วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ไทย-กัมพูชา’ ปักธง UNCLOS ขุมทรัพย์ใต้ทะเล VS อธิปไตย

งวดเข้ามาทุกขณะ กับกระบวนการคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมาธิการการประนอม ระหว่างไทย-กัมพูชา กลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน (ฝ่ายละ 2 คน และประธาน 1 คน) ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA)

ปัจจุบันองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการ “ฝ่ายไทย” ประกอบด้วย ศ.ดร. รือดีเกอร์ โวลฟรุม อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ - ITLOS และนายอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมนน์ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานศาล ITLOS

ส่วน“ฝ่ายกัมพูชา” ประกอบด้วย นายปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน อดีตประธานคณะกรรมาธิการประนอมฯ ติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย และ ศ.ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

ล่าสุด ได้มีการเสนอรายชื่อบุคคลที่จะมานั่งเป็นประธานฯ จำนวน 9 คน โดยให้ฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา เลือกฝ่ายละ 3 คน และส่งรายชื่อให้กับ คณะกรรมาธิการฯฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา เป็นผู้คัดเลือก คาดว่าจะได้ชื่อประธานฯวันที่ 19 ก.ค. นี้

ความสำคัญบุคคลที่จะมานั่งเป็นประธานฯ ฝ่ายไทยกำหนดคุณสมบัติ เป็นนักการทูตและนักกฎหมาย และต้องมีความเที่ยงธรรม โดยวัดจากผลงานเป็นที่ประจักษ์ และมุมมองที่มีต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่แสดงออกในเวทีต่างๆ ห้วงก่อนหน้านี้

ทว่า หากคณะกรรมาธิการฯฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา 4 คน ยังไม่สามารถคัดเลือกประธานฯ ได้ ทั้ง 2 ประเทศจะต้องลงนามเห็นชอบให้ขยายเวลาในการคัดเลือกออกไปได้อีก จากเดิมกำหนดไว้ 1 เดือน

ในทางตรงกันข้าม หากได้ตัวประธานฯ ตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ คณะกรรมาธิการการประนอมฯ ทั้ง 5 คน จะนัดประชุมพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อตกลง แนวทางการทำงาน จากนั้นต้องพูดคุยกับไทยและกัมพูชา ผู้ประนอมทั้ง 5 คน จะพูดคุยถึงปัญหา และแนวทางการแก้ไข ซึ่งอาจจะใช้ประสบการณ์จากกรณีของติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย โดยผลลัพธ์ที่จะออกมาจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี และหากยังไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้อย่างสมบูรณ์ ก็ยังคงต้องพูดคุยกันต่อ เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในที่สุด

โฟกัสกันที่เป้าหมายฝ่ายกัมพูชา ภายหลังประสบวิกฤติด้านพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ควบคู่กับการถูกกดดันจากนานาชาติกวาดล้างสแกมเมอร์ รวมถึงไทยปิดด่านลากยาว ส่งผลกระทบเศรษฐกิจภายในประเทศซบเซา

ขุมทรัพย์ใต้ทะเลในพื้นที่อ้างสิทธิ์ คือหมุดหมายสำคัญ “กัมพูชา” หวังใช้กลไกการประนีประนอมภาคบังคับ เสนอให้มีการพัฒนาและแบ่งปันทรัพยากรน่านน้ำร่วมกัน ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเรื่องเขตแดนทางทะเลไหล่ทวีป

กัมพูชาใช้ทั้งไม้แข็ง กดดัน บังคับ ควบคู่กับไม้อ่อน ให้ฝ่ายไทยคล้อยตามผ่านการส่งสัญญาณ “แก้ว รัตนัค” รัฐมนตรีกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศในตอนหนึ่งระบุว่า ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ทำให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

กัมพูชากำลังพึ่งพาแหล่งพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานน้ำ และกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังเติบโต เพื่อรับมือกับวิกฤตในปัจจุบัน แต่ความหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับสินทรัพย์เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มเติม

ก่อนเกิดวิกฤติ บางทีทุกประเทศอาจให้ความสนใจกับความมั่นคงด้านพลังงานน้อยกว่านี้ แต่วิกฤตที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะแรงกดดันจากช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ประเด็นความมั่นคงด้านพลังงานของทุกประเทศมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

กัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกับไทย ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่ามานานหลายทศวรรษ ความขัดแย้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการสู้รบ 2 ครั้งเมื่อปีที่แล้ว และทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 150 คน ก่อนที่จะมีการหยุดยิงครั้งล่าสุดในเดือน ธ.ค.2568

พื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร ในอ่าวไทยที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิ คาดว่ามีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ควบคู่ไปกับน้ำมันปริมาณมาก บริษัทน้ำมันและก๊าซข้ามชาติรายใหญ่ รวมถึง TotalEnergies สนใจที่จะเริ่มกิจกรรมการสำรวจนอกชายฝั่ง หากประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งเกี่ยวกับพื้นที่ทะเลในอ่าวไทยได้ ดังนั้นกัมพูชาจะต้องพึ่งพา UNCLOS เพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล

"เนื่องจากต้องใช้เวลาหลายปีในการสำรวจและพัฒนา การแก้ไขข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากคุณรออีกหลายสิบปี โอกาสที่จะดึงดูดเงินทุนเพื่อสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซ อาจไม่มีแล้ว และบริษัทขนาดใหญ่ก็ตระหนักถึงเรื่องนี้” แก้ว รัตนัค กล่าว

ขณะที่ “ฝ่ายไทย” ให้ความสำคัญเรื่องอธิปไตยต้องมาก่อน การประนีประนอมภาคบังคับ ควรจำกัดเฉพาะเรื่องของเขตแดนทางทะเลไหล่ทวีปเท่านั้น ธงของฝ่ายไทย กัมพูชาต้องรื้อเขื่อนดักตะกอน สิ่งปลูกสร้างกระทบอธิปไตยทางทะเลของไทย และเปลี่ยนระบบนิเวศเกือบ 30 ปี ทำให้ไทยสูญเสียพื้นที่บ้านหาดเล็ก จ.ตราด ประมาณ 3,000 ตารางเมตร ในขณะเดียวกันเกาะกงกัมพูชา กลับมีพื้นที่เพิ่มประมาณ 30,000 ตารางเมตร

พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยของไทย และจะใช้กลไก UNCLOS แก้ปัญหา เนื่องจากเขื่อนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่กัมพูชา ห่างจากหลักเขต 73 บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพียง 300 เมตร ซึ่งเดิมทีเป็นการก่อสร้างท่าเรือ รองรับเรือท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศของกัมพูชา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน

อีกประเด็นคือการลากเส้นฝ่ายกัมพูชาผ่านกึ่งกลางเกาะกูดของไทย คณะกรรมาธิการการประนอมฯทั้ง 5 คน ต้องพิจารณา ในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายทางทะเล มีความถูกต้องหรือไม่ และข้อเท็จจริงควรเป็นเช่นใด

ทั้งหมดนี้ คณะกรรมาธิการการประนอมฯจะได้ข้อเสนอแนะภายใน 1 ปีเป็นแนวทางปฏิบัติให้ไทย-กัมพูชา แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะยุติข้อพิพาทได้หรือไม่ เพราะแค่เริ่มต้นสองประเทศก็เห็นไม่ตรงกันแล้ว ฝ่ายไทยต้องการจำกัดอำนาจหน้าที่ของคณะประนอมภาคบังคับเฉพาะเรื่องเขตแดนทางทะเล แต่ฝ่ายกัมพูชาอยากพ่วงการแบ่งผลประโยชน์พื้นที่อ้างสิทธิ์ทำควบคู่กันไป ส่อเค้าปัญหาจะกลายเป็นมหากาพย์อีกยาว