ฝ่ายค้านจัดเวทีถล่ม “ฮั้ว สว.” ถี่ยิบ หวังสร้างกระแสการเมือง ปูทาง 3 แนว
1.กดดัน กกต.ให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาให้มากที่สุด
2.หาก กกต.เล่นบทพลิ้ว ก็จะเป็นความชอบธรรมในการยื่นฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ และขยายผลดิสเครดิตองค์กรอิสระทั้งระบบ ขยายวงสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
3.เขย่ารัฐบาลภูมิใจไทย
เข้าใจว่าทุกคนที่ไปร่วมเวทีและขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ น่าจะหวังลึกๆ ให้ กกต.ดำเนินการตามข้อ 1 ตัดใจส่ง ศาลฎีกา ทั้ง 229 คนเลยยิ่งดี แม้แนวโน้มจะเป็นไปได้ยากมากก็ตาม
จะว่าไป กกต.เขาบอกใบ้มาแล้วว่า ผลของคดีฮั้ว สว.จะเป็นอย่างไร ออกหน้าไหน และใครได้เฮ
ลองไปดู “ระหว่างบรรทัด” การให้สัมภาษณ์ของ ท่านสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สามารถถอดรหัสถึงกระบวนพิจารณา และการลงมติคดีฮั้ว สว.ได้อย่างน้อยๆ 9 ประเด็น
1. ท่านสิทธิโชติ บอกว่า เราพิจารณาไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ความหมายคือ ท่านใช้หลักการเดียวกับศาล แปลว่าข้อมูลหลักฐาน “นอกสำนวน” ไม่นำมาใช้พิจารณา
ข้อดี : ผู้ถูกกล่าวหามองว่าเป็นธรรม และป้องกันพยานกลับคำให้การในตอนหลัง เพราะมีผลประโยชน์
ข้อเสีย : คดียืดเยื้อ พยานหลักฐานเพิ่มขึ้นจากการตรวจสอบของหลายๆ ฝ่าย แต่กลับไม่ถูกหยิบเข้าสำนวน
2. ท่านสิทธิโชติ บอกว่า สำนวนฮั้ว สว.มีสำนวนเดียว คือสำนวนของ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 โดย กกต.จะยึดถือสำนวนนี้เป็นสำนวนหลัก
3. ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นเพียงผู้มาให้ความเห็น
แปลว่าคณะ 36 ไม่ได้มีการไต่สวน แค่ตั้งขึ้่นมาช่วยกรองสำนวน และให้ความเห็น
4. ท่านสิทธิโชติบอกว่า กกต.ต้องพิจารณาตามสํานวนของคณะ 26 เป็นหลัก แล้วนำความเห็นของคณะที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร
คำกล่าวนี้เป็นการยอมรับครั้งแรกอย่างเป็นทางการว่า มติของคณะ 36 คือ ยกคำร้องทั้ง 229 คนจริงๆ ตามที่เคยเป็นข่าว เพราะเห็นแย้งกับคณะ 26 ที่ให้ส่งศาลฎีกาทั้งหมด
5. ท่านสิทธิโชติ บอกว่าคำวินิจฉัยของ กกต. จะมีช่องให้ใส่เหตุผลว่า วินิจฉัยตามเหตุผลของคณะ 26 หรือ คณะ 36
นี่แปลว่า กกต.ให้น้ำหนักคณะ 36 เท่ากับคณะ 26 ทั้งๆ ที่กระบวนการทำงานต่างกันมาก แต่ทำไมคำให้สัมภาษณ์ตอนแรก ท่านบอกว่า คณะที่ 36 แค่ให้ความเห็นในสำนวน แต่ไปๆ มาๆ ท่านกลับให้น้ำหนักเท่ากันตอนนำมาวินิจฉัย
6. ท่านสิทธิโชติ อธิบายวิธีการพิจารณาสำนวนว่า พิจารณาเป็นรายข้อหา จากทั้งหมด 7 ข้อหา และยังบอกว่าแค่ข้อหาแรก ใช้เวลาเกือบ 1 เดือน ตอนนี้ถึงข้อหาสุดท้ายแล้ว
ท่านยังบอกว่า ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนถูกร้องเรียนเชื่อมโยงข้อหาแตกต่างกัน บางคนโดนข้อหาเดียว บางคนโดนหลายข้อหา กกต.ใช้วิธีพิจารณาแยกแยะรายละเอียดแต่ละข้อหา แล้วนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมด จากนั้นจึงลงมติวินิจิฉัยรายคน
คำกล่าวนี้มีข้อสังเกตคือ ตอนแรกมีการให้ข่าวว่า กกต.พิจารณาทีละจังหวัด ข่าวจากหลายแหล่งยืนยันตรงกันว่า พิจารณาเป็นจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณารายข้อหา
7. ท่านสิทธิโชติ บอกว่า ประชุมข้อหาสุดท้ายเสร็จแล้ว จะทิ้งเวลาไว้ 1 สัปดาห์ ก่อนกลับมาลงมติวินิจฉัย โดยการวินิจฉัยจะลงมติเป็นรายบุคคล ย่อมแปลว่าจะมีการลงมติ 229 ครั้ง
8.เมื่อถูกถามถึงกรณีมีการกล่าวอ้างว่า แกนนำรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านสิทธิโชติ ตอบว่า “มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล ต้องหาหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง” และท่านยังขยายความว่า "หากเราส่งเรื่องไปศาล ถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใคร แล้วเราส่งไปหมด โดยไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ศาลก็รับฟังไม่ได้เหมือนกัน”
คำพูดนี้แปลว่า ถ้ามีแค่พยานบุคคลกล่าวอ้าง กล่าวหา จะยกคำร้องทั้งหมด!!!
9. ท่านสิทธิโชติ ตอบเรื่องเส้นเงินจากคนใกล้ชิด สส.อำนาจเจริญ โยงถึงอดีตเจ้าหน้าที่ กกต. ท่านบอกว่า เจ้าหน้าที่ กกต.โดนไล่ออกไปแล้ว แต่ สส.อำนาจเจริญไม่โดนอะไร เพราะคนโอนเงินไม่ใช่ตัว สส.
ถ้าใช้หลักคิดนี้ แปลว่าคดีฮั้ว สว. 229 ราย สว.ตัวจริงจะรอดหมด เพราะเป็นคนถูกเลือก ไม่ได้ไปจ่ายให้ใครเลือก
ขณะที่ฝ่ายการเมืองตัวใหญ่ แกนนำพรรคจะรอดหมด เพราะไม่ได้จ่ายเงินเอง ไม่มีเส้นเงินไปถึงแน่ เนื่องจาก“มีม้าทำแทน”
ความน่าสนใจที่สุดจากคำสัมภาษณ์ของท่าน กกต.สิทธิโชติ ซึ่งประวัติของท่านมาจาก “สายศาล” เป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และเคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาก็คือ
ที่ท่านบอกว่าการพิจารณาสำนวนคดี ฮั้ว สว. ท่านพิจารณาเป็น “รายข้อหา” และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน โดนข้อหาไม่เท่ากัน ข้อหาเดียวบ้าง หลายข้อหาบ้าง
คำสัมภาษณ์นี้มีนัยให้ตีความ และตั้งข้อสังเกตได้หลายอย่างมาก
1.เป็นการบอกชัดๆ ครั้งแรกว่า ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคน โดนแจ้งข้อหาไม่เท่ากัน
2.ถ้าในสำนวนเป็นแบบนี้ การยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาบางกลุ่ม จะทำได้ง่ายมาก เช่น ถ้าแกนนำพรรคการเมืองบางคนโดนข้อหาเดียว คือไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. แล้วเกิดมีแค่พยานบุคคลกล่าวอ้างยืนยัน โดยไม่มีหลักฐานภาพถ่าย แบบนี้ก็... “ยกคำร้อง” แน่นอน
สว.ตัวจริงอีก 138 คน ก็อาจโดนแค่บางข้อหาเช่นเดียวกัน และมีโอกาสยกคำร้องสูงมากด้วย
ข้อมูลนี้แตกต่างจากคำสัมภาษณ์ของ สว. และนักการเมืองหลายคนที่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจาก “คณะ 26” ที่เคยพูดทำนองตำหนิว่า คณะ 26 Copy-paste ข้อกล่าวหามาเหมือนกันหมดคือ โดน 7 ข้อหา ด้วยพฤติการณ์เหมือนๆ กัน
สรุปว่าแท้ที่จริงแล้ว ในสำนวนมีการแจ้งข้อหาแบบใดกันแน่
3.การที่ กกต.จะลงมติจากการพิจารณารายข้อหา แถมแจ้งข้อหาไม่เท่ากันทุกคน อาจทำให้การวินิจฉัยในมิติที่ว่า การฮั้ว สว. เป็นการกระทำจาก “ขบวนการใหญ่ที่เตรียมวางแผนมา” แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะแต่ละคนถูกกล่าวหาแต่ละแบบ ตามพฤติการณ์ของแต่ละคน และกกต.ยังพิจารณาแยกรายข้อหา รายคน ไม่ได้เชื่อมเป็นขบวนการทั้งประเทศ
ฟังจากคำสัมภาษณ์แบบนี้แล้ว การวินิจฉัยส่งศาลฎีกาทั้งหมด 229 คน โอกาสเท่ากับ 0 คือ “เป็นไปไม่ได้เลย” แต่โอกาส “ส่งศาลฎีกาบางส่วน” เป็นไปได้มากที่สุด ขณะที่แนวโน้มของการ “ไม่ส่งศาลฎีกาเลย” ก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะน่าจะมีบางคนผิดบางข้อหาแน่นอน
ส่วนคนที่ได้เฮ ก็คือ คนที่สังคม และฝ่ายค้านอยากให้โดนนั่นเอง!



