chlorella vulgaris KU-01 จึงมุ่งเน้นการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบบ่อเพาะเลี้ยงจากระบบ Raceway ที่มีต้นทุนสูง มาเป็น “บ่อดิน” เพื่อลดต้นทุนการก่อสร้าง
พร้อมทั้งพัฒนาสูตรอาหารเลี้ยงจุลสาหร่ายทดแทนสูตรมาตรฐาน BG11 ที่มีราคาสูง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งในกระบวนการเพาะเลี้ยงและการเก็บเกี่ยวชีวมวล
และยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวชีวมวลที่ใช้พลังงานต่ำ ทำให้ได้ชีวมวลที่มีความชื้นต่ำ สามารถนำไปตากแห้งด้วยแสงอาทิตย์หรือโซลาร์โดม ลดการใช้พลังงานในกระบวนการอบแห้ง และสามารถเก็บรักษาได้นานโดยไม่เสื่อมคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์จากการรวบรวมชีวมวลในรูปแบบแห้งก่อนการขนส่งไปยังโรงงานสกัด
ผลการวิจัยนี้นับเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมจุลสาหร่ายสู่ระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และความยั่งยืนในอนาคต
จุลสาหร่ายกับอนาคตการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน
รศ. ดร.เกียรติทวี ชูวงศ์โกมล คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาชีวเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า Chlorella vulgaris KU-01 เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด”
โดยมีปริมาณโปรตีนสูงถึงร้อยละ 50–70 ของน้ำหนักแห้ง และประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามินสำคัญ ได้แก่ วิตามิน A, B, C, E และ K รวมถึงแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย
จุดเด่นสำคัญของสายพันธุ์ KU-01 คือการอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive compounds) ที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่
- Peptides ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์
- สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ
- สารต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory compounds) ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
นอกจากนั้นยังมีสารสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้สาหร่ายชนิดนี้เป็นส่วนผสมที่สำคัญสำหรับเครื่องสำอางในแบรนด์ ชั้นนำต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นเวชสำอางได้อีกด้วย
นวัตกรรมอาหารสัตว์ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบโปรตีนอาหารสัตว์
ผศ.สพ.ญ.ดร.วราพร พิมพ์ประไพ คณะสัตวแพทยศาสตร์ กล่าวว่า ประเทศไทยเดินหน้าสู่ความมั่นคงด้านอาหาร ด้วยการพัฒนา “โปรตีนอาหารสัตว์จากจุลสาหร่าย” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบโปรตีนจากต่างประเทศ เช่น กากถั่วเหลืองและปลาป่น พร้อมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย
ชีวมวลจุลสาหร่ายแห้งเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง ไบโอพลาสติก และสารชีวภัณฑ์ทางการเกษตร
โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์ ชีวมวลจุลสาหร่ายสามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง ทดแทนวัตถุดิบนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ก่อนนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ชีวมวลจุลสาหร่ายจะผ่านกระบวนการสกัดน้ำมัน เพื่อลดปริมาณไขมันและปรับคุณสมบัติให้เหมาะสมต่อการเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตกากถั่วเหลืองในอุตสาหกรรมปัจจุบัน ขณะที่น้ำมันดิบจากจุลสาหร่ายที่สกัดได้ ยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ได้อีกด้วย
ในด้านการใช้งานจริง มีการพัฒนาสูตรอาหารโคขุนจากจุลสาหร่าย สำหรับโคอายุไม่เกิน 12 เดือน และโคอายุเกิน 12 เดือน ซึ่งพบว่าสามารถลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับวัตถุดิบจากต่างประเทศ
อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการขุน และเพิ่มอัตราการแลกเนื้อ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น
วัตถุดิบผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
ผศ. ดร. ภาณุมาศ อรุณเดชาวัฒน์ และ ผศ. เริงทิวา ทิพยศักดิ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า นวัตกรรม “จุลสาหร่าย” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของโลกยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ล่าสุด การพัฒนาเทคโนโลยีการใช้จุลสาหร่ายได้แสดงศักยภาพในการต่อยอดจากอาหารสัตว์ สู่การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)
จุลสาหร่ายไม่เพียงเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงสำหรับอาหารสัตว์ แต่ยังให้ “น้ำมันชีวภาพ” ที่สามารถสกัดออกมาและนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพหลากหลายประเภท
ทั้งเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพผ่านกระบวนการ Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) และยังสามารถนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซลบริสุทธิ์ (B100) ได้อีกด้วย สะท้อนถึงศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ยืดหยุ่นและครบวงจร
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จุลสาหร่ายมีความโดดเด่นอย่างยิ่งในด้านการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยสามารถดูดซับได้สูงถึง 80–96% ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ส่งผลให้กระบวนการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายสามารถมีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มศักยภาพในการคำนวณคาร์บอนเครดิตได้.





