วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ปิดสภา-เปิดฤดู’ ล่ารัฐบาล ปชน.เปิดแนวรบ 'ภท.-พท.' ก่อนศึกซักฟอก

 หากช่วงเปิดสมัยประชุม สภาฯ คือสนามรบ แต่ช่วงปิดสมัยประชุม กำลังกลายเป็น “สนามสะสมหลักฐาน”ของฝ่ายค้าน และสัญญาณล่าสุดชัดเจนว่า พรรคประชาชนในฐานะแกนนำ กำลังเดินเกมรุก ก่อนเปิดศึกซักฟอกครั้งใหญ่

 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรปิดสมัยประชุม สถานการณ์ดูเหมือน “การเมืองพักรบ” แต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นตรงกันข้าม เพราะฝ่ายค้านกำลังปรับยุทธศาสตร์จากการรออภิปรายในห้องประชุม มาเป็นการ “เปิดแนวรบนอกสภา” ใช้ข้อมูล ใช้พยาน ใช้เวทีสาธารณะ และใช้แรงกดดันจากสังคม เป็นเครื่องมือบีบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

 คดีโกงเลือก สว.ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพยายามยื้อคดี แต่ล่าสุด การที่ iLaw นำข้อมูลและพยานมายื่นให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ 9 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย ทำให้เรื่องฮั้ว สว.จากคดีของผู้สมัคร ลากไปยังนักการเมือง เพื่อให้ตรวจสอบต่อว่า มีระดับรัฐมนตรี หรือผู้นำพรรคอยู่เบื้องหลังหรือไม่

 โดยรายชื่อที่ถูกยื่นมีตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. และอดีตผู้บริหารสภาฯ แม้ทั้งหมดจะยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย แต่ฝ่ายค้านไม่หวัง รอผลสอบของ กกต. แต่สร้างแรงกดดันทางสังคมและการเมือง เพื่อไม่ให้คดีเงียบหาย 

 ยิ่งเมื่อ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” แกนนำพรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ประกาศชัดว่าจะใช้ทุกกลไกของสภา พร้อมเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า เรื่องนี้จึงไม่ได้จบแค่การยื่นหนังสือของภาคประชาสังคม แต่จะเป็น “คดีการเมืองแห่งปี”

 สิ่งที่ฝ่ายค้านกำลังทำ ไม่ใช่เพียงกล่าวหานักการเมือง แต่ทำให้สังคมจับตา กกต. โดยพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตไว้ 3 ประเด็นคือ อย่าตัดตอนจนไปไม่ถึงผู้สั่งการ อย่าดำเนินคดีเฉพาะบางจังหวัด อย่าดำเนินคดีเฉพาะ สว.บางกลุ่มเพื่อปกป้องแกนนำ

 ขณะที่ฝั่งรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อยู่ในสถานการณ์ตั้งรับ ตอบโต้อย่างเพลย์เซฟ “ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร” พร้อมย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามการสืบสวนสอบสวน 

 ถือเป็นการเลือกใช้ยุทธศาสตร์ “ไม่ปะทะ” ไม่ตอบรายละเอียด ไม่โต้ข้อกล่าวหาเป็นรายประเด็น ไม่เปิดศึกกับฝ่ายค้าน  

 ในทางการเมือง แม้วิธีนี้ของหัวหน้ารัฐบาล จะช่วยลดการสร้างประเด็นใหม่ แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะหากต่อมามีหลักฐาน หรือพยานเพิ่มเติมตามที่ฝ่ายค้านประกาศไว้ รัฐบาลอาจกลายเป็นฝ่ายตั้งรับตลอดเกม

 ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลกำลังเผชิญอีกคดีที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างมาก คือคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

 แม้นายกฯอนุทิน จะยืนยันว่า “ถึงใครก็ถึงคนนั้น” “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” พร้อมประกาศว่า หากเส้นเงินไปถึงรัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการ 

 ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมือง จุดยืนของรัฐบาล แต่สิ่งที่สังคมต้องการมากกว่าคำพูดของนายกฯ คือผลสอบที่ชัดเจน เพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับผู้เข้าสอบหลายหมื่นคน และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบราชการทั้งระบบ ที่ฝ่ายค้านย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ

 ขณะเดียวกัน "รักชนก ศรีนอก" ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาฯ จากพรรคประชาชน ก็กำลังเปิดอีกแนวรบหนึ่ง คือการตั้งข้อสังเกต "โครงการ National Digital Learning Platform (NDLP) ของกระทรวงศึกษาธิการ" มูลค่ารวมกว่า 5,600 ล้านบาท ที่ ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย กำกับดูแล

 แม้พรรคประชาชนจะไม่ได้กล่าวหาว่ามีการทุจริตโดยตรง แต่เลือกใช้วิธีตั้งคำถามเชิงนโยบายและเชิงงบประมาณ เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบว่า เหตุใดโครงการสร้างแพลตฟอร์ม จึงเขียนทีโออาร์เป็นการจ้างที่ปรึกษา 475 คน เหตุใดจึงแยกเป็น 2 เฟส ทั้งที่วัตถุประสงค์ใกล้เคียงกัน เหตุใดมหาวิทยาลัยรัฐจึงเป็นผู้รับงาน ก่อนจะมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการส่งต่อให้เอกชนดำเนินการ

 ภาพที่เห็นชัด ในช่วงปิดสมัยประชุมคือ ฝ่ายค้านไม่ได้รอเวลาเปิดประชุมสภา แต่เดินหน้ารับข้อมูลจากภาคประชาชน นักวิชาการ สว.สำรอง และผู้ร้องเรียน เปิดเวที เปิดข้อมูล เปิดพยาน และสร้างแรงกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากการใช้ยุทธศาสตร์ “ครม.เงา” แล้ว ยังใช้รูปแบบการทำงานของ “คณะกรรมาธิการเงา” แม้จะไม่มีอำนาจสอบสวนตามกฎหมาย แต่ใช้อำนาจทางการเมืองสร้างแรงกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง

 ดังนั้น เกมที่รัฐบาลกำลังเผชิญคือ ศึกหลายด้านจาก หลายคดีพร้อมกัน โดยฝ่ายค้านกำลังเปิดหลายแนวรบพร้อมกันหลายประเด็น และรุกทั้งพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย 

 ล่าสุด พรรคประชาชน ได้สรุปความคืบหน้า 10 ประเด็นที่ สส.ของพรรค เรื่องการติดตามตรวจสอบทั้งในและนอกสภาฯ

 ทั้งคดีทุจริตการเลือก สว.หรือ คดี ฮั้ว สว. เพื่อไม่ปล่อยให้คดียืดเยื้อจนหมดอายุความ คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ตรวจสอบการใช้งบประมาณของโครงการ TH AI Passport การใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนประกันสังคม พร้อมเสนอร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อปฏิรูปกองทุนประกันสังคมให้กลับมาเป็นของผู้ประกันตน

 การแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนในลำน้ำหลายสายของรัฐบาล ติดตามสถานการณ์พลังงาน เสนอแนวทางปรับโครงสร้างด้านพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว กรณีกองขยะโฟมทะลักพังกำแพงหมู่บ้านรักษาวิลล์ 2 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  

  ติดตามปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อผลักดันการคืนสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทย เปิดโปงขบวนการ “พ่อทิพย์” ที่ถูกกล่าวหาว่าเอื้อให้ทุนต่างชาติได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ

 ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่พรรคประชาชน เก็บข้อมูลเตรียมไว้สำหรับอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งยุทธศาสตร์แบบนี้ของฝ่ายค้าน ทำให้รัฐบาลต้องกระจายกำลังตอบคำถามหลายด้าน ยิ่งหากแต่ละคดีมีข้อมูลใหม่ทยอยออกมาเป็นระยะ จะทำให้รัฐบาลต้องอยู่ในภาวะ ตั้งรับต่อเนื่อง

 จากจังหวะการเคลื่อนไหวในช่วงปิดสมัยประชุมครั้งนี้ ดูเหมือนฝ่ายค้านกำลังพยายามทำให้ทุกสัปดาห์ กลายเป็นวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาฯ