สอนลูกสอนโลก

สอนลูกสอนโลก

ความผันผวนที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมทำให้เราคาดเดาอนาคตได้ยากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เราไม่รู้ว่าจะมีอาชีพใดหดหายไปในภายภาคหน้า และไม่รู้ว่าจะมีอาชีพอะไรเกิดขึ้นในอนาคต การวางรากฐานให้คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะทายาทของเราเองจึงเป็นเรื่องยากกว่าในอดีต

คนเป็นพ่อเป็นแม่หลายคนจึงเลือกการสร้างความมั่งคั่งให้มากที่สุดเพื่อเป็นหลักประกันให้กับลูกหลานในอนาคต ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ดีแต่ก็ไม่อาจมั่นใจว่าทรัพย์สินเงินทองที่สะสมมาให้เขานั้นจะมั่นคงยืนยาวได้สักกี่ปี

ส่วนตัวผมเองเชื่อว่า ความรู้และทัศนคติที่ดีน่าจะเป็นทางเลือกที่สร้างความมั่นคงให้กับพวกเขาในระยะยาวได้มากกว่า การถ่ายทอดแนวคิดในการใช้ชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เสมอจึงเป็นสิ่งที่ผมทำกับลูกๆ เสมอและอยากแบ่งปันให้ผู้อ่าน “Think out of The Box ” ทุกท่าน

สิ่งแรกที่ผมพร่ำสอนลูกอยู่เสมอคือ การเติบโตเข้าสู่สังคมภายนอกนั้นเราต้องพบปะกับผู้อื่นที่ไม่ได้ปรารถนาดีกับเราเหมือนพ่อกับแม่เสมอไป เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องทำดีต่อเรา แต่ในทางกลับกันเราควรทำดีกับทุกคนรอบข้างเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า

เพราะการคิดดีทำดีเป็นทัศนคติเชิงบวกที่จะทำให้เรารับพลังงานเชิงบวกจากผู้คนรอบข้างเพื่อใช้ขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างมีความสุขทุกวัน และเป็นกลไกในการป้องกันความคิดเชิงลบจากผู้อื่นไม่ให้เข้ามาครอบงำความคิดของตัวเราเอง

แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจความเป็นจริงของโลกด้วยว่าแม้เราจะทำดีให้กับผู้อื่นมากแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้วย่อมมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจเราเสมอ เราจึงต้องรู้จักเก็บความพึงพอใจที่ได้รับความรู้สึกดีและมิตรไมตรีที่เกิดขึ้นเอาไว้ในใจให้มากที่สุด

หากมีคนที่ไม่เห็นค่าความรู้สึกเหล่านั้น หรือเขามีความอิจฉาริษยาก็เป็นเรื่องของเขาเพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนใจเขาได้ และเราก็ควรมองข้ามความรู้สึกเชิงลบเหล่านี้ไปเพราะเราไม่จำเป็นต้องใส่ใจแล้วหันไปตั้งใจสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้เกิดขึ้นต่อไปเหมือนเดิม

เพราะนั่นหมายความว่าเราจะรู้จักใช้ชีวิตโดยไม่ยึดถือความรู้สึกของคนอื่นเป็นหลัก นั่นทำให้เราเป็นอิสระจากการครอบงำทางความคิดของผู้คนรอบข้าง โดยเราจะไม่เลือกทำอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับคำสรรเสริญยินดีของคนบางกลุ่ม หรือไม่ทำอะไรบางอย่างเพราะกลัวคนอื่นจะอิจฉาริษยา

เมื่อเรามีอิสระทางความคิดก็จะทำให้เราไม่ต้องเร่งรีบตัดสินใจในทุกๆ เรื่อง แต่ใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรองทางเลือกที่ดีที่สุดได้เสมอ เพราะไม่ว่าจะเลือกทางใดเราจะพบว่าทุกทางนั้นล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับจังหวะและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งจึงเป็นเหมือนเหรียญสองด้านที่มีมิติที่แตกต่างกัน หากเลือกถูกทางก็ย่อมมีโอกาสพัฒนาตัวเองไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น แต่หากไม่ถูกทางก็ย่อมเป็นโอกาสได้เรียนรู้และคิดหาทางป้องกันในอนาคตถือเป็นกำไรชีวิตได้เช่นกัน

แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้เติมเต็มสิ่งที่ดีให้ทั้งตัวเองและผู้คนรอบข้าง ต้องตระหนักว่า “วันนี้” มีเพียงครั้งเดียวในชีวิต เมื่อมันเปลี่ยนสถานะเป็น “เมื่อวาน” นั่นเท่ากับเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลยแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพียงใดก็ตาม

อย่าคิดว่า “วันพรุ่งนี้” เป็นสิ่งที่มีอย่างไม่จำกัด เพราะมันเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของเราในวันนี้ และทำทุกอย่างในวันนี้ให้ดีที่สุดและมีความสุขกับทุกสิ่งที่ตัวเองคิด ตัดสินใจ และลงมือทำ เพราะนั่นจะเป็นพื้นฐานเพื่อความสุขของเราในอนาคตอย่างแท้จริง 

...ติดตามแนวคิดข้ออื่นๆ ในตอนต่อไปครับ