ผ่านมาแค่ 4 เดือน ต้องบอกตรงๆ ว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อย “หมดใจ” กับรัฐบาลชุดนี้ แม้แต่รัฐมนตรีในรัฐบาลเองยังบ่นว่า “อยู่มา 4 เดือน แต่อาการเหมือน 4 ปี”
หลายๆ เรื่องในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบันทึกเอาไว้ เป็นอาการที่มักปรากฏหรือกำเริบช่วงใกล้วาระสุดท้ายของรัฐบาล
เช่น นายกฯ เริ่มทะเลาะกับสื่อรายวัน ฟาดงวงฟาดงา ใช้อารมณ์เวลาให้สัมภาษณ์ แกนนำระดับ“คีย์แมนรัฐบาล“ มีข่าวระหองระแหงกัน มีข่าวลือปรับ ครม.เขย่าเก้าอี้กันไม่เว้นแต่ละวัน สารพัดม็อบเริ่มประชิดทำเนียบรัฐบาล และมีการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ฯลฯ
อาการพวกนี้ โดยปกติจะมีสัญญาณเมื่อรัฐบาลบริหารประเทศไประยะหนึ่งแล้ว และแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ค่อยได้ ทำให้ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย แรงกดดันเริ่มมาก มรสุมเริ่มรุมเร้า ส่วนใหญ่จะปรากฏราวๆ ปีที่ 3 หรือ 4 ของวาระรัฐบาล หรืออย่างเร็วคือผ่าน 2 ปีเป็นต้นไป
แต่รัฐบาลอนุทิน ต้องบอกว่าพิเศษสุด เพราะอาการพวกนี้เริ่มออกตั้งแต่ 3 เดือนแรก แถมมาครบทุกข้อ ที่สำคัญนายกฯขู่ปรับ ครม.แบบอ้อมๆ ตั้งแต่เดือนที่ 2 ด้วยซ้ำ
ย้อนดูผลสำรวจของ KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว พบข้อมูลน่าสนใจ คือ รัฐบาลเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมๆ กัน เพราะคนไทยเจ้าของประเทศยังไม่พอใจกับผลงานของรัฐบาล และยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะทำได้ดีกว่านี้
ด้านหนึ่ง คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง
อีกด้านหนึ่ง คือ ปัญหาความโปร่งใส และความเชื่อมั่นภาครัฐ
ด้านแรก ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง มีสิ่งเดียวที่คนไทยได้จากรัฐบาลชุดนี้ คือ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ต่อยอดจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งท่านก็ไม่ได้คิดเอง
ผลงานอย่างอื่นไม่มีเลย มีแค่กู้เงิน 4 แสนล้าน หนำซ้ำส่วนที่เป็นโครงการปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ก็เตรียมกระจายงบไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เน้นพรรคพวกเครือข่ายบ้านใหญ่ของพรรคตน โดยที่ชาวบ้านตาดำๆ ไม่ได้อะไร พอฝ่ายค้านจับได้ไล่ทันว่ามีการเสนอโครงการสอดไส้กันเข้ามาแล้ว ก็แค่สั่ง “ไอ้เสือถอย” แล้วเงียบๆ ไว้ รอซุ่มโจมตีรอบใหม่
ด้านที่สอง ปัญหาความโปร่งใส หลายเรื่องรัฐบาลไม่ได้ก่อขึ้นโดยตรงก็จริง เช่น โกงสอบ แต่การบริหารจัดการก็ยังเหมือนยั้งๆ ตัดตอน ทำให้สังคมสงสัยว่า มีพวกเดียวกันเองเกี่ยวข้อง ได้ประโยชน์ หรือแม้แต่แอบสั่งการอยู่เบื้องหลังด้วยใช่หรือไม่
นี่ยังไม่นับปัญหาสุดคลาสสิกอย่าง ฮั้ว สว. ที่ดินเขากระโดง ซึ่งทำลายกลไกกฎหมายและนิติบัญญัติจนแหลกละเอียด และไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลจะหาญกล้าเผชิญความจริง หรือแสดงสปิริตรับผิดชอบใดๆ เลย
จริงๆ แค่ 2 ด้านนี้ ท่านก็ไม่ควรเป็นรัฐบาลต่อแม้แต่วันเดียว หรือเดือนเดียวแล้ว แต่สถานการณ์ของประเทศเกือบจะไม่มีทางเลือก
การเมืองบ้านเราก็เป็นเรื่องไม่ปกติ มี “มือที่มองไม่เห็น” คอยกดปุ่ม ชักใย กลายเป็นรูปแบบการปกครองที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก แม้แต่ถาม AI เวอร์ชั่น Pro ยังหาคำตอบไม่ได้
แต่สถานการณ์ประเทศยังมีอีกหนึ่งด้านที่วิกฤติไม่แพ้กัน คือ อาการ “ฝีแตก” จากสารพัดปัญหาที่หมักหมมนานนาน และไม่เคยจัดการได้จริงๆ เสียที
อาการของโรคที่ปรากฏในปัจจุบัน คือ อาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมไปถึงสาธารณภัยต่างๆ ทั้งที่มนุษย์ก่อขึ้น และภัยธรรมชาติ เกิดเมื่อไรเป็นวินาศสันตะโรเมื่อนั้น
ที่ผ่านมารัฐบาลมีปัญหาเรื่องการรับมือและการจัดการหลังเกิดวิกฤติ ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่เป็นต้นมา ต่อเนื่องถึงน้ำมันแพง และมี “ไอ้โม่งโกงน้ำมัน” ทำให้ประชาชนไม่เคยมั่นใจ
แต่สถานการณ์ “ฝีแตก” เกิดเยอะมากๆ ฉะนั้นหากรัฐบาลตั้งสติให้ดีๆ และจัดการแต่ละปัญหาแบบขุดรากถอนโคน รื้อและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต จะช่วยประเทศได้มาก และเป็นส่วนหนึ่งที่จะกลายเป็นแรงส่งให้รัฐบาลฟื้นความเชื่อมั่นกลับมา และผลักดันประเทศของเราเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ง่ายขึ้นด้วย
เพราะทุกเรื่องจบลงที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง... ไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง
แต่จุดเริ่มต้นต้องเริ่มจากตัวท่านนายกฯ ที่ควรแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการจัดการแต่ละปัญหา ไม่ใช่แค่สร้างคอนเทนต์ หรือเล่นใหญ่เอาคะแนน เรียกเสียงเชียร์จากบรรดาแฟนคลับและไอโอของพรรคตน พอเหตุการณ์ผ่านไปก็ลืม หรือละเลยที่จะสานต่อ เพราะไม่ใส่ใจ หรือบางกรณีก็เกรงจะไปกระทบโครงสร้างผลประโยชน์ของพวกพ้องตัวเอง
ขอไล่เรียงให้ดูง่ายๆ แบบนี้
1. เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนที่เพิ่งเกิดล่าสุด ข้อสั่งการของนายกฯ เรื่องใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน ป.12 รวมไปถึงการพูดแนวหาเสียงว่า “นี่ไงผมถึงเคยสั่งยกเลิกใบอนุญาต” มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย และเป็นการมองปัญหาผิดพลาดอย่างร้ายแรง
เพราะคนที่ก่อเหตุ ไม่ใช่คนที่มีใบอนุญาต ป.12 และไม่ต้องขอใบอนุญาต ปัญหาที่แท้จริงคือการเข้าถึงอาวุธปืนของเด็กและเยาวชน จากอาวุธปืนถูกกฎหมายที่อยู่ตามบ้านเรือนของผู้ขอใบอนุญาต ซึ่งก็คือความหละหลวมของการอนุญาตให้ซื้อ ให้มีและใช้อาวุธปืน อันหมายถึงใบอนุญาต ป.3 และ ป.4 นั่นเอง
คนที่ได้ใบอนุญาต ไม่มีการคัดกรองทางจิตเวช ไม่มีเงื่อนไขเรื่องตู้เซฟเก็บปืน หรืออุปกรณ์ล็อกไกปืน
ใบอนุญาตมีอายุตลอดชีพ คือขอครั้งเดียวจบเลย พฤติกรรมเปลี่ยน ฐานะเปลี่ยน อายุเปลี่ยน ความจำเป็นในชีวิตเปลี่ยน แต่รัฐไม่เคยตามไปตรวจสอบว่า เขากลายเป็นคนที่มีความเสี่ยงนำอาวุธปืนไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ หรือเคหสถานของเขาสุ่มเสี่ยงให้เด็ก เยาวชน เข้าถึงอาวุธปืนหรือเปล่า
เคสยิงกันในครอบครัว เกือบร้อยทั้งร้อย เป็นปืนถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตแทบทั้งสิ้น แต่รัฐไม่มีมาตรการเชิงป้องกัน ตรวจสอบ หรือต้องร่วมรับผิดชอบ หากปืนนั้นถูกนำมาใช้ก่อความเสียหาย หรือก่ออาชญากรรมร้ายแรง
การแก้กฎหมายเหล่านี้ เพื่อกำหนดอายุใบอนุญาต และมีขั้นตอนคัดกรองทุกๆ 3 ปี 5 ปี และมีสถานที่เก็บปืน รวมถึงอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ต้องทำได้แล้ว ซึ่งท่านนายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ต้องเป็นแม่งาน เป็นเจ้าภาพ สั่งการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่ใช่สร้างแค่คอนเทนต์ แล้วปล่อยให้เรื่องเงียบหาย หรือรอให้สังคมลืมๆ กันไป
2. เหตุการณ์ “นายป๋อง - นายธง” กับพวก ฆ่าหมู่นักท่องเที่ยวรัสเซีย และครอบครัวผู้บริสุทธิ์แบบยกครัว โดยก่อเหตุซ้ำซากในพื้นที่เดิม หลังออกจากคุกได้ไม่นาน
เรื่องนี้รัฐบาลควรเป็นผู้นำ เปิดเวทีประชาพิจารณ์ว่าประเทศของเราจะเอาอย่างไรกับ “โทษประหารชีวิต“ หากเดินหน้าไม่ใช้โทษประหาร เพื่อตอบรับกระแสคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ก็ต้องมีมาตรการอื่นมารองรับเสียที
เช่น กำหนดโทษขั้นต่ำที่จำเลยคดีร้ายแรง รุนแรง ต้องรับให้ครบก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการลดโทษ เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย หรือข่มขืน ต้องรับโทษจำคุก 10-20 ปีก่อน จึงจะพิจารณาเรื่องลดโทษได้
นอกจากนั้น ต้องขับเคลื่อนให้กฎหมาย JSOC หรือ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้ได้จริง
เรื่องแบบนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ มอบหมายให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกลุ่มงานประเภทนี้ เดินหน้าอุดช่องโหว่ ไม่ใช่พอกระแสเริ่มซา ก็ลืมๆ กันไป รอฆาตกรต่อเนื่องรายใหม่ปรากฏตัว ค่อยสร้างคอนเทนต์กันอีกรอบ
3. เหตุการณ์โจรใต้โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส สังหารทหารพรานถึง 5 นายในคราวเดียว ผ่านมาเกือบ 20 วันแล้ว ยังจับกุมผู้ต้องหาไม่ได้ และยังมองไม่เห็นมาตรการเชิงนโยบายที่จะลดความสูญเสียกำลังพลซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้เลย
ข่าวความเคลื่อนไหวที่เกิดตามมาคือ การยอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่า ไม่สามารถส่งมอบภารกิจดูแลพื้นที่ จาก “ทหารหลัก” ให้ “อส.” หรือฝ่ายปกครองดูแลแทนได้ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่กำหนดไว้ในปี 2570
คำถามต่อมาคือ ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จตามแผน แล้วจะเอาอย่างไรต่อ ซึ่งวันนี้ยังไม่มีคำตอบใดๆ จากรัฐบาล หรือแม้แต่รองนายกฯ ที่รับผิดชอบคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนโต๊ะพุดคุยสันติสุขฯ ก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
4. เหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” มีผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอก ขาดอากาศหายใจ และบาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องจากหนีออกมาไม่ทัน
เหตุการณ์นี้เกิดก่อนกรณีโจมตีจุดตรวจที่นราธิวาสแค่ 10 วัน มีการโหมกระแสรื้อใหญ่ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร รวมไปถึงการอนุมัติอนุญาติต่างๆ แต่พอมีข่าวใหญ่อีกข่าวมากลบ (โจมตีจุดตรวจ) เรื่องไฟไหม้สถานบันเทิงก็เงียบหายไป
5. เหตุการณ์เครนถล่มถนนพระรามที่ 2 เกิดก่อนไฟไหม้สถานบันเทิงเพียง 3 วัน เรื่องนี้เป็นข่าวน้อยมาก เพราะสังคมชินชา
แต่เหตุร้ายบนถนนสายเดียวกันนี้ เกิดซ้ำซากมาแล้วนับสิบครั้ง มีความสูญเสียตามมาทุกครั้ง และยังมีเหตุเครนถล่มทับรถไฟเมื่อตอนต้นปี ช่วงก่อนเลือกตั้ง กระทั่งนายกฯอนุทิน มีคำประกาศเท่ๆ ว่าจะยกเลิกสัญญาบริษัทรับเหมารายใหญ่ของเมืองไทย แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหาย เนียนๆ ไป แต่คนพูดเก็บคะแนนความขึงขังก่อนเลือกตั้งไปเรียบร้อยแล้ว
6.เหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์ ที่แยกมักกะสัน กลางกรุงเทพฯ เมื่อ 16 พ.ค.ปีเดียวกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในมหานครติดอันดับโลกอย่างกรุงเทพฯ น่าสงสัยว่าป่านนี้มาตรการอุดช่องโหว่ของการเกิดอุบัติเหตุลักษณะเดียวกัน ดำเนินการไปถึงไหน หรือลืมๆ กันไปแล้ว
เช่นเดียวกับเหตุเพลิงไหม้รถบัสโดยสาร พานักเรียนตัวน้อยๆ ไปทัศนศึกษา แถวๆ รังสิต เมื่อวันที่ 1 ต.ค.67 หลังเกิดเรื่อง มีการประกาศว่าจะตรวจสอบการติดตั้งถังแก๊สบนรถบัสทุกคันในประเทศไทย สุดท้ายมีการตรวจจริงหรือไม่
เพราะได้ข่าวว่า ป.ป.ท.ไล่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ขนส่ง ที่ทำหลักฐานเท็จ ตรวจรถกำมะลอ ยืนถ่ายรูปคู่กับรถ โดยไม่ต้องส่งรถมาตรวจ นับร้อยๆ คัน ซึ่งรูปที่ถ่ายเป็นหลักฐาน ก็ไม่เนียนเอาเสียเลย ดูก็รู้ว่าเป็นภาพตัดต่อ แต่ยังกล้าทำกันได้ โดยมีชีวิตประชาชนตาดำๆ เป็นเหยื่อ
ตลอดมารัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ และรัฐบาลทุกชุด แทบไม่เคยใส่ใจ ให้ความสนใจ แค่เล่นใหญ่ สร้างคอนเทนต์หลังเกิดเหตุ แล้วก็จบไป ทุกปัญหาถึงได้วนกลับมาเกิดเรื่องร้ายๆ เหมือนฝีแตกซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบนี้
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลภูมิใจไทยจะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเองว่า พวกท่านทำงานได้ ทำงานเป็น และเป็น“ภูมิใจไทย” ที่คนไทยควร “ภูมิใจแท้ๆ” ไม่ใช่เป็นแค่ “ภูมิใจเทียม” !



