ควันหลงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สส.“เอกราช อุดมอำนวย” พรรคประชาชน อภิปรายสอบถาม “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม
เหตุใดไม่ลงนามซื้อ“เรือฟริเกต”ลำที่ 2 เพราะการยกเลิก MOU 2544 และหันไปใช้การเจรจา UNCLOS กองทัพเรือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มศักยภาพในการต่อรอง และเจรจาภารกิจในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลกลับถูกรัฐมนตรีตัดงบ
“รู้ทั้งรู้ ยังทำแบบนี้กับกองทัพเรือ ผมถามตรงๆ ว่า มีวัตถุประสงค์อะไร หากไม่ได้มีเจตนาทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือ จนถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจที่กองทัพเรือสาปส่งลงทะเลอ่าวไทย”
ด้าน “บิ๊กดุลย์” โต้กลับทันควัน ตนเติบโตมาจากทหารชั้นประทวน ผ่านผู้บังคับหน่วยมาทุกตำแหน่ง ไม่เคยมีพฤติกรรมชั่วๆ อย่างที่พูดมา
"เรื่องเรือฟริเกต ที่ผู้อภิปรายกล่าวหาผมเป็นรัฐมนตรีปีศาจ หากเป็นสมัยก่อน ผมคงเดินลงไปหา แต่วันนี้ต้องขออภัย เราเป็นพี่น้องกัน ผมต้องขออภัยที่พูดแบบนี้ เพราะการพูดของผู้อภิปราย ทำลายศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์อย่างมาก ยืนยันว่าถ้าผมชั่วคงไม่มีทางมาถึงขั้นนี้ หากผมชั่วตรงไหนให้บอกมาเลย เรื่องเรือฟริเกตผมได้พูดคุยกับ ผบ.ทร.ถึง 2 ครั้ง ซึ่งผมก็บอกว่า ขอให้กองทัพเรือและประเทศชาติได้ประโยชน์ และขอให้ ผบ.ทร.ซื้อบริษัทที่เขาซื้อสินค้าเราด้วย”
พล.ท.อดุลย์ ชี้แจงเหตุผลที่ไม่อนุมัติเรือฟริเกตลำที่ 2 หากดูภาระงบประมาณของกองทัพเรือในปี 2570 ที่ได้รับงบประมาณกว่า 4 หมื่นล้าน หากซื้อเรือฟริเกตจะเหลือเงินประมาณ 1.38 พันล้าน เป็นภาระงบประมาณ และหากซื้อลำที่ 2 ในปีเดียวกัน ก็จะทำให้ติดลบในงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่า หากเป็นท่านจะซื้อหรือไม่
พร้อมยืนยันว่า ศักยภาพในการพร้อมรบอยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้ว เราสามารถร่วมกับกองทัพอากาศ ถ้าปีต่อไปภาระงบประมาณของกองทัพเรือดีขึ้น เราก็จะสามารถจัดหาได้ ซึ่งทุกคนเป็นคนไทย หวังดีกับประเทศชาติทั้งนั้น ไม่มีใครไม่อยากให้กองทัพเรือไม่มีศักยภาพ
ตัดกลับมาที่ความคืบหน้าการคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกตลำแรก เข้าสู่โค้งสุดท้าย ภายหลัง“กองทัพเรือ”ได้ตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา ทั้งด้าน ยุทธการ วิศวกรรมเครื่องต่อเรือและเครื่องกลเรือ ระบบอาวุธ สื่อสารและอิเล็กทรอนิกส์ การส่งกำลังบำรุง และอื่นๆ
หากอ้างอิงจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) ระบุเพียงสั้นๆ ว่า เป็นไปตามไทม์ไลน์ พร้อมยืนยันเรื่องความโปร่งใส
แม้ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า จะส่งให้ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ลงนามภายในเดือน ก.ค.นี้ ใช่หรือไม่ ผบ.ทร. ยังคงย้ำคำตอบเดิม จะเสนอขึ้นไปตามไทม์ไลน์
ขณะที่ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพเรือจะชี้แจงข้อสงสัยทั้งหมดครบทุกประเด็น โดยอยู่ภายในกรอบที่สามารถเปิดเผยได้ ยกเว้นเรื่องที่กระทบปฏิบัติการทางทหาร ไม่กระทบบริษัทเอกชน และไม่กระทบ OPSEC (Operations Security) หรือ กระบวนการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
“ยืนยันว่า การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ผมเชื่อว่า ไม่มีคณะกรรมการฯคนใด อยากเอาตัวเองไปเสี่ยง ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ ที่สำคัญ ทร. มีผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม กำกับอยู่ตลอดเวลา” โฆษก ทร.ระบุ
ทั้งนี้หากย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ ทร.เปิดรับข้อเสนอจากบริษัทที่มีศักยภาพ และมีประสบการณ์ในการต่อเรือฟริเกตจากหลายประเทศ หลังครบเดดไลน์วันที่ 21 เม.ย. มี 6 ราย จาก 11 ราย ยื่นข้อเสนอเข้ามา ได้แก่
1.บริษัท Hyundai Heavy Industries Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
2.บริษัท Singapore Technologies Engineering Ltd. (สาธารณรัฐสิงคโปร์)
3.บริษัท Askeri Fabrika ve Tersane İşletmeleri A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
4.บริษัท TAIS Gemi İnşa ve Teknoloji A.Ş. (สาธารณรัฐตุรกี)
5.บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. (สาธารณรัฐเกาหลี)
6.บริษัท Navantia S.A. (ราชอาณาจักรสเปน)
โดยคณะกรรมการฯ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนพิจารณาข้อเสนอ 6 บริษัท เช่น คุณสมบัติของผู้เสนอราคา ข้อเสนอทางเทคนิค ข้อเสนอด้านการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset) กำหนดให้บริษัทผู้ชนะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและดำเนินการต่อเรือภายในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าโครงการ ข้อเสนอด้านราคา และจะมีการประกาศผลต่อไป
นับจากนั้นมา ทร.ก็ตกอยู่ในสภาวะกดดัน น้ำท่วมปาก ไม่สามารถพูดหรือชี้แจงอะไรที่อยู่นอกกรอบที่จะทำได้ หลายบริษัทมีการขยับเขยื้อนแข่งกันประชาสัมพันธ์อัดโปรโมชั่นที่ได้เสนอให้กับ ทร.ในรูปแบบต่างๆ ในสื่อหลัก โซเชียลมีเดีย ชูโรงต่อเรือในไทย 100% หรือให้ลิขสิทธิ์แบบเรือนำไปต่อยอดในอนาคต
ปรากฎการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่บริษัทต่อเรือฟริเกตอาศัยพื้นที่หน้าสื่อช่วงชิงความได้เปรียบ เพราะตราบใดที่ ทร.ยังไม่ประกาศผล ทุกบริษัทยังถือว่ามีความหวังที่ข้อเสนอของบริษัทตัวเองจะเข้าวิน
เรือฟริเกตลำแรกมีความสำคัญอย่างไร หากพิจารณายุทธศาสตร์กองทัพเรือ ที่ต้องมีเรือฟริเกตครบ 8 ลำ ในปี 2580 เพื่อดูแลทะเลฝั่งอันดามัน 4 ลำ ฝั่งอ่าวไทย 4 ลำ นับว่า ทร. จวนตัวเต็มที กับห้วงเวลากระชั้นชิด เพราะเรือฟริเกต 1 ลำใช้เวลาต่อ 5-6 ปี กว่าจะส่งมอบ
และอีก 7 ปีข้างหน้านี้ สภาพของเรือหลวงตากสิน เรือหลวงนเรศวร ไม่สามารถยื้อได้อีกต่อไป
ส่วนเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง เรือหลวงกระบุรี เรือหลวงสายบุรี ก็จะถูกปรับจากเรือฟริเกต เป็นแค่เรือโอพีวี โดยเฉพาะเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงบางปะกง ขีดความสามารถใต้น้ำและอากาศยานเท่ากับศูนย์ไปแล้ว
จะสังเกตได้ว่า ทร.พยายามเสนอจัดซื้อเรือฟริเกต 2 ลำพร้อมกัน ตั้งแต่ยุครัฐบาลเพื่อไทย ที่มีภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ เป็นรมว.กลาโหม โดยวางแผนไว้ว่า หากได้ 2 ลำ ก็จะเว้นช่วงและไปเสนออีก 2 ลำ หลังปี 2570 แต่ได้อนุมัติเพียง 1 ลำ ด้วยเหตุผลภาระเรื่องงบประมาณ
เมื่อมาถึงรัฐบาลภูมิใจไทย ทร.ไม่ละความพยายาม เสนอจัดซื้อเรือฟริเกต 2 ลำอีกครั้ง แต่ได้รับอนุมัติเพียงลำเดียว ด้วยเหตุผลเดียวกัน ต้องรอเสนอใหม่ปี 2571 ส่วนลำที่ 3 และ ลำที่ 4 ทร.ยังไม่กล้าฝันไกล
ดังนั้นชัดเจนว่า ทร. จะได้เรือฟริเกตลำที่ 2 แน่นอน อาจจะเป็นปี 2571 หรือ 2572 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ฝ่ายการเมืองในขณะนั้น และบริษัทต่อเรือฯ ก็รับรู้ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ดี จึงเป็นที่มาของการแข่งขันแย่งชิงต่อเรือฟริเกตลำแรก หากทำสำเร็จ เรือฟริเกตลำที่ 2 ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ขณะนี้ ทร.กำลังเข้าสู่โหมดนับถอยหลัง เตรียมพร้อมรับเอฟเฟกต์ที่จะเกิดขึ้น ทันทีที่ประกาศผลคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต แม้จะมีขั้นตอนให้สิทธิ์บริษัทที่ไม่ผ่านการพิจารณาได้อุทธรณ์ก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าว หลังฉากมี “บิ๊กเบิ้ม”คอยบงการ ให้การจัดซื้อเรือฟริเกตอยู่ภายใต้การคอนโทรลของตัวเอง
ดังนั้น ทร.น่าจะเผชิญแรงเสียดทานอีกระลอก หากผลจากการคัดเลือกบริษัทต่อเรือฟริเกต ไม่ตรงใจใครบ้างคน


