เหตุการณ์เกี่ยวกับอาวุธปืนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา กำลังทำให้คำถามเรื่อง “ปืน” กลับมาเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทยอีกครั้ง
จากเหตุยิงในครอบครัว และเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีเด็กชายวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนของปู่ก่อเหตุ สู่เหตุยิงภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่งอดีต สส.ฉลอง เรี่ยวแรง ถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต
สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่กี่วัน สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องที่น่ากังวล นั่นคือ การเข้าถึงอาวุธปืน
ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่อง “คนที่เข้าถึงปืนได้ง่ายเกินไป” หรือกำลังมีปัญหาเรื่อง “ระบบควบคุมปืนที่ตามไม่ทันคนถือปืน”
10 ล้านกระบอก “เมืองปืน” แห่งอาเซียน
ข้อมูลของ Small Arms Survey ที่ถูกนำไปใช้อ้างอิงในงานวิจัย และรายงานด้านสุขภาพระบุว่า ประเทศไทยมีอาวุธปืนในมือพลเรือนประมาณ 10.34 ล้านกระบอก หรือราว 15.1 กระบอกต่อประชากร 100 คน สูงที่สุดในอาเซียน
ตัวเลขดังกล่าว ประกอบด้วย ทั้งอาวุธปืนที่มีทะเบียน และไม่มีทะเบียน โดยมีการประเมินว่าประมาณ 6.2 ล้านกระบอกเป็นปืนมีทะเบียน ขณะที่อีกประมาณ 4 ล้านกระบอกไม่มีทะเบียน
ตัวเลข 10 ล้านกระบอกจึงไม่ได้หมายความว่า คนไทย 10 ล้านคนมีปืนคนละกระบอก แต่สะท้อนถึง “ขนาดของคลังอาวุธ” ที่อยู่ในมือพลเรือน
และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ปืนจำนวนมหาศาลนี้ไม่ได้ถูกเก็บอยู่ในคลังของรัฐ แต่กระจายอยู่ตามบ้าน สนามยิงปืน ร้านค้า เครือข่ายนักสะสม และตลาดทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผย
นี่คือ เหตุผลที่การแก้ปัญหา ไม่สามารถมองเฉพาะเรื่อง “ปืนเถื่อน” ได้อีกต่อไป เพราะแม้แต่ ปืนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็สามารถกลายเป็นอาวุธในคดีอาชญากรรมได้
ปืนเถื่อนยังเป็นปัญหาใหญ่
จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในภาพรวม ที่เผยแพร่ระหว่างปี 2563 ถึง มิ.ย.2569 มีคดีที่ใช้อาวุธตามชุดข้อมูลนี้ 161,466 คดี
เป็นปืนเถื่อน 143,274 คดี หรือ 84.7% ขณะที่ปืนมีทะเบียนถูกกฎหมายอยู่ที่ 6,949 คดี หรือ 4.1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดว่า “ปืนเถื่อน” ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขปืนมีทะเบียนที่ถูกนำไปเกี่ยวข้องกับคดีจำนวนหลายพันเหตุการณ์ ก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การมีทะเบียนไม่ได้เท่ากับการมีความปลอดภัย
เพราะทะเบียนบอกว่า “ปืนกระบอกนี้เป็นของใคร” แต่ไม่ได้รับประกันว่า เจ้าของยังมีคุณสมบัติที่จะถือปืนหรือไม่ ปืนถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยหรือไม่ คนในครอบครัวสามารถเข้าถึงปืนได้หรือไม่ ปืนถูกนำไปให้ผู้อื่นใช้หรือไม่ ปืนถูกขโมยหรือสูญหายหรือไม่ เจ้าของมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหลังได้รับใบอนุญาตหรือไม่
นี่คือ “ช่องว่าง” ของระบบควบคุมอาวุธปืนไทย
จากหนองบัวลำภูถึงนนทบุรี
เหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู เมื่อปี 2565 เป็นหนึ่งในกรณีที่สะเทือนใจที่สุดของประเทศไทย ผู้ก่อเหตุเป็นอดีตตำรวจที่ถูกให้ออกจากราชการ และใช้อาวุธปืน 9 มม. ที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายในการก่อเหตุ
กรณีนี้จึงมีคำถามตามมาว่า เมื่อสถานะของบุคคลเปลี่ยนจาก “ผู้มีคุณสมบัติ” เป็นบุคคลที่มีประวัติหรือพฤติการณ์เสี่ยง ระบบสามารถตรวจสอบ และจัดการกับอาวุธที่บุคคลนั้นครอบครองได้เร็วแค่ไหน
เพราะการอนุญาตให้ครอบครองปืนไม่ควรเป็นกระบวนการแบบ “อนุญาตครั้งเดียวแล้วจบ” หากสังคมยอมรับว่าปืนเป็นอาวุธที่มีความเสี่ยงสูง การกำกับดูแลก็ควรต้องเดินต่อไปตลอดอายุการครอบครอง
กราดยิงโคราช “อาวุธรัฐ” หลุดระบบได้
เหตุกราดยิงโคราช ปี 2563 เป็นอีกด้านหนึ่งของปัญหา ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นทหาร ใช้อาวุธปืน และกระสุนจากคลังอาวุธของหน่วยงาน นำไปก่อเหตุหลายจุด จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
กรณีนี้สะท้อนปัญหาอีกชั้นว่า แม้แต่รัฐเองก็ต้องมีระบบควบคุมอาวุธที่เข้มแข็ง เพราะเมื่ออาวุธจำนวนมากถูกจัดเก็บอยู่ในระบบใดระบบหนึ่ง หากระบบควบคุมล้มเหลว ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมมากกว่าการสูญหายของทรัพย์สินทั่วไป
สยามพารากอน ถึงเทพศิรินทร์ นนทบุรี
เหตุยิงที่สยามพารากอนในปี 2566 ทำให้สังคมเห็นอีกด้านของปัญหา เมื่อเด็กชายวัย 14 ปีสามารถเข้าถึงปืนที่มีการดัดแปลงจาก Blank gun ให้ยิงกระสุนจริงได้
ปัญหาจึงไปสู่เรื่อง ใครสามารถเข้าถึงอาวุธที่สามารถนำไปดัดแปลงเป็นอาวุธร้ายแรงได้
และเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ยิ่งตอกย้ำ เพราะในกรณีนี้ มีรายงานว่าเด็กผู้ก่อเหตุเข้าถึงปืนของปู่ นั่นหมายความว่า เด็กสามารถหยิบออกมาใช้ได้ ดังนั้นระบบใบอนุญาต ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุได้
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่หน่วยงานรับผิดชอบต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันการควบคุมอาวุธ มักให้ความสำคัญกับ “ผู้ถือใบอนุญาต” ทั้งที่โลกความเป็นจริง ปืนไม่ได้อยู่ในเอกสาร
ดังนั้น จึงควรไปถึงมาตรฐานการเก็บรักษาด้วยว่า เจ้าของปืนต้องรับผิดชอบแค่ไหน หากบุคคลอื่นสามารถเข้าถึงปืนของตน และนำไปก่อเหตุ
นี่คือโจทย์ที่ต่างประเทศจำนวนมากให้ความสำคัญกับ “Safe storage” หรือการเก็บอาวุธอย่างปลอดภัย แต่ในบ้านเรา การพูดถึงปืนมักวนอยู่กับเรื่อง “มีใบอนุญาตหรือไม่” มากกว่าเรื่อง “เก็บอย่างไร”
เมื่อปืนเป็นของสะสมของนักการเมือง
อีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจคือ “วัฒนธรรมการสะสมปืน” ของผู้มีอำนาจ และนักการเมือง
การครอบครองปืน สามารถเป็นกีฬา เป็นงานอดิเรก เป็นของสะสม หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย
บัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เปิดให้สังคมเห็นว่า นักการเมืองบางรายครอบครองอาวุธปืนจำนวนมากในฐานะทรัพย์สินหรือของสะสม
ตัวอย่างที่มีการเปิดเผยผ่านบัญชีทรัพย์สิน ได้แก่
ครอบครัวอังกินันทน์ ชัยยะ อังกินันทน์ คู่สมรสของ ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ แจ้งครอบครอง 48 กระบอก
อนุชา สะสมทรัพย์ แจ้งครอบครอง 40 กระบอก
จรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ แจ้งครอบครอง 38 กระบอก
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล แจ้งครอบครอง 37 กระบอก
ชาดา ไทยเศรษฐ์ แจ้งครอบครอง 23 กระบอก
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แจ้งครอบครอง 22 กระบอก
สุชาติ ตันเจริญ แจ้งครอบครอง 11 กระบอก
เฉลิมชัย ศรีอ่อน แจ้งครอบครอง 10 กระบอก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แจ้งครอบครอง 9 กระบอก
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แจ้งครอบครอง 7 กระบอก
วัน อยู่บำรุง แจ้งครอบครอง 3 กระบอก
สัญลักษณ์อำนาจ บารมี สถานะ
ในสังคมไทย ปืนมีความหมายมากกว่าการเป็นวัตถุ แต่ถูกมองถึงฐานะ “ทรัพย์สิน” กับ “อำนาจ”
ในบางกลุ่ม ปืนคือ กีฬา ในบางคนปืนคือ ของสะสม ในบางพื้นที่ปืนคือ เครื่องมือรักษาความปลอดภัย แต่ในอีกด้าน ปืนอาจถูกมองเป็น สัญลักษณ์ของอำนาจ บารมี และสถานะ
โดยเฉพาะเมื่อปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง ผู้มีอิทธิพล หรือบุคคลที่มีสถานะทางสังคม จึงเกิดคำถามที่ลึกกว่ากฎหมายว่า สังคมไทยกำลังทำให้ “การมีปืน” กลายเป็นเรื่องปกติหรือไม่
หากการมีปืนจำนวนมากสามารถอยู่ในหมวด “ของสะสม” เช่นเดียวกับนาฬิกา พระเครื่อง งาช้าง หรือรถยนต์หรู การรับรู้ของสังคมต่ออาวุธปืนก็อาจแตกต่างจากประเทศที่มองปืนเป็นเพียง “อาวุธที่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด”
ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “การออกใบอนุญาต” แต่คือหลังจากนั้น “ผ่านไป 5 ปี 10 ปี ยังควรมีปืนอยู่หรือไม่”
หากเจ้าของปืนมีคดีความ มีประวัติความรุนแรง มีปัญหายาเสพติด มีคำสั่งศาล มีพฤติกรรมข่มขู่ มีความรุนแรงในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นที่ทำให้เกิดความเสี่ยง ระบบต้องสามารถส่งข้อมูลกลับมายังฐานทะเบียนอาวุธปืน และนำไปสู่การทบทวนสิทธิในการครอบครองได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ใบอนุญาตเดินไปเรื่อยๆ เพียงเพราะครั้งหนึ่งเคยได้รับอนุญาต
สภาพปัญหาที่ปรากฏ เหตุยิงในครอบครัว เหตุกราดยิง เหตุทะเลาะวิวาท เหตุจากความขัดแย้งส่วนตัว ไปจนถึงเหตุทางการเมือง ที่จบลงด้วยอาวุธปืน
ดังนั้น สิ่งที่สังคมต้องตั้งคำถาม จึงไม่ใช่เพียง “ปืนเถื่อนมาจากไหน” แต่ต้องถามด้วยว่า ปืนถูกกฎหมายอยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าของ ใครเข้าถึงได้ เจ้าของยังมีคุณสมบัติหรือไม่ และปืนถูกเก็บอย่างปลอดภัยหรือไม่
และที่สำคัญที่สุด เมื่อปืนกระบอกหนึ่งถูกนำไปก่อเหตุ รัฐสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบเส้นทางของปืน ตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตจนถึงวันที่ถูกใช้เป็นอาวุธสังหารได้หรือไม่
หากคำตอบยังไม่ชัดเจน นั่นหมายความว่าปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ “ปืนเถื่อน” เพียงอย่างเดียว แต่คือ“ระบบจัดการอาวุธปืนทั้งระบบ” ตั้งแต่การอนุญาต การซื้อขาย การครอบครอง การเก็บรักษา การพกพา การโอน การตรวจสอบคุณสมบัติ ไปจนถึงการเพิกถอนสิทธิ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า การแก้ปัญหาจึงอาจไม่ใช่เราจะปราบปืนเถื่อนอย่างไร แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้ปืนที่รัฐอนุญาตแล้ว ไม่กลายเป็นปืนที่รัฐต้องมาตามล้างตามเก็บหลังเกิดเหตุ”
ดังนั้น จึงต้องติดตามดูความพยายามของรัฐบาล ที่ล่าสุด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า ได้คุยกับรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ด้านกฎหมาย แล้วว่า จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเรื่องอาวุธปืน เรื่องการควบคุมอาวุธปืน ให้เข้มข้นมากกว่านี้!
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



