หากมองเพียงตัวเลข “13 คดีอื้อฉาว” ที่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT บันทึกไว้ใน Hall of Shame ครึ่งปีแรก 2569 อาจเป็นเพียงการรวบรวมข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี
1. โกงสอบข้าราชการ อปท. มูลค่าสินบน 4.5 พันล้านบาท
2. กกร. เผยผลสำรวจ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับสินบนจากเอกชน
3. ไอ้โม่งตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร มูลค่าราว 2.3 พันล้านบาท
4. TH-Ai Passport โครงการฉาว 1.6 พันล้าน
5. เครนถล่มงานก่อสร้างทางด่วนพระรามสอง คนตาย 2 คน บาดเจ็บ 2 คน
6. อธิบดีกรมฝนหลวงลาออก หลังปฏิเสธคำขอจากหลานรัฐมนตรี
7.สินบนทองคำหนัก 246 บาท มูลค่า 16 ล้านบาท พัวพันกรรมการ ป.ป.ช. กับบิ๊กโจ๊ก
8.ป.ป.ช. มีมติปัดตกคดีนายศักดิ์สยาม สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ
9.มาเฟียภูเก็ต ใหญ่คับเกาะจนผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ ถูกเด้ง
10.คดี ส.ส. 888 มีตำแหน่งใหญ่โตในรัฐสภา แม้ต้องคดีพนันออนไลน์และฟอกเงิน
11.แจ้งเกิดเท็จ ใช้พ่อไทยทิพย์ให้ลูกได้สัญชาติไทย
12.คดีลอบยิง ส.ส. นราธิวาส มีเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันหลายคน
13. 5 ตำรวจ ตม. จัดฉากช่วยจีนเทาหนีคุก
แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น จะพบว่า “ทุกคดี” ล้วนมีตัวละครร่วมกัน คือ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ผู้มีอำนาจรัฐ และองค์กรตรวจสอบ จนกลายเป็นภาพสะท้อนว่า ปัญหาคอร์รัปชัน ของไทยกำลังเปลี่ยนจากการโกงแบบรายบุคคล ไปสู่ “คอร์รัปชันเชิงระบบ”
คดีอื้อฉาวเหล่านี้ คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลภูมิใจไทย ซึ่งมีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้นำ กำลังเผชิญ ถึงแม้รัฐบาลอาจไม่ได้เป็นผู้สร้างปัญหา แต่การแก้ปัญหา กำลังถูกวัดจาก “วิธีจัดการ” มากกว่า “วิธีอธิบาย” และตอบโต้ทางการเมือง
คดีโกงสอบ อปท. จุดเริ่มต้นโดมิโน
คดี โกงสอบท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มูลค่าการวิ่งเต้นกว่า 4,500 ล้านบาท ถือเป็นคดีที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุด ไม่ใช่เพราะเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเป็นการซื้อขาย “ตำแหน่งราชการ”
หมายถึง หากการสอบถูกซื้อได้ คนที่เข้าไปทำงานก็ย่อมต้องหาทางถอนทุนคืนจากงบประมาณท้องถิ่นในอนาคต
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการขยายผลของตำรวจ โดยมีการสอบสวนเส้นทางการเงิน เครือข่ายนายหน้า ผู้เกี่ยวข้องหลายระดับ รวมทั้งการประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจร่วมกระทำผิด
แม้รัฐบาลจะประกาศให้เป็นคดีพิเศษที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่สิ่งที่สังคมจับตาคือ จะสาวไปถึง “ผู้บงการตัวจริง” หรือหยุดเพียงผู้ปฏิบัติ และยังเป็นเดิมพันการเมืองของนายกฯอนุทิน ที่อยู่ในสถานะ มท.1
TH-AI Passport สู่ข้อครหาผลประโยชน์
โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ของกระทรวงดีอี ที่มีไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นเจ้ากระทรวง ถูกตั้งข้อสงสัยตั้งแต่การกำหนดคุณสมบัติผู้เสนอราคา ความคุ้มค่า และความจำเป็นของโครงการ
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ป.ป.ช. และคณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่เรียกข้อมูลและผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมถึงตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและ TOR
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงเรื่องการจัดซื้อ แต่รวมถึงการใช้นโยบายดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ให้เอกชนบางกลุ่มหรือไม่
สินบนทองคำ กับวิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ
กรณี ทองคำ หนัก 246 บาท มูลค่ากว่า 16 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงบุคคลระดับสูงและกรรมการ ป.ป.ช. กลายเป็นคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อองค์กรตรวจสอบเสียเอง
เพราะเมื่อผู้ทำหน้าที่ปราบโกง ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับผลประโยชน์ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการตรวจสอบย่อมสั่นคลอน
ขณะนี้ ป.ป.ช. มีการตั้งคณะไต่สวนข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินคดีในส่วนของเส้นทางทรัพย์สินและการให้สินบน โดยมีการตรวจสอบธุรกรรม การครอบครองทองคำ และพยานบุคคลหลายฝ่าย
คดีศักดิ์สยาม ความย้อนแย้งระหว่างองค์กรรัฐ
คดีซุกหุ้น ของอดีต รมว.คมนาคม กรณีที่ ป.ป.ช. มีมติไม่รับข้อกล่าวหาในบางประเด็น ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในคดีลักษณะเกี่ยวเนื่อง ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “มาตรฐานเดียวกัน” ขององค์กรอิสระ
แม้ตามกฎหมายแต่ละองค์กรใช้อำนาจคนละส่วน แต่ในทางการเมือง ภาพที่เกิดขึ้นคือ ความไม่สอดคล้องขององค์กรตรวจสอบ
ฝ่ายค้านและภาคประชาชนยังคงติดตามว่ามีข้อมูลใหม่เพียงพอที่จะรื้อฟื้นการตรวจสอบหรือไม่
ที่น่าสนใจคือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ คีย์แมนพรรคภูมิใจไทย ยังมีบทบาทการเมืองอยู่เบื้องหลังรัฐบาล ความเป็นไปของคดีนี้ จึงถูกจับตาว่า จะเป็นการเคลียร์ทางให้ศักดิ์สยามกลับมาอยู่หน้าฉากการเมืองได้หรือไม่
ไอ้โม่งน้ำมัน-มาเฟียภูเก็ต-จีนเทา
3 คดีนี้สะท้อนปัญหาเดียวกัน คือ “รัฐอ่อนแอกว่าเครือข่ายอิทธิพล” การกักตุนน้ำมันกว่า 57 ล้านลิตร มีการสอบสวนโดยกรมธุรกิจพลังงาน ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าพลังงานผิดกฎหมายและการเอื้อประโยชน์
ส่วนคดีมาเฟียภูเก็ต นำไปสู่คำสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยกระทรวงมหาดไทย และมีการขยายผลถึงเครือข่ายผู้มีอิทธิพลในพื้นที่
ขณะที่คดีตำรวจ ตม. ช่วยผู้ต้องหาจีนเทาหลบหนี มีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาและการสอบสวนของหน่วยงานต้นสังกัด
ทั้ง 3 คดีแสดงให้เห็นว่า การทุจริตไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องงบประมาณ แต่ลุกลามไปถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
2 คดี “ระเบิดเวลาทางการเมือง”
ACT ยังชี้ไปถึง คดีฮั้วเลือก ส.ว. คดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแม้ไม่ถูกนับอยู่ใน 13 บัญชีดำ แต่กลับเป็นคดีที่กระทบโครงสร้างอำนาจรัฐโดยตรง
ทั้ง 2 คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของหลายหน่วยงาน ทั้ง กกต. ดีเอสไอ ป.ป.ช. และศาลในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยยังมีข้อถกเถียงด้านอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญตัวละครสำคัญในคดีนี้ ล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นผู้มีบารมีหลังม่านรัฐบาลตัวจริง ความพยายามจะยื้อคดีไปให้ยาวนานที่สุด ย่อมมีนัยการเมืองต่อเสถียรภาพรัฐบาล
จุดพลิกวิกฤติศรัทธา “รัฐบาลอนุทิน”
แม้ รัฐบาลอนุทิน นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล จะประกาศชัดหลายครั้งเมื่อถูกถามถึงคดีเหล่านี้ว่า จะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และให้องค์กรอิสระดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสีน้ำเงิน กลับเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เกิดคำถามว่า ทำไมบางคดีเดินหน้าเร็ว บางคดีเงียบ บางคดีใช้เวลาหลายปี
การไม่แทรกแซง แม้เป็นหลักการที่ถูกต้อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลและ นายกฯอนุทิน ยังถูกคาดหวังให้แสดง “ภาวะผู้นำ” ผ่านการผลักดันมาตรการป้องกัน เช่น การเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส การเร่งปฏิรูประบบสอบคัดเลือก การผลักดันฐานข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) และการเพิ่มความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเห็นคนผิดถูกจับ แต่ต้องการเห็น “ระบบ” ที่ทำให้การโกงเกิดขึ้นได้ ถูกแก้ไข
Hall of Shame ของ ACT จึงไม่ใช่เพียง “บัญชีดำ” แต่เป็นเหมือนรายงานผลสุขภาพของรัฐไทย 13 คดีใหญ่ในเวลาเพียงครึ่งปี สะท้อนว่า การทุจริตไม่ได้เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่แทรกตัวอยู่ในระบบราชการไทย ระบอบการเมืองไทย ที่เห็นได้จากกระบวนการสอบบรรจุ การจัดซื้อจัดจ้าง การบังคับใช้กฎหมาย การเมือง และแม้แต่กระบวนการยุติธรรม
ขณะที่คดีเก่ายังไม่ถูกสะสาง จะมีคดีใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ ที่สำคัญรัฐบาลจะทำให้ประชาชนเชื่อได้อย่างไรว่า ทุกคดีจะถูกตรวจสอบจนถึงที่สุด โดยไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีอำนาจทางการเมืองใดสามารถหยุดกระบวนการยุติธรรมได้
หากสามารถทำให้เห็นผลลัพธ์เช่นนั้นได้ วิกฤติศรัทธาอาจคลี่คลายลงได้
แต่หากคดีใหญ่ทยอยเงียบหาย หรือจบลงเพียงการลงโทษผู้ปฏิบัติระดับล่าง “บัญชีดำคอร์รัปชัน” ของปี 2569 ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติความเชื่อมั่นของ“รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่ลุกลามจนหยุดไม่ได้



