วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'

เปรียบเทียบสภาสูง 2 ระบอบ ยุค “ทักษิณ” สู่ครูใหญ่ “เนวิน” เปลี่ยนจาก “สว.สายชิน” เป็น “สว.สีน้ำเงิน”

ส่องลึก สว.สายชิน แค่ตั้งไข่ “ระบอบทักษิณ” ก่อนโดนยึดอำนาจ ต่างจาก สว.สีน้ำเงิน ค้ำยัน “ระบอบเนวิน” ส่อกินรวบทั้งกระดาน

นับแต่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สาดวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ผูกโยงจาก สว.สีน้ำเงิน ถึงการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงบทบาท สว.สีน้ำเงิน ในฐานะองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2560 ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ระบอบสีน้ำเงิน หรือบางคนเรียกว่า “ระบอบเนวิน” ถูกกูรูการเมืองบางสำนักได้นำไปเปรียบเทียบกับ “ระบอบทักษิณ” เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว โดยเฉพาะประเด็น “สภาสูง” และการแทรกแซงองค์กรอิสระ

อันที่จริง “สมาชิกวุฒิสภาไทย ชุดที่ 8” (ปี 2543-2549) เป็นต้นแบบของสภาสูง ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่พลันที่ “สุชน ชาลีเครือ” ก้าวขึ้นเป็นประธานวุฒิสภา 5 มี.ค.2547 ก็เริ่มเห็นการรวมตัวของ สว.จำนวน 80 คน แสดงตัวเป็น “สว.สายชิน” 

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'

สืบเนื่องจาก “สุชน” อดีตผู้นำครูประชาบาล ได้ขยับเข้าใกล้ชิดบ้านจันทร์ส่องหล้า และอาสารวบรวม สว.สายบ้านใหญ่พลิกเกมสภาสูงจนได้เป็นประมุข สว.

 

ต้นแบบ สว.ยึดโยงประชาชน

นักรัฐศาสตร์ต่างยอมรับว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทำให้พัฒนาการของที่มา สว. มีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่เป็น “สว.แต่งตั้ง” 

รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 121 กำหนดให้มีวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนจำนวน 200 คน โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง

ดังนั้น ผลการเลือกตั้ง สว.ปี 2543 ได้มีบุคคลที่มีชื่อเสียงทางสังคมทั้งสายเอ็นจีโอและนักวิชาการ ได้รับเลือกเข้าสภาสูงจำนวนหนึ่ง 

อีกด้านหนึ่ง นสพ.ผู้จัดการรายวัน ฉบับ 8 มี.ค.2543 ได้รายงานว่า วุฒิสมาชิก 200 คน ตรวจพบว่า 117 คน มีความสัมพันธ์ทั้งทางตรงทางอ้อมกับหลายพรรคการเมือง แยกเป็นประชาธิปัตย์ 41 คน ไทยรักไทย 29 คน ความหวังใหม่ 17 คน ชาติไทย 12 คน และชาติพัฒนา 10 คน

ตัวอย่างเช่น นันทนา สงฆ์ประชา ลูกสาวบุญธง สงฆ์ประชา อดีต สส.ชัยนาท อนันต์ ผลอำนวย ลูกเขยบ้านใหญ่คลองขลุง สนั่น สบายเมือง อดีต สส.กำแพงเพชร รส มะลิผล พี่เขยสุชาติ ตันเจริญ 

บุษรินทร์ ติยะไพรัช น้องสาวยงยุทธ ติยะไพรัช เพิ่มพูน ทองศรี พี่ชายทรงศักดิ์ ทองศรี และอุษณีย์ ชิดชอบ ลูกสาวชัย ชิดชอบ 

 

ปฐมบท สว.สายชิน

เมื่อ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ลาออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา จึงได้มีการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนใหม่ ปรากฏว่า สุชน ชาลีเครือ  สว.ชัยภูมิ ได้รับเลือกเป็นประธาน สว. เพราะเสียงสนับสนุนจาก สว.สายบ้านใหญ่ 99 เสียง

นับจากนั้นเป็นต้นมา สื่อต่างโฟกัสความเคลื่อนไหวของ “สุชน” ที่มีสายสัมพันธ์กับ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” 

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'

อย่างวันที่ 31 พ.ค.2548 สุชน ชาลีเครือ ประธานวุฒิสภา ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เนื่องในโอกาสปิดสมัยประชุมสภา โดยเชิญ ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นร่วมเป็นเกียรติในงานด้วย มี สว.มาร่วมงานเลี้ยงประมาณ 80 คน

ภาพแนบแน่นนายกฯ ทักษิณ กับ สว.เกือบครึ่งสภาสูง จึงมีเสียงวิจารณ์ว่า ตระกูลชินวัตร จะสยายปีกเข้าครอบงำองค์กรอิสระ 

ช่วงต้นปี 2549 ได้เกิดการชุมนุมใหญ่ต้านระบอบทักษิณ แกนนำคนเสื้อเหลืองได้หยิบยกประเด็น “สว.สายชิน” มาโจมตีว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ระบอบทักษิณ” 

วันที่ 14 เม.ย.2549 มีการเลือกตั้ง สว.ชุดที่ 9 ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้มีการตั้งฉายาว่า “สภาผัวเมีย” เพราะ สว.ส่วนใหญ่ ไม่เป็นผัว สส. ก็เมีย สส. รวมถึงวงศาคณาญาติ สส.

ในที่สุด กระแสชุมนุมต้านระบอบทักษิณ ถูกยกระดับการขับไล่รัฐบาลทักษิณ และกลายเป็นเหตุแห่งการทำรัฐประหาร 19 ก.ย.2549

 

สว.สีน้ำเงิน-รัฐธรรมนูญ 60

 

ตัดกลับมาใน พ.ศ.นี้ คำว่า “สว.สีน้ำเงิน” อันมีที่มาต่างจาก สว.ปี 2543 เพราะในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 “ซือแป๋กฎหมาย” มีชัย ฤชุพันธุ์ ออกแบบให้มีการเลือกกันเองแบบพิสดาร

จากการตรวจสอบเชิงลึกของสื่อหลายสำนัก พบว่า สว.ปี 2567 ยกเว้น กทม. ล้วนมีความสัมพันธ์ทางตรง และทางอ้อมกับกลุ่มการเมือง “บ้านใหญ่” 

รายชื่อจังหวัดที่มี สว.มากที่สุดได้แก่ บุรีรัมย์ 14 คน ก็มีคำถามมากมาย กลายเป็นดราม่า “สว.เซราะกราว”

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'
 
สว.14 คน ที่มาจาก จ.บุรีรัมย์ ส่วนใหญ่เป็นคนใกล้ชิดกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เช่น มงคล สุระสัจจะ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง และ อดีต ผวจ.บุรีรัมย์ อภิชาติ งามกมล อดีตรอง ผวจ.อำนาจเจริญ และพี่ชายไตรเทพ งามกมล สส.บุรีรัมย์ ภูมิใจไทย และพรเพิ่ม ทองศรี พี่ชายทรงศักดิ์ ทองศรี 

สว.บึงกาฬ 3 คน และหนึ่งในนั้นคือ สุมิตรา จารุกำเนิดกนก กลุ่มที่ 9 เป็นเจ้าของกิจการร้านทอง และโรงรับจำนำ โดยมีศักดิ์เป็นหลานของแว่นฟ้า ทองศรี นายก อบจ.บึงกาฬ และคู่ชีวิตของทรงศักดิ์ ทองศรี
สว.นครพนม 3 คนคือ สากล ภูลศิริกุล สิทธิกร ธงยศ และสมหมาย ศรีจันทร์ ทั้งสามคนนี้เป็นคนสนิท “สหายแสง” ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม 

นี่เป็นเพียงหนังตัวอย่างของ สว.เทียบเคียงกับฐานข้อมูลการเมือง “บ้านใหญ่” ในจังหวัดดังกล่าว อันเป็นที่มาของคำว่า “สว.สีน้ำเงิน”

 

ระบอบสีน้ำเงิน-รัฐพันลึก

ช่วงที่มีการจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน 2” กูรูการเมืองต่างวิจารณ์ว่า จะยืนระยะฐานะฝ่ายบริหารได้ยาวนาน เพราะบริบทการเมืองยุค “ภูมิใจไทย” ที่คล้ายกับถอดแบบ “ยุค คสช.” 

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'

แกนนำพรรคภูมิใจไทยบางคน มักจะพูดกับ สส.ว่า มีความมั่นใจในองคาพยพของตัวเอง เพราะไม่ได้มีเพียง “สภาล่าง” หากแต่ยังรวมถึง “สภาสูง” มินับสิ่งที่ผู้คนพูดถึงว่า “รัฐพันลึก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีอดีตแกนนำคนเสื้อเหลืองบางกลุ่มสรุปว่า “ระบอบเนวิน” อันตรายกว่า “ระบอบทักษิณ” 

ทั้ง “สภาสูง-สภาล่าง” ถูกเคลือบไปด้วยสีน้ำเงินคือ “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา และ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ ต่างเป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์

2 ผู้มากบารมี 2 ระบอบ จาก 'สว.สายชิน' สู่ 'สว.สีน้ำเงิน'

ดังคำพูดนักรัฐศาสตร์ที่ว่า “สว.สายชิน” แค่ตั้งไข่ก็ถูกทหารคว่ำกระดาน ขณะที่ “สว.สีน้ำเงิน” กำลังกินรวบแต่งตั้งองค์กรอิสระ จึงเริ่มมีกระแสต้านเหมือนคลื่นใต้น้ำในเวลา

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์