อนาคต"กล้าธรรม"จะได้ร่วมรัฐบาลหรือเป็นเพียง “สายบัวรอเก้อ” อยู่ที่สมการผลโหวตหลังศึกซักฟอก ท่ามกลางแรงกระเพื่อมระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย
KEY POINTS
- ย้อนกลับไปหลังนับผลคะแนนเลือกตั้งต้นปี พรรคกล้าธรรม ไม่ได้รับการติดต่อจากแกนนำภูมิใจไทย
- กระแสข่าว ข้อเสนอ ครูใหญ่ เนวิน ส่งถึง "ธรรมนัส "หากอยากเข้าร่วม ก็ต้องมารวมกันก่อน" ถูกมองเกมการเมือง ระหว่าง ทภ.กับ พท.
- รัฐบาลภูมิใจไทยกับลังเผชิญศึกซักฟอก ภาษีหุ้น-การถูกฟ้องล่มละลาย และขอนิรโทษกรรมคดีทักษิณ
พรรคกล้าธรรม(กธ.)พลาดหวังไม่ได้ร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 คือบทเรียนครั้งสำคัญของ "ธรรมนัส พรมเผ่า" หัวหน้าพรรคกล้าธรรม การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน แม้ทุกอย่างจะเป็นใจ ทั้งจำนวน สส. หรือ ความสนิทสนมส่วนตัวกับ "อนุทิน ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ก็ตาม
ย้อนกลับไปหลังนับผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ
ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม(ตำแหน่งในขณะนั้น) แถลงขอบคุณประชาชนด้วยความตื่นตันใจ หลังได้ สส.ทะลุเป้า จากเดิมที่วางไว้เพียง 50 ที่นั่ง
ท่ามกลางการรอคอยเสียงโทรศัพย์จาก "อนุทิน" ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้ สส.มาเป็นพรรคอันดับหนึ่งติดต่อชวนเข้าร่วมรัฐบาล เพราะในบางช่วงบางตอน "ธรรมนัส" ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า
"ยังไม่มีใครต่อสาย รอพรรคสีน้ำเงินต่อสาย แต่ยังไม่ต่อสักที"
จนกระทั่งการแถลงข่าวจบลง "ธรรมนัส"ยังนัดแนะผู้สื่อข่าวจะออกมาแถลงอีกรอบ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ออกมาจากห้องพัก เจ้าหน้าที่ทำการพรรคมาแจ้งกับสื่อมวลชนว่า จะไม่มีการแถลงข่าวรอบสองแล้ว
สัญญาณ กล้าธรรม ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล เริ่มชัดเจนนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา บทเรียนครั้งแรก "ธรรมนัส"ทุกอย่างพลิกความคาดหมายไปหมด อะไรที่คิดว่าแน่ก็ยังไม่แน่ จนจับต้นชนปลายไม่ถูก
เช่นเดียวกับกระแสข่าว ข้อเสนอ ครูใหญ่ เนวิน ชิดชอบ ส่งถึง "ธรรมนัส "หากอยากเข้าร่วม ก็ต้องมารวมกันก่อน" ควบคู่ภาพดินเนอร์ระหว่าง "ธรรมนัส-อนุทิน-ชาดา ไทยเศรษฐ์" ถูกปล่อยออกมา
"ธรรมนัส" จะยอมแลกด้วยการยุบพรรคที่ก่อสร้างมากับมือ ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล หรือ ยึดโมเดลเดียวกับ "วราวุธ ศิลปอาชา" หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา หรือ ขับ สส.ออกจากพรรค เพื่อเข้าร่วมภูมิใจไทย
ทุกทางเลือกนี้ ใครจะกล้าการันตีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเรื่องการเมืองเป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ใครได้เปรียบ ถือไพ่เหนือกว่า ทุกอย่างอยู่ที่การเจรจา เกมอํานาจและการต่อรอง
ในเวลานี้ยังเป็นเพียง "กระแส" ตามที่ "นายกฯอนุทิน" ย้อนผู้สื่อข่าวก่อนเข้าประชุม ครม.หลังถูกถามว่า กระแสข่าวพรรคกล้าธรรม จะร่วมรัฐบาลจริงหรือไม่
เป็นที่น่าสังเกตุว่า กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางศึกซักฟอก ภาษีหุ้น-การถูกฟ้องล่มละลาย และการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มี "ปกรณ์ นิลประพันธ์" รองนายกฯ เป็นประธาน เพื่อขอรับสิทธินิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีความทางการเมืองของ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ
"คดีทักษิณ" หากไม่ตะแบงจนเกินไป เป็นที่รู้กันดีว่าไม่เข้าข่าย แต่เจตนาที่ยื่นเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการฯได้ไปถกแถลงและวัดใจรัฐบาลอนุทิน โดยมีศึกซักฟอกเป็นเดิมพัน
การให้ความหวัง "พรรคกล้าธรรม -ธรรมนัส" จึงถูกมองเป็นเกมต่อรองเอาไว้คานอํานาจ ระหว่าง "ภูมิใจไทย-เพื่อไทย"เสียมากกว่า ส่วนผลลัพธ์ ชี้วัดกันที่ผลโหวตหลังศึกซักฟอก หากเพื่อไทยไม่เต็มร้อย หรือ ถอนตัว ภูมิใจไทยก็จะดึงกล้าธรรมเข้ามาเสียบแทน
แต่กรณีดึงพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลไม่ว่าจะเลือกวิธีใดก็ตาม โดยพรรคเพื่อไทยไม่ถอนตัว ก็เกิดคำถามเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี ต้องมาเกลี่ยกันใหม่ นั้นหมายความว่า ต้องยึดคืนเก้าอี้จากเพื่อไทย 2-3 ที่นั่ง รวมถึงจากพรรคภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในรัฐบาล
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กระแสของพรรคกล้าธรรม ที่จะมาร่วมรัฐบาลว่า ขอเรียนตรง ๆ ว่ายังไม่ได้พูดคุยกัน เราในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลจะมีกระบวนการเพิ่มเติมในฝ่ายของรัฐบาล อย่างแรกก็ไม่ได้เสียหายอะไรดำเนินการได้ ทำให้เสียงมีความมั่นคงขึ้น แต่ว่าคงต้องมีการมาพูดคุยกัน อย่างไรก็ตามเรายืนยันว่าพรรคเพื่อไทยเราทำงานอยู่ และยืนยันในสิ่งที่เรามีข้อตกลง
ถามย้ำว่า หมายถึงกระทรวง อย่ามายุ่งกับเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าว่า
"แน่นอน เพราะมีการพูดคุยเบื้องต้นกันแล้ว ส่วนทางพรรคกล้าธรรม ขอเรียนตรง ๆ ว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้พูดคุยกัน เรื่องนี้เป็นอำนาจสิทธิขาดของนายกรัฐมนตรี คงต้องให้ท่านเป็นผู้พิจารณา
ทว่าหากหยั่งกระแสความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเรื่องต้องคิดหนัก เพราะอยู่ในช่วงต้นเทอมรัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เพียง7 เดือน หากชิ่งหนีออกมาก่อนเป้าหมายจะกอบกู้พรรคสู้เลือกตั้งครั้งหน้าให้กลับไปได้ สส.150 ที่นั่ง นอกจากเลือนลาง ในทางกลับกันจะลดลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดังนั้นการอยู่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลแล้วรอจังหวะถอนตัวช่วงปลายเทอม น่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า
ท้ายที่สุด อนาคตพรรคกล้าธรรมจะได้ร่วมรัฐบาลหรือเป็นเพียง “สายบัวรอเก้อ” ขึ้นอยู่กับสมการเสียงในสภา ผลโหวตหลังศึกซักฟอก และการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ท่ามกลางแรงกระเพื่อมระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทย
ขณะที่ "ธรรมนัส"ยังถือไพ่ได้หลายหน้า ทั้งเป็นกองหนุนรัฐบาลหรือจับมือเปลี่ยนขั้วอำนาจ บทสรุปจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นเกมวัดใจและผลประโยชน์ที่พร้อมพลิกได้ทุกเมื่อ เพราะในการเมือง ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร มีเพียงตัวเลขและอำนาจต่อรองเท่านั้นที่ชี้ชะตารัฐบาล





