วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

ส่อง ‘ปืน’ ในบัญชีทรัพย์สิน ครม. ‘อนุทิน 1- 2’

การที่ รัฐบาลอนุทิน 2 สั่งเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งใหญ่ กำลังทำให้ “บัญชีทรัพย์สิน” ของบรรดารัฐมนตรีและคนในครอบครัวกลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้ง

โดยเฉพาะเมื่อพบว่า ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. มีรัฐมนตรีและคู่สมรสหลายรายแจ้งการถือครองอาวุธปืนไว้ในหมวด “ทรัพย์สินอื่น” ถูกแจ้งรวมอยู่กับทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นของสะสม เช่น พระเครื่อง นาฬิกา เครื่องประดับ หรือของมีค่า

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าการครอบครองปืนของบุคคลเหล่านี้ผิดกฎหมาย ตรงกันข้าม การแจ้งต่อ ป.ป.ช.เป็นการเปิดเผยทรัพย์สินตามกฎหมาย

แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เมื่อรัฐกำลังจะรื้อระบบควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบ ระบบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองกับระบบทะเบียนอาวุธปืนของรัฐสามารถเชื่อมโยงกันได้หรือไม่ และนี่อาจเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญของ “กฎหมายปืนฉบับใหม่

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งยกร่างกฎหมายอาวุธปืนฉบับใหม่ พร้อมสั่งให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการเกี่ยวกับ ใบอนุญาต ป.3 ป.4 และ ป.12 อย่างเข้มงวดระหว่างรอแนวทางใหม่ โดยเน้นเพิ่มบทลงโทษและควบคุมอาวุธที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 

คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะคุมประชาชนอย่างไร” แต่ยังมีอีกมุมที่น่าสนใจ คือ บรรดาผู้มีอำนาจทางการเมืองเองมีอาวุธปืนอยู่ในบัญชีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด

 

ส่อง ‘ปืน’ ในบัญชีทรัพย์สิน ครม. ‘อนุทิน 1- 2’

เปิดบัญชี “ปืน” ใน ครม.อนุทิน 1-2

จากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ ป.ป.ช. เปิดเผย พบรัฐมนตรีและบุคคลใน ครม.อนุทิน 1 หลายรายมีการแจ้งอาวุธปืนเป็นทรัพย์สิน โดยบางรายมีจำนวนหลายกระบอก และถูกจัดอยู่ในหมวดทรัพย์สินอื่นร่วมกับพระเครื่อง นาฬิกา เครื่องประดับ และของสะสมต่าง ๆ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมใน ครม.อนุทิน 1 แจ้งทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 มีทรัพย์สินรวมกับคู่สมรสกว่า 4,613 ล้านบาท โดยในทรัพย์สินอื่นของนายพิพัฒน์มี อาวุธปืน 5 กระบอกรวมอยู่กับทรัพย์สินสะสมประเภทพระเครื่อง แหวนเพชร และนาฬิกา 

ทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งต่อมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 แจ้งทรัพย์สินกรณีพ้นจากตำแหน่ง รมช.มหาดไทยว่า มีทรัพย์สินส่วนตัวกว่า 20 ล้านบาท โดยหมวดทรัพย์สินอื่นระบุ ปืน 4 กระบอก ประกอบด้วยปืนออโตเมติก 9 มม. ปืนเดี่ยวลูกซองขนาด 12 ปืนพาราเบลัมขนาด 7.65 และปืนเดี่ยวลูกซองขนาด 12 

ศุภมาส อิศรภักดี แม้บัญชีทรัพย์สินที่เปิดเผยในปี 2568 จะพบว่าอาวุธปืน 4 กระบอกเป็นทรัพย์สินของ พ.ต.อ.ล้ำพันธุ์ พรรธนประเทศ คู่สมรส ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของศุภมาส แต่ก็อยู่ในบัญชีทรัพย์สินของครอบครัวรัฐมนตรี และถูกแจ้งไว้ในหมวดทรัพย์สินอื่น มูลค่า 420,000 บาท 

อีกคนที่มีจำนวนโดดเด่นคือ สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ครม.อนุทิน 1 และ ดำ ดำรงตำแหน่งต่อใน ครม.อนุทิน 2 โดยบัญชีทรัพย์สินที่เคยยื่นต่อ ป.ป.ช.มีการแจ้งอาวุธปืน 27 กระบอก มูลค่า 2.65 ล้านบาท ในเอกสารเพิ่มเติม 

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แจ้งมีทรัพย์สินรวมกว่า 37 ล้านบาท ในจำนวนนี้เจ้าตัวแจ้งถือครองปืนรวม 10 กระบอก รวมมูลค่า 768,000 บาท

นอกจากนี้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหมใน ครม.อนุทิน 1 และ รมว.กลาโหมใน ครม.อนุทิน 2 แจ้งมี ปืน 2 กระบอก อยู่ในหมวดทรัพย์สินอื่นของบัญชีที่ยื่นกรณีเข้ารับตำแหน่ง 

ส่วน ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมใน ครม.อนุทิน 1 และ 2 ต้องแยกให้ชัดว่า ปืน 3 กระบอกที่ปรากฏในบัญชีเป็นทรัพย์สินของนายอนันต์ ปาทาน คู่สมรส ไม่ใช่ของซาบีดาโดยตรง 

สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม แจ้งมีทรัพย์สินรวมคู่สมรสกว่า 201 ล้านบาท ในจำนวนนี้แจ้งถือครองปืน พร้อมใบอนุญาต 6 กระบอก รวมมูลค่า 7 แสนบาท

นิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แจ้งมีทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 8.6 ล้านบาท ในจำนวนนี้ระบุถือครองอาวุธปืน 3 กระบอก ได้แก่ ปืนสั้น Glock ปืนสั้น Sig Sauer และปืนลูกซอง Derya รวมมูลค่า 202,000 บาท

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย (มท.3) ลูกชาย “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” มีทรัพย์สินรวมคู่สมรสกว่า 42.9 ล้านบาท จำนวนนี้แจ้งถือครองปืน 2 กระบอก ได้มาปี 2562-2564 รวมมูลค่า 106,500 บาท

แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี มีทรัพย์สินทั้งสิ้นกว่า 45 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีปืน 1 กระบอก มูลค่า 40,000 บาท

สุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ แจ้งว่า ถือครองปืน 1 กระบอก มูลค่า 65,000 บาท ส่วน คู่สมรส ถือครอง 35 กระบอก มูลค่า 2,672,000 บาท

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มีทรัพย์สินกว่า 51 ล้านบาท ในจำนวนนี้แจ้งถือครองปืนลูกซองยาว 5 นัด ขนาด 12 จำนวน 1 กระบอก มูลค่า 30,000 บาท

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ใน ครม.อนุทิน 1 มีการแจ้ง อาวุธปืน 7 กระบอก ในบัญชีทรัพย์สิน โดยอยู่ในกลุ่มทรัพย์สินอื่นร่วมกับนาฬิกาและเครื่องประดับจำนวนมาก 

อัครา พรหมเผ่า อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ : ปืน 1 กระบอก

วรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง : ปืน 3 กระบอก

วรโชติ สุคนธ์ขจร อดีต รมช.สาธารณสุข : ปืน 3 กระบอก

อามินทร์ มะยูโซ๊ะ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ : ปืน 3 กระบอก

นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ : ปืน 3 กระบอก

มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช อดีต รมช.คมนาคม : ปืน 6 กระบอก

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต รมช.มหาดไทย : ปืน 1 กระบอก

องอาจ วงษ์ประยูร อดีต รมช.ศึกษาธิการ : ปืน 1 กระบอก

ดังนั้น หากนับเฉพาะ “ตัวรัฐมนตรี” ที่มีการแจ้งปืนในบัญชีที่ตรวจสอบได้ จะเห็นกลุ่มที่น่าสนใจอย่างน้อย ได้แก่ พิพัฒน์ 5 กระบอก ทรงศักดิ์ 4 กระบอก ธรรมนัส 7 กระบอก สุชาติ 27 กระบอก และอดุลย์ 2 กระบอก ขณะที่กรณีศุภมาสและซาบีดาเป็นปืนของคู่สมรส

ธนนนท์ นิรามิษ ภริยาของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล มีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. จำนวน 77.44 ล้านบาท โดยในหมวด “ทรัพย์สินอื่น” มูลค่ารวม 26.16 ล้านบาท มีการแจ้ง อาวุธปืน 1 กระบอก รวมอยู่ด้วย 

“ปืนสะสม” กับช่องว่างของระบบ

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าตัวเลขคือ สถานะของปืนในบัญชีทรัพย์สิน

ปืนถูกจัดอยู่ในหมวด “ทรัพย์สินอื่น” เช่นเดียวกับพระเครื่อง นาฬิกา เครื่องประดับ หรือของสะสมราคาแพง นั่นหมายความว่าในมิติของการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ปืนถูกมองในฐานะ “ทรัพย์สินที่มีมูลค่า” ขณะที่ในอีกระบบหนึ่ง ปืนเป็น “วัตถุอันตรายที่รัฐต้องติดตามตลอดอายุการครอบครอง”

สองระบบนี้ยังไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำงานเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของการ “รื้อระบบ” ที่รองนายกฯ ปกรณ์กำลังพูดถึง

เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีปืนกี่กระบอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า รัฐรู้หรือไม่ว่าปืนแต่ละกระบอกอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร เปลี่ยนมือเมื่อใด กระสุนมีจำนวนเท่าใด และผู้ครอบครองยังมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะถือครองอยู่หรือไม่

ปกรณ์ จึงชี้ถึงจุดอ่อนของระบบเดิมอย่างชัดเจนว่า กฎหมายปี 2490 ถูกออกแบบในยุคที่การควบคุมยังเป็นระบบเอกสารและนายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ ขณะที่การนำเข้า ร้านค้า ผู้ซื้อ ผู้ครอบครอง และการโอนยังไม่ได้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน 

นี่คือจุดที่การปฏิรูปครั้งนี้ควรให้ความสำคัญมากที่สุด

จาก “ใบอนุญาต” สู่ “วงจรชีวิตปืน”

แนวคิดใหม่ของรัฐบาลกำลังเปลี่ยนจากการถามว่า “คนนี้มีใบอนุญาตหรือไม่?” ไปสู่คำถามว่า “ปืนกระบอกนี้อยู่ในระบบตลอดวงจรหรือไม่?”

รองนายกฯ ปกรณ์เสนอแนวคิดให้ใบอนุญาตมีอายุ โดยเบื้องต้นมองไว้ที่ 3 ปี จากปัจจุบันที่ใบอนุญาตมีลักษณะไม่กำหนดอายุ และเสนอให้ติดตามตั้งแต่การนำเข้า ตรวจสต๊อกร้านค้า การขาย การโอน และการใช้งาน รวมถึงการควบคุมสนามยิงปืนและความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนปืนกับเครื่องกระสุน 

หากทำได้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญ จากเดิมที่รัฐออกใบอนุญาตแล้วจบ กลายเป็นระบบที่ต้อง “ต่ออายุ-ตรวจสอบ-ติดตาม-ประเมินความเสี่ยง”

เช่นเดียวกับรถยนต์ที่ไม่ได้มีเพียงทะเบียน แต่ยังมีการต่อภาษี ตรวจสภาพ และประกันภัย

จุดอ่อนสำคัญ “ปืนถูกกฎหมาย” ก็อาจหลุดจากระบบได้

กรณีที่ รองนายกฯ ปกรณ์ยกขึ้นมาเรื่องการนำปืนไปจำนำ เป็นตัวอย่างของช่องโหว่ที่สำคัญ แม้ปืนจะถูกซื้อมาอย่างถูกต้องและมีทะเบียน แต่หากถูกนำไปวางเป็นหลักประกันแล้วเปลี่ยนมือไปอยู่กับบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาต ผู้ถือครองรายใหม่ก็อาจกลายเป็นผู้ครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ 

จึงสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้มีเพียง “ปืนเถื่อน” แต่ยังมี “ปืนถูกกฎหมายที่หลุดออกจากระบบ” ผ่านการโอน การซื้อขาย การให้ยืม การรับจำนำ หรือการเปลี่ยนผู้ครอบครองโดยที่ฐานข้อมูลของรัฐไม่สามารถติดตามได้ทัน

บทเรียนจาก “อนุทิน 1” ถึง “อนุทิน 2”

น่าสนใจว่าเรื่องการปฏิรูประบบปืนไม่ใช่โจทย์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลอนุทิน 2

ในยุคอนุทิน 1 ก็มีความพยายามยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนมาก่อน และกระทรวงมหาดไทยเคยพิจารณาแนวทางดังกล่าว แต่ติดทั้งข้อจำกัดทางกฎหมายและการปฏิบัติ 

เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมและเหตุกราดยิงซ้ำ ๆ โจทย์จึงกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มีความแตกต่างสำคัญคือ อนุทินไม่ได้เพียงสั่งคุมเข้ม แต่สั่ง “รื้อกฎหมาย”

ขณะที่รองนายกฯ ปกรณ์เองยอมรับว่ากฎหมาย พ.ศ.2490 ใช้มานานหลายสิบปี และระบบเดิมเป็นระบบอนาล็อก ขณะที่ปัจจุบันจำเป็นต้องออกแบบระบบใหม่ให้เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 

คำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้

การมีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งครอบครองปืนจำนวนมากในบัญชีทรัพย์สิน ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำไปสู่การเหมารวมว่า “นักการเมืองมีปืนจึงเป็นปัญหา”

แต่กลับเป็นโอกาสให้เห็นคำถามเชิงระบบว่าถ้าปืนจำนวนมากของนักการเมืองสามารถตรวจสอบได้ผ่านบัญชีทรัพย์สิน แล้วปืนของประชาชนทั่วไป รัฐมีฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ละเอียดเท่ากันหรือไม่

และเมื่อรัฐมนตรีที่ถือครองปืนบางรายต้องเป็นผู้กำหนดนโยบายควบคุมปืนเอง การออกแบบกฎหมายใหม่ก็ยิ่งต้องยึดหลักเดียวกันกับทุกคน ไม่ว่าผู้ครอบครองจะเป็นประชาชน นักธุรกิจ ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร หรือรัฐมนตรี

เพราะหัวใจของกฎหมายปืนที่ดีไม่ใช่การ “ห้ามให้มากที่สุด” แต่คือ ทำให้รัฐรู้ว่าอาวุธทุกกระบอกอยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าของ ใครมีสิทธิใช้ และเมื่อใดที่รัฐต้องเข้าไปหยุดยั้งการครอบครองนั้น