การตรวจเยี่ยม “การฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ” บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 ณ หาดยาว อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย เพื่อแสดงให้เห็นแสนยานุภาพกองทัพเรือ ที่ประกาศให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการพร้อมรบ
การฝึกครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงที่ “กองทัพเรือ”กำลังเผชิญแรงเสียดทานครั้งใหญ่ กับสภาพ “เรือรบ” โรยรา เตรียมทยอยปลดระวาง ส่วนการจัดหาใหม่ ติดปัญหาเรื่องงบประมาณติดลบ ซึ่งอาจกระทบต่อยุทธศาสตร์กำลังรบทางเรือในอนาคต ที่ต้องมีเรือฟริเกต 8 ลำ ในปี 2580 ดูแลอธิปไตยทางทะเลฝั่งอ่าวไทย 4 ลำ และอันดามัน 4 ลำ
ในขณะที่ “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ซึ่งเป็นเรือ “ฟริเกตสมรรถนะสูง” เพียงลำเดียว ใช้ปฏิบัติการ มีอายุใช้งานน้อยที่สุด 7 ปี เมื่อเทียบกับอีก 3 ลำที่อยู่ระหว่างปลดระวาง เรือหลวงรัตนโกสินทร์ อายุ 40 ปี (ซ่อมบำรุง) เรือหลวงนเรศวร อายุ 32 ปี (รับส่งกำลังบำรุง) เรือหลวงตากสิน อายุ 31 ปี (รับส่งกำลังบำรุง)
ทว่า เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชก็มีปัญหาเครื่องยนต์พัง เหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่องยนต์เอ็มทียู (MTU) ส่วนอาวุธต่อสู้อากาศยาน ระยะประชิด หรือ Phalanx Close-In Weapon System (CIWS) ก็ไม่สามารถใช้การได้ กำลังแก้ไขปัญหา
แต่การฝึกครั้งนี้ ยังสะท้อนว่า ในระยะนี้ กองทัพเรือยังสามารถดูแลความปลอดภัยในทะเลของไทยได้เบ็ดเสร็จ ทั้งความพร้อมด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี
ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ
ไฮไลต์สำคัญ นายกฯอนุทินตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร ชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ตลอดจนการสาธิตการใช้ยานไร้คนขับ(โดรน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวความคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศร ในลักษณะ “UXV Carrier”
ในอนาคต เรือหลวงจักรีนฤเบศรจะถูกปรับให้เป็นฐานบัญชาการ ควบคุม สนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ
สำหรับระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้ เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง มาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริง จะนำไปสู่การปรับปรุง และต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
ปัจจุบัน พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มอบหมาย “กรมยุทธการทหารเรือ” จัดทําแผนการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ เพิ่มขีดความสามารถกองเรือ ที่ทยอยปลดประจําการ
ต้องลดแบบ ลดจำนวนเรือ แต่ยังคงปฏิบัติในลักษณะเดิม ใช้ยุทโธปกรณ์เดิม ประกอบด้วยเรือฟริเกตสมรรถนะสูง 8 ลำ เรือดําน้ํา เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง 10 ลำ เรือตรวจการณ์ระยะปานกลาง 12 ลำ เรือตรวจการณ์ระยะใกล้ฝั่ง 18 ลำ และพัฒนารูปแบบเรือตรวจการณ์ในอนาคตต่อไป รวมถึงยานใต้น้ำ ยานผิวน้ำไร้คนขับ และอากาศยานไร้คนขับประจําเรือ
พร้อมทั้งปรับปรุงเรือหลวงจักรีนฤเบศรให้เป็น“ยานแม่”ของอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งต้องมีห้องควบคุมระยะไกล และเสาส่งสัญญาณ เพื่อควบคุมโดรนในภารกิจต่าง ๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน โดยใช้อากาศยานที่มีอยู่ และจะพัฒนาไปยังยานผิวน้ํา ยานใต้น้ํา ตามลำดับ
จะส่งผลให้การปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือเปลี่ยนไปจากปัจจุบัน จากเดิมต้องใช้เรือแล่นไปตรวจสอบเป้าหมาย สอดแนม ชี้เป้า แต่จะเปลี่ยนมาใช้อากาศยานแทน โดยไม่จําเป็นต้องมีเรือเป็นจำนวนมาก เหมือนที่ผ่านมา
สำหรับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่มีปัญหาอาวุธใช้การไม่ได้ เหลือเพียงเครื่องยนต์เดียว ที่เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบ และโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น
อีกทั้งเพื่อสะท้อนให้เห็น บทบาทสำคัญของ “เรือฟริเกต” ในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล
ซึ่งกองทัพเรือต้องเร่งจัดหาให้ครบตามความต้องการเพื่อให้สอดรับกับการพัฒนากำลังทางเรือ และเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดดของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
โดยเฉพาะ “กัมพูชา” ที่รับมอบเรือคอร์เวตจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเมื่อเร็วนี้ ๆ เรือลำดังกล่าวเข้าร่วมฝึกซ้อมรบทางเรือของกองทัพกัมพูชา มี พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รมว.กลาโหม กัมพูชา เข้าร่วม พร้อมกับการปรากฏตัวของพล.อ.เตีย บันห์ อดีต รมว.กลาโหม กัมพูชา และแกนนำระดับสูง ในน่านน้ำบริเวณสีหนุวิลล์ และเกาะกง
สำหรับ“การฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ”ของกองทัพเรือ ยังสนับสนุนการพัฒนา Maritime Domain Awareness หรือ MDA ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ อากาศยาน และระบบไร้คนขับ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพสถานการณ์ทางทะเลร่วมกันอย่างถูกต้องและทันเวลา อันนำไปสู่การตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกฯอนุทิน ระบุว่า ยุทโธปกรณ์กองทัพเรือที่เห็นอยู่ ก็ถือว่ามีความพร้อม แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องจัดหาเสริม เพราะที่เรามีอยู่ก่อนหน้านี้ บางชนิดก็ใกล้จะปลดระวางแล้ว ขณะนี้ประเทศก็มีความอ่อนไหวในเรื่องของความมั่นคง และอธิปไตย ซึ่งตนเองและผู้บัญชาการเหล่าทัพก็ต้องนั่งหารือกันว่า จะจัดหาสิ่งที่จะมาเสริมความมั่นคงของกองทัพอย่างไร
“ที่เคยพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีรบแล้ว แล้วเป็นอย่างไร เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา กองทัพเรือก็ต้องปฏิบัติภารกิจในจังหวัดติดทะเลฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า เอาเรือธรรมดามารบ ก็คงไม่ได้ มันต้องมีความพร้อม และต้องแสดงความเข้มแข็ง และแสดงถึง แสนยานุภาพ ซึ่งคำว่าแสนยานุภาพ คำนี้มันขลัง ถ้าเรามีแสนยานุภาพที่ดี อริราชศัตรูก็คงต้องคิดว่า ต้องมาต่อกรหรือไม่ เราก็ต้องมีความพร้อมในศักยภาพที่เราทำได้ ซึ่งเราต้องให้การสนับสนุนเหล่าทัพให้มีความเข้มแข็ง”
นอกจากนี้ นายกฯอนุทินยังได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์ และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ขีดความสามารถของกองทัพเรือ สามารถนำมาใช้ได้ ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม การตรวจการฝึกของนายกฯอนุทินครั้งนี้ กองทัพเรือไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของเรือ อากาศยาน หรือระบบอาวุธแต่ละประเภท แต่ยังเป็นการแสดงความพร้อมของกองทัพเรือ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบัญชาการและควบคุม การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชน
ทั้งนี้ ความพร้อมรบ มิได้หมายถึงการรอให้เกิดสถานการณ์ แต่คือการเตรียมคน เตรียมยุทโธปกรณ์ และเตรียมระบบควบคุมบังคับบัญชาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อประเทศและประชาชนต้องการ



