วันศุกร์ ที่ 28 สิงหาคม 2569

Login
Login

ปรับโฉม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ยานแม่ ‘ฝูงโดรนสอดแนม’

การตรวจเยี่ยม “การฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ” บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 ณ หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย เพื่อแสดงให้เห็นแสนยานุภาพกองทัพเรือ ที่ประกาศให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการพร้อมรบ

การฝึกครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงที่ “กองทัพเรือ”กำลังเผชิญแรงเสียดทานครั้งใหญ่ กับสภาพ “เรือรบ” โรยรา เตรียมทยอยปลดระวาง ส่วนการจัดหาใหม่ ติดปัญหาเรื่องงบประมาณติดลบ ซึ่งอาจกระทบต่อยุทธศาสตร์กำลังรบทางเรือในอนาคต ที่ต้องมีเรือฟริเกต 8 ลำ ในปี 2580 ดูแลอธิปไตยทางทะเลฝั่งอ่าวไทย 4 ลำ และอันดามัน 4 ลำ

ในขณะที่ “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ซึ่งเป็นเรือ “ฟริเกตสมรรถนะสูง” เพียงลำเดียว ใช้ปฏิบัติการ มีอายุใช้งานน้อยที่สุด 7 ปี เมื่อเทียบกับอีก 3 ลำที่อยู่ระหว่างปลดระวาง เรือหลวงรัตนโกสินทร์ อายุ 40 ปี (ซ่อมบำรุง) เรือหลวงนเรศวร อายุ 32 ปี (รับส่งกำลังบำรุง) เรือหลวงตากสิน อายุ 31 ปี (รับส่งกำลังบำรุง)

ทว่า เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชก็มีปัญหาเครื่องยนต์พัง เหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่องยนต์เอ็มทียู (MTU) ส่วนอาวุธต่อสู้อากาศยาน ระยะประชิด หรือ Phalanx Close-In Weapon System (CIWS) ก็ไม่สามารถใช้การได้ กำลังแก้ไขปัญหา

แต่การฝึกครั้งนี้ ยังสะท้อนว่า ในระยะนี้ กองทัพเรือยังสามารถดูแลความปลอดภัยในทะเลของไทยได้เบ็ดเสร็จ ทั้งความพร้อมด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี

ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ

ปรับโฉม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’  ยานแม่ ‘ฝูงโดรนสอดแนม’

ไฮไลต์สำคัญ นายกฯอนุทินตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ตลอดจนการสาธิตการใช้ยานไร้คนขับ(โดรน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศร ในลักษณะ “UXV Carrier

ในอนาคต เรือหลวงจักรีนฤเบศรจะถูกปรับให้เป็นฐานบัญชาการ ควบคุม สนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ

สำหรับระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้ เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง มาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริง จะนำไปสู่การปรับปรุง และต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

ปัจจุบัน พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมาย “กรมยุทธการทหารเรือ” จัดทําแผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ เพิ่มขีดความสามารถกองเรือ ที่ทยอยปลดประจําการ

 ต้องลดแบบ ลดจำนวนเรือ แต่ยังคงปฏิบัติในลักษณะเดิม ใช้ยุทโธปกรณ์เดิม ประกอบด้วยเรือฟริเกตสมรรถนะสูง 8 ลำ เรือดําน้ํา เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 10 ลำ เรือตรวจการณ์ระยะปานกลาง 12 ลำ เรือตรวจการณ์ระยะใกล้ฝั่ง 18 ลำ และพัฒนารูปแบบเรือตรวจการณ์ในอนาคตต่อไป รวมถึงยานใต้น้ำ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และอากาศยานไร้คนขับประจําเรือ

ปรับโฉม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’  ยานแม่ ‘ฝูงโดรนสอดแนม’

พร้อมทั้งปรับปรุงเรือหลวงจักรีนฤเบศรให้เป็น“ยานแม่”ของอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งต้องมีห้องควบคุมระยะไกล และเสาส่งสัญญาณ เพื่อควบคุมโดรนในภารกิจต่าง ๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน โดยใช้อากาศยานที่มีอยู่ และจะพัฒนาไปยังยานผิวน้ํา ยานใต้น้ํา ตามลำดับ

จะส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือเปลี่ยนไปจากปัจจุบัน จากเดิมต้องใช้เรือแล่นไปตรวจสอบเป้าหมาย สอดแนม ชี้เป้า แต่จะเปลี่ยนมาใช้อากาศยานแทน โดยไม่จําเป็นต้องมีเรือเป็นจำนวนมาก เหมือนที่ผ่านมา

สำหรับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่มีปัญหาอาวุธใช้การไม่ได้ เหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว ที่เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น

ปรับโฉม ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’  ยานแม่ ‘ฝูงโดรนสอดแนม’

อีกทั้งเพื่อสะท้อนให้เห็น บทบาทสำคัญของ “เรือฟริเกต” ในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล 

ซึ่งกองทัพเรือต้องเร่งจัดหาให้ครบตามความต้องการเพื่อให้สอดรับกับการพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดดของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค 

โดยเฉพาะ “กัมพูชา” ที่รับมอบเรือคอร์เวตจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเมื่อเร็วนี้ ๆ เรือลำดังกล่าวเข้าร่วมฝึกซ้อมรบทางเรือของกองทัพกัมพูชา มี พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหม กัมพูชา เข้าร่วม พร้อมกับการปรากฏตัวของพล.อ.เตีย บันห์ อดีต รมว.กลาโหม กัมพูชา และแกนนำระดับสูง ในน่านน้ำบริเวณสีหนุวิลล์ และเกาะกง

สำหรับ“การฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ”ของกองทัพเรือ ยังสนับสนุนการพัฒนา Maritime Domain Awareness หรือ MDA ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ อากาศยาน และระบบไร้คนขับ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพสถานการณ์ทางทะเลร่วมกันอย่างถูกต้องและทันเวลา อันนำไปสู่การตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฯอนุทิน ระบุว่า ยุทโธปกรณ์กองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่ามีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้ บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคง และอธิปไตย ซึ่งตนเองและผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร

“ที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบ ก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึง แสนยานุภาพ ซึ่งคำว่าแสนยานุภาพ คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง”

นอกจากนี้ นายกฯอนุทินยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือ สามารถนำมาใช้ได้ ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม การตรวจการฝึกของนายกฯอนุทินครั้งนี้ กองทัพเรือไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของเรือ อากาศยาน หรือระบบอาวุธแต่ละประเภท แต่ยังเป็นการแสดงความพร้อมของกองทัพเรือ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบัญชาการและควบคุม การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชน

ทั้งนี้ ความพร้อมรบ มิได้หมายถึงการรอให้เกิดสถานการณ์ แต่คือการเตรียมคน เตรียมยุทโธปกรณ์ และเตรียมระบบควบคุมบังคับบัญชาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อประเทศและประชาชนต้องการ