วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

เช็กลิสต์...วิกฤติพรรคสีน้ำเงิน

สถานการณ์การเมืองของรัฐบาลภูมิใจไทย ที่นำโดย “พรรคสีน้ำเงิน” อยู่ในอาการ “เซ” และ “เสียทรง” อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานมาไม่ถึง 2 เดือน แต่ประชาชนรู้สึกเหมือนทำงานมานานแล้ว

สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว บวกกับรักษาการช่วงหลังยุบสภา รอเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งรอตั้งรัฐบาลใหม่ รวมๆ ก็ 8-9 เดือน

หนำซ้ำห้วงเวลาที่เป็นทำหน้าที่รัฐบาล ทั้งช่วงอำนาจเต็ม และช่วง “รอยต่อ” ก็มีวิกฤติใหญ่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่น้ำท่วมหาดใหญ่ วิกฤติราคาพลังงาน ซึ่งต้องบอกว่าเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ซ้ำร้ายรัฐบาลก็รับมือไม่ค่อยได้เสียด้วย ทำให้เสียงวิจารณ์มีมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเริ่มนับหนึ่งรัฐบาลอนุทิน 2.0 จึงเหมือนไม่มีช่วงเวลา “ฮันนีมูน” กันเลย

แถมปัญหาต่างๆ ก็ประดังเข้ามา ไม่เว้นแม้แต่ปัญหากัมพูชาที่เคยเป็น “ลมใต้ปีก” ดันพรรคภูมิใจไทยเข้ามามีอำนาจ ตอนนี้กำลังเกิดกระแสตีกลับจากการเลิก MOU44 นำพาประเทศไปขึ้นศาลโลกรอบใหม่ แต่คราวนี้เป็น “ศาลทะเล” (ไม่ได้เขียนเพราะเข้าใจผิดนะครับ เป็นการเปรียบเทียบ)

ล่าสุด “กูรูการเมือง” โดยเฉพาะ “นักพยากรณ์ทางการเมือง” ทั้งหลาย จึงพากันคาดการณ์ว่า รัฐบาลชุดนี้น่าจะอายุไม่ยืน บางคนบอกว่าน่าจะอยู่ไม่ถึง 1 ปีด้วยซ้ำ

แรงที่สุดน่าจะเป็น “เสธ.แมว” พล.ท.ภราดร พัฒนาถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช. ถึงกับบอกว่า อยู่ได้แค่ 4 เดือน ถ้าเป็นจริงนี่เดินมาครึ่งทางแล้วนะ

แต่ใครจะเชื่อว่า หนึ่งใน “นักพยากรณ์การเมือง” ซึ่งเป็นนักวิชาการด้าน “อนาคตศึกษา” อย่าง “ดร.แดน” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา เคยวิเคราะห์วิจารณ์เอาไว้ตั้งแต่วันโหวตเลือกนายกฯอนุทิน 19 มี.ค.69 ว่ารัฐบาลชุดนี้น่าจะอยู่ไม่ยาว

พร้อมขนานนามว่ารัฐบาล “ท.ว.ช.” ทั้งๆ ที่ในช่วงนั้น มีแต่คนประเมินว่า รัฐบาลอนุทินแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และจะอยู่ยาว 2 สมัยด้วยซ้ำ

ดร.แดน ให้สัมภาษณ์เนชั่นทีวี เมื่อ 19 มีนาคม ตั้งฉายารัฐบาลอนุทิน 2.0 ว่า “รัฐบาล ท. ว. ช.”

ท.ย่อมาจาก ทุกขลาภ กล่าวคือรัฐบาลเหมือนมีลาภลอย พลิกจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาลด้วยเสียง สส.ไม่ถึง 70 เสียง จากนั้นชนะเลือกตั้งถึงกว่า 190 เสียง แต่ลาภที่ได้มา ก็นำมาซึ่งปัญหาใหญ่ๆ มากมายที่ต้องแก้และฝ่าฟัน ซึ่งหากทำไม่ดี ก็จะกลายเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลถูกไล่เร็วมาก (เพราะแบกความคาดหวังสูงมาก)

ว.ย่อมาจาก วิบากกรรม เพราะปัญหาที่ซุกอยู่ใต้พรม จะถูกปลุกขึ้นมาหลอกหลอน เช่น น้ำมันแพง ก็ถูกเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ซึ่งต้องชนกับนายทุนที่หนุนพรรคตัวเองด้วย

ช.ย่อมาจาก ใกล้ชะตาขาด เพราะเมื่อสองข้อแรกรุมเร้า หากบริหารจัดการได้ไม่ดี รัฐบาลอาจ “เกมโอเวอร์ - ชะตาขาด” ได้ไม่ยาก

และต้องย้ำคำเดิมว่า ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะ 2 เดือนเศษของรัฐบาลอนุทิน 2.0 มีทั้งเรื่อง “ท.ทุกขลาภ” เรื่อง “ว.วิบากกรรม” เรื่อง “ช.เสี่ยงชะตาขาด” รุมเร้าเข้ามามากมายอย่างแทบไม่ทันได้หายใจหายคอ

 1.TH-AI Passport ทำท่าไม่รอด น่าจะโดนรุกฆาต! เพราะมีการเปิดข้อมูลความไม่ชอบมาพากลออกมาเรื่อยๆ อย่างล่าสุดที่ภาคประชาชน ชื่อย่อ “สตป.” (สมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน) ยื่นสอบ 3 ข้อ ต่อ กมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร

สตป.พบเงื่อนงำที่น่าสนใจ และต้องค้นลึกต่อเนื่องก็คือ เส้นทางเงินบริษัทพลังงาน 2 แห่ง ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท เคยบริจาคให้พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งช่วงก่อนเลือกตั้ง มีกรรมการบางคนซ้ำซ้อนกับหนึ่งใน“บริษัทค้าร่วม” ที่ชนะประมูลโครงการ แถมสำนักงานอยู่อาคารเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นการจ่ายมัดจำก่อนได้งานหรือไม่

งานนี้จึงไม่จบง่าย เพราะ กมธ. 2 คณะใหญ่ คือ กมธ.กฎหมายฯ และ กมธ.ติดตามงบประมาณ และอาจรวมถึง กมธ.ปปง.ที่มี สส.ประชาธิปัตย์ อย่าง คุณพิทักษ์เดช เดชเดโช เป็นประธาน อาจจับมือดีเดย์ตรวจสอบพร้อมกันครั้งใหญ่ วันที่ 18 มิ.ย.นี้

สุดท้ายอาจไปถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะต้องยอมรับจริงๆ ว่า การดำเนินโครงการนี้ ตั้งแต่จัดทำทีโออาร์ จนถึงการประกวดราคา ช่างเข้าองค์ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสียเหลือเกิน

 2.ไลน์อธิบดี ”ช่วยน้ำเงินด้วย”… ช่วยไม่ไหวแล้ว? นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่จบง่ายๆ เพราะ “คุณไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยื่นกระทู้ตั้งคำถามกลางสภาฯ โยงข้อความในไลน์นี้ ไปถึงเงื่อนงำการเลือกตั้งที่หลายคนยังคาใจ ทั้งการโยกย้ายนายอำเภอล็อตใหญ่ และการพิมพ์บัตรเลือกตั้งของโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน สุดท้ายเป็นการพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบมีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ทำให้บัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

วันนี้ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” บุกแจ้งความดำเนินคดี โดยก่อนหน้านี้ไปยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบมาแล้ว

และต้องไม่ลืมว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ปล่อยมือคดีเลือกตั้งโมฆะ เลือกตั้งไม่เป็นความลับ ฉะนั้นทุกอย่างจึงยังวางใจไม่ได้

3.แม้รัฐบาลจะปลดล็อกตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่สุดท้ายจะยิ่งเป็นปัญหาให้รัฐบาล และรัฐบาลจะอยู่ไม่สุขแน่ เนื่องจาก กมธ.ซีกฝ่ายค้านจะเปิดความไม่ชอบมาพากลของโครงการต่างๆ แทบทุกสัปดาห์

ล่าสุดช่วงนี้ เอาแค่ตัดสิทธิ “บัตรคนจน” หรือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” โดยใช้หลักเกณฑ์ “ไม่จนจริง” เพราะมีลูกกตัญญู ก็โดนด่าจมหู จนต้องรอดูว่าจะถอยอย่างไร

4. คดีร้อนใน “องค์กร(ไม่)อิสระ” ต้องไม่ลืมว่า คดีต่างๆ ที่ส่งถึงมือศาล และองค์กรอิสระแล้ว ต้องเดินต่อไป หยุดไม่ได้ เหมือน “นาฬิกาของความยุติธรรม” เริ่มเดินแล้ว เพียงแต่ผลสุดท้าย ท้ายสุด จะเป็นอย่างไร ต้องรอลุ้น

คดีฮั้ว สว. - กกต.ชุดใหญ่นับหนึ่งพิจารณา มีเวลา 90 วัน กล้ายกคำร้องยกล็อตหรือไม่

คดีคุณศักดิ์สยาม - โดนกดดันหนักจากรอบทิศ โดนยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ งานนี้ต้องจับตาว่าจะมีการทบทวนมติ หรือเตรียมลงมติเพิ่มในบางคำร้องที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพื่อลดกระแสหรือไม่ ซึ่งหากลงมติบางคำร้องเป็นผลร้ายต่อคุณศักดิ์สยาม อาจกลายเป็นเชื้อไฟ นับหนึ่งคดียุบพรรคสีน้ำเงินก็เป็นได้

คดีเลือกตั้งโมฆะ - ศาลรัฐธรรมนูญเรียกหลักฐานและคำชี้แจง ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า งานนี้ศาลไม่น่าจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ เพราะบัตรเลือกตั้ง “ไม่เป็นความลับ” แน่นอนอยู่แล้ว แทบไม่ต้องพิสูจน์ แต่จะอธิบายอย่างไรว่า บัตรเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวคนลงคะแนนได้ ไม่ขัดหรือแย้งกับหลักการ “เลือกตั้งโดยตรงและลับ” ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

คดีออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน - นับถอยหลังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลถูกขีดกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน งานนี้ต้องบอกว่าศาลตัดสินยากจริงๆ เพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป แต่การตรา พ.ร.ก.ในความเข้าใจของผู้คนในสังคม..ยังเหมือนเดิม คือต้องมีความจำเป็น เร่งด่วน ฉุกเฉิน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่ใช่กู้มาใช้กับโครงการหวานเย็น

ในมุมขององค์กรอิสระกับคดีต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ ก่อนหน้านี้มีแต่คนคาดการณ์ว่า นิติสงครามทำอะไรพรรคสีน้ำเงินไม่ได้ เพราะกรรมการองค์กรอิสระหลายๆ องค์กร พิศมัยใส่เสื้อสีน้ำเงิน และบางคนก็นิยมไปท่องเที่ยวเมืองรอง

แต่ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวน่าสนใจ ที่หลายคนมองว่าน่าจะเริ่มมี“สัญญาณเตือนภัย” ถึงองค์กรอิสระต่างๆ แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดภาพเป็นเครือข่ายสีน้ำเงิน หรือสนับสนุนรัฐบาลสีน้ำเงิน จนสูญเสียความเป็นกลาง หรือหลักนิติธรรม กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศทั้งประเทศ

นั่นก็คือ การที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ พิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา อดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 คน ที่ไม่ยอมเปิดเผยผลรายงานผลการไต่สวนคดี “นาฬิกาเพื่อน”

ดร.แดน คนเดิม วิเคราะห์ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน แต่เป็น “ความจงใจส่งสัญญาณเตือนภัย” ไปยังองค์กรอิสระต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน เป็นเหมือนการให้อ่าน “ลายมือบนกำแพงที่ไม่มีหมึก” ว่ากระบวนทัศน์ และบริบทการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว

น่าสนใจคำพูดของ ดร.แดน ที่บอกว่า “ลายมือบนกำแพงที่ไม่มีหมึก” หากตีความเชิงลึก วลีนี้หมายถึง “สัญญาณจากมือที่มองไม่เห็น” นั่นเอง!