วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

ย้อนรอย ‘ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล’ วาระ‘อนุทิน 2’ บนโต๊ะอาหาร ?

ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 6 กันยายน ที่ต้องจับตา จึงไม่ใช่เพียงว่ามีใครมาร่วมโต๊ะบ้าง เพราะที่สำคัญกว่าคือ หลังลุกออกจากโต๊ะแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจะยังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

KEY POINTS

  • “การกินข้าว” ในทางการเมืองไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องสังสรรค์ หากแต่เป็นกลไกสำคัญของ “การเมืองหลังฉาก” โดยเฉพาะเมื่อเป็น “ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล” ซึ่งในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง  
  • วงดินเนอร์ของนายกฯอนุทิน ในวันที่ 6 กันยายน จึงเป็นทั้งการกระชับความสัมพันธ์ภายใน และสร้างภาพความพร้อมรับศึกตรวจสอบจากฝ่ายค้าน มีนัยในการบริหารเสถียรภาพรัฐบาล เช็กความไว้ใจระหว่างพรรคร่วม 
  • ที่ต้องจับตาดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล ไม่เพียงมีใครมาร่วมโต๊ะ แต่ที่สำคัญกว่าคือ หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา พรรคร่วมรัฐบาลจะยังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

“การกินข้าว” ในทางการเมืองไทย ไม่ใช่เพียงเรื่องสังสรรค์ หากแต่เป็นกลไกสำคัญของ “การเมืองหลังฉาก” โดยเฉพาะเมื่อเป็น “ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล” ซึ่งในช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร มาจนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล

แม้ผู้นำรัฐบาลทุกยุคจะอธิบายคล้ายกันว่า เป็นเพียงการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือกระชับความสัมพันธ์ แต่ในทางการเมืองแล้ว “โต๊ะอาหาร” มีความหมายมากกว่านั้น เพราะรัฐบาลผสมประกอบด้วยหลายพรรคการเมือง ซึ่งแต่ละพรรคมีฐานเสียง เป้าหมาย และอำนาจต่อรองของตัวเอง

ดังนั้น การรักษารัฐบาลให้อยู่รอด จึงไม่ได้อาศัยเพียงเสียงข้างมากในสภา หากต้องรักษา “ความสัมพันธ์” ระหว่างพรรคร่วมควบคู่กันไปด้วย

ล่าสุด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเปิดบ้านพักส่วนตัวจัดดินเนอร์ ครม.และพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 6 กันยายน 2569 หลังรัฐบาลบริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 6 

โดยมีรายงานว่า จะพูดคุยถึงการทำงานที่ผ่านมา และเตรียมรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จังหวะเวลาจึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะฝ่ายค้านกำลังเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และประกาศชัดว่า ชื่อของนายกฯ อนุทินอยู่ในเป้าหมายสำคัญ

การเปิดบ้านของนายกฯอนุทิน จึงอาจมองได้สองชั้น 

ชั้นแรก คือ การสร้างความเป็นกันเองและความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล เพราะรัฐบาลผสมไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคำสั่งจากนายกฯ เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของหัวหน้าพรรคและรัฐมนตรีจากหลายกลุ่มการเมือง

ชั้นที่สอง คือ การส่งสัญญาณทางการเมืองออกไปภายนอกว่า “รัฐบาลยังเหนียวแน่น” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ฝ่ายค้านเริ่มเปิดเกมตรวจสอบรัฐบาล ภาพของนายกฯ นั่งร่วมโต๊ะกับหัวหน้าพรรคร่วม จึงมีคุณค่าทางการเมือง เพราะเป็นการสื่อสารต่อทั้ง สส.รัฐบาล และสาธารณชนว่า รัฐบาลยังไม่มีรอยร้าวจนถึงขั้นกระทบเสถียรภาพ

หากมองย้อนกลับไปตลอด 4 รัฐบาล จะเห็นพัฒนาการของ “ดินเนอร์การเมือง” อย่างชัดเจน

ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดินเนอร์มีลักษณะของการประคองเสียงและสร้างความมั่นใจว่าพรรคร่วมยังสนับสนุนรัฐบาล

ดินเนอร์พรรคร่วมปรากฏชัดในช่วงที่รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งภายในและเกมต่อรองในสภา โดยเฉพาะในปี 2565 ที่มีการนัดรับประทานอาหารกับพรรคร่วมหลายครั้ง ทั้งที่สโมสรราชพฤกษ์ และวงที่มีแกนนำพรรคต่างๆ เข้าร่วม

ภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งร่วมโต๊ะกับหัวหน้าพรรคร่วม จึงมีความหมายในเชิงการเมืองไม่ต่างจากการ “โชว์ความพร้อม” ของรัฐบาล เพราะในเวลานั้นคำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ารัฐบาลมีเสียงเท่าใด แต่คือเสียงเหล่านั้นยังพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไปหรือไม่

ย้อนรอย ‘ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล’ วาระ‘อนุทิน 2’ บนโต๊ะอาหาร ?

เมื่อเข้าสู่รัฐบาลเศรษฐา รูปแบบดังกล่าวยังคงดำเนินต่อ แต่เปลี่ยนโทนจากการ “ประคองรัฐบาล” มาเป็นการสร้างความคุ้นเคยของรัฐบาลผสมชุดใหม่

ในยุคนายกฯเศรษฐา ดินเนอร์เป็นพื้นที่สร้างความคุ้นเคยและประสานความสัมพันธ์ของรัฐบาลผสมที่เพิ่งเริ่มต้น

นายกฯ เศรษฐานัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารค่ำ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 หลังทำงานร่วมกันมา 2 เดือน โดยให้เหตุผลว่าเป็นโอกาสแรกที่จะได้พูดคุยนอกเหนือจากการประชุม ครม. และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างไม่เป็นทางการ

 รัฐบาลที่เกิดจากการรวมตัวของหลายพรรค และหลายขั้วการเมือง การสร้างความคุ้นเคยระหว่างหัวหน้าพรรคจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการแบ่งโควตารัฐมนตรี เพราะเมื่อเข้าสู่การบริหารประเทศ ความเห็นต่างย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา และช่องทางพูดคุยนอกระบบราชการอาจช่วยลดแรงเสียดทานได้

ย้อนรอย ‘ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล’ วาระ‘อนุทิน 2’ บนโต๊ะอาหาร ?

ย้อนรอย ‘ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล’ วาระ‘อนุทิน 2’ บนโต๊ะอาหาร ?

จากนั้น ดินเนอร์ยังถูกจัดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีพรรคร่วมสลับกันเป็นเจ้าภาพ สะท้อนว่าการรับประทานอาหารร่วมกันถูกพัฒนาเป็นกลไกสร้าง “สายสัมพันธ์ทางการเมือง” ของรัฐบาลผสม

ในยุครัฐบาลแพทองธาร ปรากฏการณ์ยิ่งชัดขึ้น ดินเนอร์มีน้ำหนักไปสู่การสร้างเอกภาพ และบริหารความขัดแย้งภายในรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อเผชิญแรงกดดันทางการเมือง และศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หลังเข้ารับตำแหน่ง นายกฯแพทองธาร นัดหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารที่โรงแรมโรสวูด ในเดือนตุลาคม 2567 โดยอธิบายว่า ต้องการพบปะหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้อยู่ใน ครม. และเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ

ท่ามกลางสถานการณ์ในเวลานั้น รัฐบาลกำลังเผชิญทั้งแรงกดดันภายในและประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรม ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วม

ภาพแกนนำพรรคร่วมยืนเรียงกันด้วยรอยยิ้ม จึงถูกวิเคราะห์ในมิติการเมืองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อออกไปคือ “รัฐบาลยังเป็นหนึ่งเดียว”

ต่อมาในปี 2568 การดินเนอร์ของรัฐบาลแพทองธารยิ่งมีลักษณะเป็นการเมืองเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เมื่อมีการนัดหัวหน้าพรรคร่วมก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อซักซ้อมและตรวจความพร้อมของรัฐบาล

ย้อนรอย ‘ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล’ วาระ‘อนุทิน 2’ บนโต๊ะอาหาร ?

ย้อนรอย ‘ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล’ วาระ‘อนุทิน 2’ บนโต๊ะอาหาร ?

สะท้อนให้เห็นว่า “ดินเนอร์” ไม่เพียงแค่สร้างความสัมพันธ์ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับประสานท่าที ตรวจสอบความพร้อม และสร้างความมั่นใจว่า เมื่อเข้าสู่สนามรัฐสภา พรรคร่วมจะยังยืนอยู่ข้างรัฐบาล

เมื่อมาถึงรัฐบาลอนุทิน ภาพดังกล่าวก็กลับมาอีกครั้ง ในจังหวะที่มีความหมายทางการเมืองไม่น้อยกว่าในอดีต

วงดินเนอร์ของนายกฯอนุทิน จึงเป็นทั้งการกระชับความสัมพันธ์ภายใน และสร้างภาพความพร้อมรับศึกตรวจสอบจากฝ่ายค้านซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า มีนัยในการบริหารเสถียรภาพรัฐบาล เช็กความไว้ใจระหว่างพรรคร่วมด้วย 

สิ่งที่นายกฯอนุทิน ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่การประกาศว่ารัฐบาลมีเสียงมากเท่าใด แต่คือการทำให้สังคมเห็นว่า หัวหน้าพรรคร่วมทุกคนยังสามารถนั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกันได้

แต่ภาพความชื่นมื่นบนโต๊ะอาหาร อาจไม่ได้หมายความว่า พรรคร่วมรัฐบาลไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง การต่อรองระหว่างพรรค เรื่องผลประโยชน์ เรื่องนโยบาย  

บทเรียนจากหลายรัฐบาลชี้ให้เห็นว่า การดินเนอร์กระชับสัมพันธ์ อาจช่วยประคองรัฐบาลได้ในระยะหนึ่ง แต่เสถียรภาพที่แท้จริงยังต้องพิสูจน์ผ่านการลงมติในสภา การผลักดันนโยบาย และความสามารถของนายกฯ ในการรักษาสมดุลระหว่างพรรคร่วม

ฉะนั้น ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล ในวันที่ 6 กันยายน ที่ต้องจับตา จึงไม่ใช่เพียงว่ามีใครมาร่วมโต๊ะบ้าง เพราะที่สำคัญกว่าคือ หลังลุกออกจากโต๊ะแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลจะยังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่