เข้าสู่ฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง บรรยากาศในกระทรวงต่าง ๆ คึกคักยิ่งกว่าฤดูเลือกตั้งย่อย เพราะสิ่งที่กำลังถูกจัดวาง ไม่ใช่เพียง “คน” แต่คือ “อำนาจ” เครือข่ายในวงราชการ ที่จะอยู่ยาวนานกว่ารัฐมนตรี เพราะนักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการอยู่ต่อยาวนานเป็นสิบปี
จึงไม่แปลกที่ทุกกระทรวงจะมีการ “วางสาย” วางเครือข่าย วางคนที่ไว้ใจ เพื่อเป็นมือเป็นไม้ขับเคลื่อนนโยบาย หรือบางครั้งก็เพื่อเป็นฐานอำนาจในอนาคต
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแต่งตั้งคนของตัวเอง แต่อยู่ที่ การแต่งตั้งโปร่งใส เป็นธรรม และอธิบายต่อสังคมได้หรือไม่
และกรณีใน “กระทรวงศึกษาธิการ” มีเรื่องไม่ชอบมาพากล ที่ถูกฉอดในกระทรวงที่ดูเหมือนโลว์โปรไฟล์ ทั้งรัฐมนตรี และผลงาน
กำลังกลายเป็น “ตัวอย่าง” ที่อาจถูกตั้งคำถามว่า นี่คือการบริหารบุคคล หรือการบริหารเครือข่ายทางการเมืองกันแน่
ปัดฝุ่น ศธภ.ซี 10 เร่งเต็มสปีด
ตำแหน่งศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ซี 10 จำนวน 6 อัตราในกระทรวง ถูกปัดฝุ่นกลับมาอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่า ภารกิจซ้ำซ้อนกับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่
ที่สำคัญ ตำแหน่งนี้ไม่ได้มีฐานจากพ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ถือกำเนิดจากคำสั่ง คสช. ในยุครัฐบาล“ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุค "พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ" เป็น รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งระงับการแต่งตั้งไว้ ต่อมาในยุค ดร.แหม่ม "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" ก็ไม่ได้เดินหน้า เพราะเห็นว่า “ไม่มีความจำเป็น”
แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาคุมกระทรวงตำแหน่งที่เคยถูกพักไว้ กลับถูกเร่งเดินหน้า สวนทางนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล ที่ประกาศลด การเพิ่มตำแหน่งระดับสูงที่ไม่จำเป็น เพื่อลดภาระงบประมาณ
คำถามจึงเกิดขึ้นทันที เหตุใดตำแหน่งที่เคยถูกมองว่าไม่มีความจำเป็น จึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนในวันนี้
โดยรัฐมนตรีประเสริฐ ได้สั่งการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เร่งดำเนินการ
อย่างไรก็ตามประเด็นที่ทำให้เสียงวิจารณ์จากในกระทรวง ดังไปถึงพรรคเพื่อไทย คือ"วิธีคัดเลือก" เพราะกระบวนการสรรหาครั้งนี้ ไม่มีการสอบข้อเขียน ไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติทั้งหมดเข้ารับการคัดเลือก แต่ใช้วิธีเชิญเฉพาะผู้ที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าสัมภาษณ์
ในที่สุด คณะกรรมการสรรหาผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการระดับสูง ซึ่งมี "มณฑล ภาคสุวรรณ์" เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เป็นประธาน ก็ประกาศผลการคัดเลือก เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569
อย่างไรก็ตาม แม้ระเบียบอาจเปิดช่องให้ดำเนินการได้ แต่ในยุคที่สังคมจับตาความโปร่งใส วิธีการเช่นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามว่า การแข่งขันเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมหรือไม่ เพราะยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไร ความน่าเชื่อถือของกระบวนการ ยิ่งสำคัญกว่าตัวบุคคล
“ลูกอดีตปลัด”กับข้อครหาที่หลีกไม่พ้น
ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ "ดร.สัมนาการณ์ บุญเรือง" อายุ 41 ปี กำลังจะขยับขึ้นเป็นซี 10 ตำแหน่ง "ศึกษาธิการภาค 7" รับผิดชอบพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล โดยอายุราชการ ยังอีกยาวนานเกือบ 20 ปี
ประวัติราชการ ดร.สัมนาการณ์ ถือว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ถูกจับตาคือสายสัมพันธ์ เพราะเป็นลูกชายของ "ประเสริฐ บุญเรือง" อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ยิ่งเมื่อเส้นทางราชการส่วนใหญ่ ทั้งบิดาและลูกชาย เติบโตในพื้นที่บุรีรัมย์ และกำลังจะได้รับแต่งตั้งไปดูแลรับผิดชอบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อน
คำถามจึงตามมาเป็นชุด เกณฑ์อะไรที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจ เหตุใดจึงเลือกคนที่ไม่เคยทำงานในพื้นที่ความมั่นคง เหตุใดจึงข้ามหัวผู้บริหารอาวุโสอีกจำนวนมาก
คำถามเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นไม่มีความสามารถ แต่ในระบบราชการ “ความสามารถ” ต้องพิสูจน์ได้ พร้อม ๆ กับการหลีกเลี่ยงภาพของผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ “ภาพลักษณ์” ก็สำคัญไม่แพ้ข้อเท็จจริง
ตีกลับปมคุณสมบัติ สุ่มเสี่ยง
อีกหนึ่งชื่อ ที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระแส แต่กรณีของ "อาทิตยา ปัญญา" เป็นเรื่อง “คุณสมบัติ” จากผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.) ที่เธอเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือน ก.พ.2569 ผ่านไปเพียง 5 เดือน ก็มีชื่อได้รับคัดเลือกขึ้นเป็น “ศึกษาธิการภาค 2” ซี 10
ทุกอย่างเหมือนจะผ่านฉลุย เมื่อ “ประเสริฐ รมว.ศึกษาธิการ เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เมื่อ 21 ก.ค.2569 แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อ ดร.เชน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ ซึ่งกำกับดูแล ศธ. ที่ต้องกลั่นกรองเรื่อง สั่งเบรกกะทันหัน
เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ. แล้วยังมีข้อกังขาว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อรายนี้ยังมีคุณสมบัติไม่ครบ จึงไม่ลงนามรับรองวาระแต่งตั้งโยกย้ายของ ศธ.เข้าที่ประชุม ครม.
2 กรณีตัวอย่าง ในการแต่งตั้งโยกย้ายซี 10 ศธ. ที่ต้องสะดุดลง คำถามอาจไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีเพียงคนเดียว หากเรื่องคุณสมบัติเป็นปัญหาจริง แล้วสามารถผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการสรรหาได้ ย่อมต้องมีคำถามย้อนกลับไปยังผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่คณะกรรมการคัดเลือก สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายตรวจสอบคุณสมบัติ จนถึงผู้เสนอเรื่อง
เพราะหากปล่อยให้รายชื่อเข้าสู่ ครม. ทั้งที่คุณสมบัติยังไม่ครบ ย่อมสะท้อนว่า ระบบตรวจสอบภายในเกิดความผิดพลาด หรือมีใครมองข้ามบางหลักเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ล้วนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการทั้งหมด
แม้การแต่งตั้งโยกย้าย มักเลี่ยงไม่พ้นคำถามเรื่อง “คนของใคร” แต่หากมีความไม่ปกติ ย่อมไม่พ้นถูกขุดคุ้ยถึงกระบวนการ ความโปร่งใสความเป็นธรรม และปราศจากอิทธิพลทางการเมืองหรือไม่
หากเคลียร์ไม่ดี สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็น “ชนวนการเมือง” ที่ย้อนกลับมาสั่นคลอน ความน่าเชื่อถือของทั้งกระทรวง ลุกลามไปถึงพรรคเพื่อไทย กระทบรัฐบาล อย่างเลี่ยงไม่ได้


