ความไม่แน่นอนของคดีการเมืองเหล่านี้ ส่งผลสะเทือนถึงพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายสีน้ำเงิน จนเริ่มมีกระแสวิจารณ์กันมากว่า อาจจะอยู่ไม่ถึง 4 ปี แต่อาจจะอยู่ได้แค่ 1 ใน 4 ของอายุรัฐบาล... หรือไม่
คดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก ไม่รอลงอาญา 2 อดีตกรรมการ ป.ป.ช. โดย 1 ใน 2 คือ อดีตประธาน ป.ป.ช. ท่านวัชรพล ประสารราชกิจ กรณีไม่ยอมเปิดผลการไต่สวนคดี “นาฬิกาเพื่อน” ของ “บิ๊กป้อม” นั้น
งานนี้ไม่ใช่แค่เป็นคดีประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนคนธรรมดาฟ้องเอาผิดกรรมการองค์กรอิสระในประเทศไทย โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ได้
แต่ยังส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงถึงสถานะของ “รัฐบาลพรรคสีน้ำเงิน” ที่ว่ากันว่า แข็งแกร่ง ไม่มีทางล้มได้ และจะอยู่ยาวอีกอย่างน้อย 2 สมัยด้วย
จริงๆ แล้วองค์กรอิสระบ้านเรา ถูกตรวจสอบมาตลอด เพียงแต่หลายคนอาจจะหลงลืมไป
เช่น กรณีของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในอดีต ก็เคยถูกศาลพิพากษาจำคุกมาแล้ว จากพฤติการณ์ “ขึ้นเงินเดือนตัวเอง” เหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 2548 แต่ครั้งนั้นศาลเมตตา “รอลงอาญา” ผิดกับครั้งนี้ ปี 2569 ที่ “สั่งจำคุกจริง ไม่รอลงอาญา” แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม
ส่วนองค์กรอิสระอื่น ก็เคยถูกจำคุกจริงมาบ้างแล้วเช่นกัน ที่เคยเป็นข่าวฮือฮาที่สุด คือ กกต.ยุค “3 หนา 5 ห่วง” กรณีจัดคูหาเลือกตั้งไม่เป็นความลับ และจัดการเลือกตั้งมิชอบด้วยกฎหมาย ยุคที่มีประธานชื่อ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ
สำหรับคดี “นาฬิกาเพื่อน” ที่อดีต 2 กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่ง 1 ใน 2 เป็นอดีตประธานด้วย ถือว่าสะเทือนหลักการทำงานของ ป.ป.ช. และองค์กรอิสระอีกหลายๆ องค์กร โดยเฉพาะหลักการทำงาน 3 หลัก ที่ต้องยึดถือ แต่บางองค์กรกลับละเลย
หลักการที่ 1 การไต่สวน ชี้มูล ต้องยึดตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ปัจจุบันบางองค์กรมีปัญหานี้มาก โดยเฉพาะ ป.ป.ช. และ กกต.
การไม่ยึดกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด หรืออาศัยช่องว่างตามระเบียบที่ยกร่างขึ้นเอง ถือว่าเหลื่อมล้ำกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะ ตำรวจ กับอัยการ ที่ถูกฟ้อง 157 กันระนาว และหลายคนถึงขั้นเข้าคุก
แต่สำหรับองค์กรอย่าง ป.ป.ช. มีช่องทางเลี่ยง เช่น เมื่อรับสำนวนมา ก็ยังไม่ตั้งอนุกรรมการไต่สวน ก็จะยังไม่นับกรอบเวลา 2 ปี เรียกว่า “สั่งสืบสวนหาข้อเท็จจริงไปพลางก่อน” ขั้นตอนแบบนี้ไม่มีกำหนดเวลา บางสำนวนสืบข้อเท็จจริงเป็นสิบปีก็ยังมี โดยที่ ป.ป.ช.ไม่มีความผิด ไม่ต้องรับผิดชอบ แม้คดีขาดอายุความ ก็ฟ้องร้องไม่ได้
หลักการที่ 2 การชี้มูล ลงมติ หรือสรุปผลไต่สวน ต้องมีเหตุผลรองรับ และอธิบายอย่างชัดเจน
แต่ที่ผ่านมา บางองค์กร เมื่อไปตรวจสำนวนการไต่สวน ในขั้นตอนการลงมติ พบว่าแทบไม่มีการระบุเหตุผล ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย โดยเขียนแค่มติ และตัวเลขการลงมติของกรรมการ เช่น 5 ต่อ 3
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ หลายคดีมีการส่งสำนวนต่อให้อัยการ ปรากฏว่าต้องตีกลับ เพราะอัยการไม่สามารถให้ความเห็น หรือสั่งคดี หรือสั่งแย้งกับความเห็นของ ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากในชั้นไต่สวนไม่มีการระบุเหตุผลมาเลย
หลักการที่ 3 เมื่อไต่สวนจบแล้ว ลงมติแล้ว ยื่นฟ้องแล้ว หรือคดีถึงที่สุดแล้ว ต้องเปิดข้อมูลให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบ โดยไม่กระทบกับความปลอดภัยของพยาน หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เกี่ยวข้อง
เพราะหลักการเปิดข้อมูล เป็นไปตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ และมติคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ หากมีความเห็นโต้แย้ง ต้องไปจบที่ศาลปกครอง ซึ่งโดยหลักแล้ว ต้องเปิดเผยได้ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือไม่เปิดเผยชื่อพยาน และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจนก่อให้เกิดอันตราย หรือกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
แต่ถ้าไม่เปิดเผยอะไรเลย หรือ “เปิดแบบไม่เปิด” คือ “ถมดำทั้งสำนวนจนอ่านอะไรไม่ได้” ล่าสุดก็มีคดีตัวอย่างแล้ว คือ คดีนาฬิกาเพื่อนของ “บิ๊กป้อม” นั่นเอง ทำให้อดีตกรรมการ ป.ป.ช. 2 คน โดนศาลพิพากษาจำคุกจริง
หลักการทั้ง 3 ข้อนี้ถูกละเลยอย่างชัดแจ้ง มีตัวอย่างชัดเจน เห็นกันทั้งบ้านทั้งเมืองใน 2 คดีสำคัญ คือ
1.คดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องหลายคำร้อง ทั้งๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดมาแล้วว่า “ยังคงไว้ซึ่งหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เนื่องจากใช้นอมินีถือหุ้นแทน”
แต่มติของ ป.ป.ช.กลับวินิจฉัยตรงกันข้าม ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุผลการไต่สวนและลงมติ คืออะไร สมเหตุสมผลหรือไม่ และได้แจ้งผลหรือแจ้งมติไปยังผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ รวมถึงการเปิดเผยเหตุผลของการลงมติ โดยเฉพาะเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ได้กระทำในเวลาอันเหมาะสมหรือไม่ (เพราะสุดท้ายมาแถลงเมื่อข่าวหลุด สังคมรุมกันซักถาม)
คดีนี้ยังคงร้อนแรง เพราะในการประชุม กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา มีวาระเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แต่ในวงประชุมซัดกันเดือด โดยเป้าหมายอยู่ที่ตัวแทน ป.ป.ช.ที่เข้าร่วมประชุมโดนซักหนักในคดีคุณศักดิ์สยาม
ข่าวแจ้งว่า เมื่อถูกซักหนักๆ เข้า ตัวแทน ป.ป.ช.ถึงขั้นหลุดปาก “มีช่องทางทบทวนมติได้”
ที่น่าสนใจก็คือ คดีของคุณศักดิ์สยาม ป.ป.ช.กระทำขัดต่อ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 58 หรือไม่ ที่ระบุว่า.... “ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้สํานักงาน แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็วซึ่งต้องไม่ช้ากว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ และให้เปิดเผยเหตุผลของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป...”
เพราะคดีนี้ ตกเป็นข่าวหลังจาก ป.ป.ช.ลงมติไปราวๆ 6 เดือน แต่กลับไม่มีใครทราบ และกลุ่มผู้ร้อง เช่น คุณปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล อดีตประธานวิปฝ่ายค้าน จากพรรคประชาชน ก็ไม่เคยถูกเรียกไปให้ถ้อยคำ แม้แต่ครั้งเดียว
2.คดีฮั้ว สว. เกิดคำถามว่า กกต.ชุดใหญ่ที่นัดประชุมกันสัปดาห์หน้า จะกล้ายกคำร้อง 229 สำนวน ทั้ง สว. และคนของพรรคการเมือง ตลอดจนคนในรัฐบาลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. หรือไม่
เพราะหลักการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ หากเป็นการทำงานในรูปของ “คณะทำงาน” ถ้ามีการกลับมติในขั้นตอนใด เหตุผลต้องหนักแน่นมาก และต้องอธิบายเหตุผลได้อย่างละเอียด
- คดีฮั้ว สว. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ลงมติว่าคำร้องมีมูล ทั้ง 229 คำร้อง
- แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว.เป็นการเฉพาะ กลับลงมติสวนทาง 360 องศา “ยกคำร้อง”
คำถามคือ เหตุผลคืออะไรถึงยกคำร้อง และในการพิจารณาของ กกต.ชุดใหญ่ จะเห็นตาม หรือเห็นแย้งกับคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ
และถ้ามีคนข้องใจ ไปขอให้เปิดเหตุผลการไต่สวน กกต.จะมีมติว่าอย่างไร เมื่อมีคดีตัวอย่าง “นาฬิกาเพื่อน” ให้เห็นแล้ว
ผลสะเทือนต่อคดีสำคัญที่ว่านี้ กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ถึงขัั้นมีการวิจารณ์กันว่ารัฐบาลอาจอยู่ไม่ยืด เพราะคดีความและบริบททางกฎหมาย หรือเรียกรวมๆ ว่า “นิติสงคราม” อาจไม่สามารถเป็นใจ หรือ “ไม่ง่ายในการบริหารจัดการ” อีกต่อไป
โดยมีคดีที่รอชี้ชะตา 5 คดีด้วยกัน กล่าวคือ
1.คดีฮั้ว สว. - หาก กกต.มีมติส่งศาลฎีกา และมีคนของรัฐบาลโดนด้วย จะกระทบสถานะทันที เพราะจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และจะมีปัญหาเรื่องจริยธรรมตามมา เนื่องจากต้องไม่ลืมว่า ตอนที่ตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 มีชื่อว่าที่รัฐมนตรีหญิงจากพรรคเพื่อไทยหลุดโผไป โดยอ้างเหตุผลว่า เพิ่งถูกดีเอสไอเรียกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ
กรณีดีเอสไอ เป็นเพียงการสอบสวนระยะแรก ยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ฉะนั้นหาก กกต.มีมติส่ง 229 คำร้องไปยังศาลฎีกา บรรดารัฐมนตรีซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาราวๆ 9-11 คน จะดำรงตำแหน่งต่อได้หรือไม่
2.มติ ป.ป.ช.กรณีคุณศักดิ์สยาม - มีโอกาสถูกไล่บี้จนต้องทบทวนมติ ซึ่งหากมีการทบทวนมติออกมาไม่เป็นคุณกับคุณศักดิ์สยาม ก็จะส่งผลไปถึงคดียุบพรรคภูมิใจไทยที่มีการยื่นร้องเอาไว้ด้วย (เนื่องจาก หจก.บุรีเจริญฯ ที่ศาลชี้ว่า คุณศักดิ์สยามยังเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริง เคยบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย)
3.คดีที่ดินเขากระโดง มีความพยายามยื่นร้องจริยธรรม นายกฯอนุทิน และ คุณไชยชนก ชิดชอบ - เนื่องจากคำพิพากษาค้ำอยู่ ทั้ง คำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครอง ว่าเป็น “ที่ดินรถไฟ” แต่นักการเมืองยังอาศัย หรือมีชื่อในทะเบียนบ้าน และใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนี้อยู่ เสมือนเป็นที่ดินของตน (เทียบเคียงกับคดี คุณปารีณา ไกรคุปต์ และ อดีต รมช.กนกวรรณ วิลาวัลย์)
4.คดีเลือกตั้งโมฆะ - เหตุผลที่จะอธิบายว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับก็จริง แต่ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ จะมีน้ำหนักแค่ไหน
5.คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน - แม้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไปไม่ถึง ในประเด็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้ให้อำนาจไว้ แต่องค์รวมของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ระบุชัดว่าการตราพระราชกำหนด ต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนด้วย หากศาลมีมติว่าไม่ผิด เหตุผลจะฟังขึ้นแค่ไหน และจะถูกตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่
ความไม่แน่นอนของคดีการเมืองเหล่านี้ ส่งผลสะเทือนถึงพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายสีน้ำเงิน จนเริ่มมีกระแสวิจารณ์กันมากว่า อาจจะอยู่ไม่ถึง 4 ปี แต่อาจจะอยู่ได้แค่ 1 ใน 4 ของอายุรัฐบาล...หรือไม่

