เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

ความรุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้นทุนความเสียหายที่เพิ่มขึ้น ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero เป็นเรื่องจำเป็นทางเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มเทคโนโลยี
  • เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ที่นานาชาติกว่า 142 ประเทศให้คำมั่นสัญญา เป็นแรงผลักดันสำคัญที่เร่งให้เกิดการลงทุนและการเติบโตในเศรษฐกิจสีเขียว
  • โอกาสในเศรษฐกิจสีเขียวครอบคลุมทั้งกิจกรรมการลดผลกระทบ (Mitigation) เช่น พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า และการปรับตัว (Adaptation) เช่น เกษตรกรรมที่ปรับตัวตามสภาพอากาศ
  • ความรุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและต้นทุนความเสียหายที่เพิ่มขึ้น ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero เป็นเรื่องจำเป็นทางเศรษฐกิจ

ในรอบปีที่ผ่านมา จากภาวการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น การถอนตัวจากความตกลงโลกของสหรัฐอเมริกา และการผ่อนปรนกฎระเบียบที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคยุโรป ทำให้เกิดความเข้าใจว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ประกอบกับความคุ้มค่าในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวหลายโครงการไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปเสริมความเชื่อที่ว่า กระแสการพัฒนาสีเขียว กำลังแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ

กระนั้นก็ตาม จากตัวเลขสำรวจที่จัดทำโดย เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ร่วมกับ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ที่เผยแพร่ในรายงานประจำปี เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในชื่อว่า "Already a Multi-Trillion-Dollar Market: CEO Guide to Growth in the Green Economy" เผยให้เห็นว่า เศรษฐกิจสีเขียวกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว โดยมีสัดส่วนอยู่ราว 5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี ค.ศ. 2024 และคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะระดับ 7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับสอง รองจากกลุ่มเทคโนโลยี

เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

จากที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม และได้พุ่งทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 2024 และมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นอีกเป็นลำดับ ทำให้ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ยังจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

ปัจจุบัน กิจกรรมการลดผลกระทบ (Mitigation) มีสัดส่วนในการขับเคลื่อนหลักถึง 78% ของมูลค่าตลาด นำโดยกลุ่มขนส่งและยานยนต์ ขณะที่กิจกรรมการปรับตัว (Adaptation) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น โดยคิดเป็น 22% ของความต้องการทั้งหมด ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยทางการเกษตรที่ปรับตัวตามสภาพอากาศ วัสดุก่อสร้างที่คงทน และเทคโนโลยีทำความเย็น

แม้จะมีความไม่แน่นอนมากมายที่ส่งผลต่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นบริบททางเศรษฐกิจมหภาค สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ หรือปัญหาคอขวดทางราชการ เช่น การออกใบอนุญาตล่าช้า ความอ่อนแอในการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ด้วยต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง และกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศที่บังคับใช้แล้ว ทำให้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสีเขียวจะเติบโตได้ ในอัตราเฉลี่ย 6% ต่อปี

เศรษฐกิจสีเขียว แม้จะไม่มีนิยามที่เป็นสากล แต่โดยทั่วไป จะหมายถึง วิธีการในเชิงพาณิชย์ซึ่งมุ่งประสงค์ที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน หรือมุ่งตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง ครอบคลุมทั้งการลดผลกระทบและการปรับตัว ตั้งแต่เทคโนโลยีสะอาดขั้นสูงไปจนถึงเทคโนโลยีเกษตรกรรมเกิดใหม่ อาทิ พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารคาร์บอนต่ำ วัสดุก่อสร้างที่คงทน การรีไซเคิลสิ่งทอ การเงินสีเขียว เทคโนโลยีและบริการวัดปริมาณคาร์บอน ฯลฯ

เศรษฐกิจสีเขียวได้กลายเป็นหนึ่งในสองอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงสุดของโลก การลงทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาลส่งผลให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นภาคส่วนที่มีผลประกอบการดีที่สุดเป็นอันดับสองในดัชนี FTSE All World ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยเป็นรองเพียงกลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น ในช่วง 10 ปีดังกล่าว มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของเศรษฐกิจสีเขียวเติบโตเฉลี่ยที่ 15% (CAGR) สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 11%  หรือสูงกว่าอยู่ 4%

ปัจจุบัน 142 ประเทศที่ครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 76% ของโลก ได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแทบไม่มีประเทศใดเลย ในปี ค.ศ. 2016 หลายประเทศได้ใช้กรอบกฎระเบียบการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มงวดขึ้น หรือผลักดันให้มีการขยายการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยในช่วงเวลาเดียวกัน การตั้งเป้าหมายการลดคาร์บอนของภาคเอกชน ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

แนวคิด Net Zero เกิดขึ้นจากความตกลงปารีส เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้บรรลุขีดจำกัดอุณหภูมิที่กำหนดไว้ โดยหลายประเทศ ได้ตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ. 2050 พร้อมกันกับมีเป้าหมายระยะใกล้ระหว่างทาง โดยที่การตั้งเป้า Net Zero หมายถึง การตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เร็วที่สุด และชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือด้วยการกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวร

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 มุมมองต่อนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก รัฐบาลได้ออกกฎหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งสัญญาณตลาดเพื่อเร่งการดำเนินงาน โดยจากข้อมูลที่แสดงความครอบคลุมเป้าหมาย Net Zero เมื่อเทียบเป็นร้อยละของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในระหว่างปี ค.ศ. 2015-2025 พบว่า กว่า 83% ของ GDP โลกในปัจจุบัน อยู่ภายใต้เป้าหมาย Net Zero (แม้ว่าผลการถอนตัวของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจากเป้าหมาย ทำให้ตัวเลขลดจาก 93% เหลือ 77% แต่กลับขยับขึ้นมาเป็น 83% เนื่องจาก 19 มลรัฐในสหรัฐอเมริกา ยังคงยึดในเป้าหมายที่ตั้งไว้)

เป้าหมาย Net Zero กับโอกาสที่มากับ Green Economy

ในช่วงปีที่ผ่านมา ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย Net Zero ได้ถูกตั้งคำถามจากความผันผวนทางการเมืองและความไม่มั่นคงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ลบความจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างมหาศาลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ประมาณร้อยละ 45 ภายในปี ค.ศ. 2030 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050

เหตุผลทางเศรษฐกิจในการลงมือทำนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศพุ่งสูงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การประวิงเวลาในการเปลี่ยนผ่านจะยิ่งทำให้ความเสียหายและต้นทุนทวีคูณมากขึ้น

เรื่อง Net Zero จึงมิใช่แค่หัวข้อสนทนา แต่คือบททดสอบของภาวะผู้นำและการมองการณ์ไกล คือการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงและการปกป้องผู้คนจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง คือการลงมือดำเนินการในจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขในการกำหนดทิศทางการค้า การลงทุน และการจ้างงานในทุกภูมิภาคของโลก คำถามที่สำคัญ คือ ใครจะเป็นผู้ชี้นำ และใครจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง