วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ไทยไม่ทน พลัส’ ‘ส้ม’ ชกไม่เต็มหมัด..พรรคน้ำเงิน

ในที่สุด พรรคประชาชน ก็เตรียม“ซักฟอก”พรรคภูมิใจไทย อาศัยจุดเริ่มต้นจาก TH-AI Passport โดยไม่ยื่นอภิปรายฯ เต็มรูปแบบ แต่จะใช้เวที พ.ร.บ.งบฯ 70 พ.ร.บ.โอนงบฯ ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลแทน

ในที่สุด ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน ก็เตรียม “ซักฟอก”พรรคภูมิใจไทยเสียที โดยอาศัยจุดเริ่มต้นจากการรับรู้ของพี่น้องประชาชน จากปัญหาของโครงการ TH-AI Passport

แต่สไตล์ของพรรคส้ม ก็ยังเหมือนเดิม คือ คิดเยอะ และไม่ค่อยเร่งตีเหล็กตอนร้อน เพราะจะใช้เวทีพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เป็นเวทีอภิปรายซักฟอกโครงการที่ไม่ชอบมาพากลแทน

โดยไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบเต็มรูปแบบ หรืออย่างน้อยก็อภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ ซึ่งดูจะเป็นวาระพิเศษกว่า เฉพาะเจาะจงกว่า ในความรู้สึกของพี่น้องประชาชน และไม่ต้องมีการแบ่งเวลาให้ สส.รัฐบาล มาอภิปรายอวยโครงการ และการจัดงบฯ ของพวกตัวเอง 

แต่ก็ถือเป็นสิทธิของพรรคประชาชน ที่จะเลือกแนวทางไหนก็ได้ เพียงแต่คอการเมืองจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกค้างคาใจ เพราะพรรคส้มออกอาการ“เงื้อง่าราคาแพง” เหมือนมีดีลกับพรรคน้ำเงินอีกแล้ว (ทั้งๆ ที่อีกด้านก็พยายามโจมตีระบอบสีน้ำเงิน)

สำหรับโครงการ TH-AI Passport ยิ่งขยายผลช้าไป ประเด็นที่จะพูดยิ่งน้อยลง และตอนนี้ฝ่ายหนุนโครงการก็ออกมาชิงพื้นที่ข่าวมากขึ้นแล้ว 

ที่สำคัญความไม่โปร่งใสที่พบในรูปแบบของการ “ล็อกทีโออาร์” มันค่อนข้างอธิบายให้เห็นภาพยาก จะสังเกตเห็นว่า ข่าวนี้มีเรตติ้งเฉพาะในกลุ่มผู้สนใจการเมืองจริงๆ

ทั้งๆ ที่ความเสียหายของ"พรรคสีน้ำเงิน” ที่ทำเอาไว้ ทำอยู่ และทำต่อ มีมากกว่าโครงการ TH-AI Passport หรือโครงการที่คล้ายคลึงกัน ที่พรรคส้มพยายามบอกว่า เป็นฐานของภูเขาน้ำแข็งอีกมาก

แต่นั่นก็ต้องไม่ลืมว่า มันเป็นฐานภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ การจะตีประเด็นขึ้นมาให้สังคมตื่นเต้น ตระหนักรู้ มันไม่ง่าย แต่เรื่องที่โผล่พ้นน้ำอยู่แล้ว และเห็นกันจะๆ ทั้งบ้านทั้งเมือง พรรคส้มออกแรงน้อยไปหน่อย

ทั้งเรื่องเขากระโดง โกง-ฮั้ว สว. หรือแม้แต่การดำเนินนโยบายที่น่าจะผิดพลาดชัดเจนแล้ว กรณีปัญหาไทย-กัมพูชา ว่ากันว่า กองทัพก็ไม่ค่อยจะปลื้มรัฐบาลสักเท่าไร

ไม่ใช่แค่การไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนใดๆ ในการจัดการปัญหากัมพูชา หวังพึ่งพาการตัดสินใจในแบบ “โหนทหารอย่างเดียว”เท่านั้น แต่เมื่อ “โหน” แล้ว ทหารเขาเจ็บจริง ตายจริง ไปแล้ว หมดกระสุน หมดยุทโธปกรณ์ไปมากแล้ว แต่สิ่งที่สัญญากันไว้ว่าจะหาคืนมาทดแทน…กลับเงียบ

ในขณะที่กัมพูชาเสริมกำลัง เสริมอาวุธ เสริมยุทโธปกรณ์ให้เป็นข่าวอยู่ตลอด แต่ของเรามีแต่รอเหงา และตั้งรับเหมือนเดิม

ขอย้อนกลับไปเรื่องเขากระโดง กับ ฮั้ว สว. สาเหตุที่พรรคส้มไม่กล้าขยับแรง เป็นเพราะผู้นำจิตวิญญาณของตัวเองก็มองว่า กรณีเขากระโดง เป็นเรื่องของรัฐไปรุกชาวบ้านหรือเปล่า แนวคิดของผู้นำจิตวิญญาณไม่ค่อยให้น้ำหนักกับความเป็นรัฐอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องฮั้ว สว. ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า พรรคส้ม ซึ่งรวมถึงพรรคแดง พรรคเขียว หรือกลุ่มหลากสี ก็พยายามฮั้วกันทั้งนั้น เพียงแต่ฮั้วไม่สำเร็จ และไม่มีวินัยเท่า “สายสีน้ำเงิน” สุดท้ายจึงฮั้วแตก และแพ้ไปอย่างหมดรูป

เข้าใจว่าถ้าพรรคส้มงัดเรื่องนี้ขึ้นมาพูด อาจโดนหลักฐานย้อนศรถล่มกลับได้เหมือนกัน

การเมืองวันนี้จึงดูจะไม่มีหวังอะไรมากมาย เพราะสีน้ำเงินก็น่าจะกินรวบต่อไป ส่วนสีส้มแสดงตัวเป็นเหมือนแค่ริ้นไร ทำให้รำคาญเท่านั้น (ไม่ใช่ว่าพวกท่านไม่เก่งจริง แต่พวกท่านไม่เอาจริง)

ทั้งๆ ที่พวกท่านเป็น “คนรุ่นใหม่” น่าจะรู้ดีว่า ประเทศไทยของเราอยู่ในสถานะ “รอไม่ได้” มานานแล้ว ถ้ายังปล่อยต่อไป อาจจะไม่มีประเทศเหลือไปถึงรุ่นพวกท่าน

วันก่อนได้ฟังอภิปรายของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในการประชุมสภาวาระรับทราบรายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มีการแฉตัวเลขน่าตกใจมากมาย

รัฐบาลมีรายได้สุทธิเพียง 2.78 ล้านล้านบาท แต่กลับมีรายจ่ายรวมสูงทะลุ 4 ล้านล้านบาท เปรียบเสมือนครอบครัวที่มีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่ใช้จ่ายถึง 40,000 บาท แล้วมันจะอยู่อย่างไร

รัฐบาลจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปถึง 138,000 ล้านบาท ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล (39,000 ล้านบาท) ภาษีรถยนต์ (19,000 ล้านบาท) และภาษีสรรพสามิต

โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต พลาดเป้าถึง 57% คาดการณ์ไว้ 124,000 ล้านบาท แต่เก็บได้จริงเพียง 53,000 ล้านบาท หายไปกว่า 70,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ค่าใบอนุญาตคนต่างด้าว หายไปกว่า 70% ตั้งเป้าไว้ 10,000 ล้านบาท แต่เก็บได้เพียง 2,700 ล้านบาท แต่ต่างด้าวเต็มประเทศ แรงงานต่างด้าวไม่ได้หายไปไหนเลย สิ่งนี้สะท้อนถึงปัญหาหัวคิว ทุจริตคอร์รัปชันด้วย

เมื่อพูดถึงปัญหาธรรมภิบาล และนิติธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยเราก็สอบตกทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่ประกาศแต่งตัวหวังจะเข้าเป็นสมาชิก OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ในปี 2571

เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ จัดเสวนาและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ทิศทางประเทศไทยกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และความพร้อมสู่มาตรฐาน OECD ตีโจทย์ความท้าทายด้านธรรมาภิบาล และความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก

ข้อมูลต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในงานนี้ ทำให้เห็น“ภาพจริง” ของประเทศไทย หนักกว่าที่อภิปรายชำแหละกันในสภาฯเสียอีก

อย่างตัวเลขจีดีพี เราเคยนำอาเซียน ช่วงก่อนปี 2000 แต่หลังจากนั้นเราถดถอย แม้อาเซียนก็ถดถอยด้วย เพราะเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติโควิดไม่ต่างกัน แต่ของไทยถดถอยแล้ว ไม่ฟื้นกลับมา ไทยเราวันนี้ตามหลังอาเซียนแทบจะรั้งท้าย

ต้นเหตุหลักคือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ซึ่งเราไม่เคยปฏิรูปกันจริงๆ เลย ได้แต่ “กินบุญเก่า” แต่วันนี้ “แต้มบุญ” เราหมดแล้ว

ข้อมูลที่นำมาเปิดกันในงาน ประเทศไทยมีกฎหมาย 100,000 ฉบับ เป็นพระราชบัญญัติ มากกว่า 1,400 ฉบับ กฎหมายลำดับรอง มากกว่า 100,000 ฉบับ และใบอนุญาต มากกว่า 7,000 ฉบับ

แต่ทั้งหมดนี้ ซ้ำซ้อน ล้าสมัย ขัดกัน มีกระบวนการ และขั้นตอนไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน บังคับใช้ไม่เป็นแนวทางเดียวกัน สุดท้ายก็เพิ่มโอกาสในการทุจริต ส่งผลให้ต้นทุนสูง นักลงทุนส่ายหน้า ไม่มีใครอยากเข้ามาลงทุน

ความเหลื่อมล้ำก็สูง จำนวนผู้ประกอบการรายใหญ่ต่อผู้ประกอบการทั้งหมด แค่ 1% แต่ 1% นี้ครอบครอง 65% ของจีดีพี

ขณะที่หนี้ครัวเรือน เมื่อรวมกับหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของจีดีพีไปไกลแล้ว

โครงสร้างเศรษฐกิจของเราบิดเบี้ยว เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่กว่าในระบบมาก และใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทุกประเทศ ที่หนักหนาที่สุดคือ เรามีคนเสียภาษีเงินได้จริงๆ แค่ 4 ล้านคน แล้วประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร

ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ในฐานะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย เปิดดัชนีนิติธรรม ไทยอยู่อันดับ 77 จาก 143 ประเทศ คือคะแนนต่ำกว่าครึ่งโลก ส่วนดัชนีคอร์รัปชัน หรือ CPI ได้แค่ 34 คะแนน อันดับ 107 ของโลก

ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เราไม่เคยได้ยินจากปากของรัฐบาลภูมิใจไทย

สิ่งที่สังคมรับรู้ในช่วงที่ผ่านมา คือ ไอ้โม่งโกงน้ำมัน กักตุนน้ำมันในช่วงที่ประชาชนยากลำบาก แทบไม่นำพาข้อเรียกร้องของสังคมที่ปล่อยให้รัฐมนตรีที่มีเครือญาติ ทำบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ นั่งคุมนโยบายราคาน้ำมัน

พอตั้งรัฐบาลได้ ก็เล่นผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์งบฯกว่า 1 ล้านล้าน พร้อมๆ กับการลดค่าไฟวิธีพิสดาร คนชั้นกลางจ่ายแพงกว่าเดิม

สักพักก็ถูกรื้อโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ที่น่าเชื่อว่านำเงินกองทุนดีอีที่เหลืออยู่ มาตั้งเป็นงบฯทำโครงการ โดยไม่ได้คิดตั้งต้นจากจำนวนคนไทย จำนวนเอสเอ็มอี และประโยชน์ที่จะได้รับจริงๆ

นี่ยังไม่นับปัญหาความมั่นคงที่ทำให้คนตาย ทหารตาย เจ้าหน้าที่พลีชีพแทบทุกวัน ทั้งไฟใต้ และไฟกัมพูชา ซึ่งก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์และนโยบายอะไรในการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จเลย

ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคส้มยังจะปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้ทำหน้าที่ต่อไป โดยใช้การอภิปรายงบประมาณเพื่อสะกิด สะเกา...เท่านั้นหรือ ท่านคิดอย่างไร คนไทยไม่รู้ แต่เท่าที่เฝ้าดู...คนไทยไม่อยากทนแล้วนะครับ!