วัดเรตติ้งจากหน้าจอทีวี จอออนไลน์ ปรากฏว่าอีเวนต์ต้อนรับ “ทักษิณ ชินวัตร” ออกจากเรือนจำ ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย
เมื่อได้เวลา “นายใหญ่” ก้าวพ้นประตูเรือนจำ บรรดาขาใหญ่ทั้ง สส.และอดีต สส.แห่แย่งซีนกลุ่ม RED Never dies ในฐานะเจ้าภาพแดงหน้าเรือนจำไปหมดสิ้น
คนเสื้อแดงที่มารวมตัวบริเวณเรือนจำกลางคลองเปรมในวันนั้น พบว่าพวกเขาเดินทางมาจากทั่วประเทศ มีทั้งมากันเอง และอดีต สส.จัดการเหมารถตู้ให้เป็นกลุ่มเล็กๆ
สำหรับ “เกรียง กัลป์ตินันท์” และลูกชาย “วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์” สส.อุบลราชธานี ใช้รถทัวร์ 20 คัน ขนคนเสื้อแดงมาจากอุบลฯ ซึ่งน่าจะเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ที่สุด
แกนนำแดงภูธรคนหนึ่งที่นักข่าวพยายามชะเง้อคอมองหา แต่ก็ไม่ได้เข้าถึงหน้าประตูเรือนจำ นั่นคือ “ขวัญชัย ไพรพนา” ประธานชมรมคนรักอุดร เพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวย และด้วยวัย 74 ปี จึงนั่งรออยู่รอบนอก
“ขวัญชัย” สร้างวีรกรรมโลดโผนมากมายในยุคแดงทั้งแผ่นดิน และประกาศยกให้ จ.อุดรธานี เป็นเมืองหลวงคนเสื้อแดง
ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ “ขวัญชัย” อัดคลิปความในใจของเขา ส่งให้นักข่าวท้องถิ่นเผยแพร่ทางเพจข่าวอุดรฯ หลายสำนัก
ใจความหลักๆ อดีตเจ้าพ่อเสื้อแดง ต้องการบอกว่า แม้ว่าสภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเก่า การเดินเหินเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ยืนยันว่า เดินทางต้อนรับ “นายทักษิณ” ได้เพราะใจสั่งมา
ขวัญชัยย้ำชัดถึงความผูกพันส่วนตัวกับทักษิณว่า “ผมรักนายคนเดียว ชีวิตของผมเสมอต้นเสมอปลาย โลกทั้งใบขอให้นายกทักษิณคนเดียวครับ”
ในอดีตแกนนำ “แดงภูธร” ที่มีชื่อเสียง ส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน แต่ปัจจุบัน พวกเขาวางมือไปหมดแล้ว มีบางคนติดคุก พอพ้นโทษออกมากลับไป สส.ในพื้นที่ ก็ทำเป็นไม่รู้จักกัน
แกนนำแดงรากหญ้าหลายคนหันไปสนับสนุน “ลุงตู่” เพื่อความอยู่รอด อย่างเช่นอานนท์ แสนน่าน อดีตผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง
ยกเว้น “ขวัญชัย” ที่ยังปักหลักอยู่พรรคเพื่อไทย เพราะภรรยา อาภรณ์ สาราคำ ได้เป็น สส.อุดรฯ 2 สมัย ก่อนส่งไม้ต่อให้ลูก “กรวีร์ สาราคำ” เป็นผู้แทนฯ 1 สมัย
การเลือกตั้ง สส.ต้นปี 2569 สนามอุดรฯ เขตเลือกตั้งที่ 5 อ.หนองหาน อ.พิบูลย์รักษ์ อ.กู่แก้ว บัวเงิน รอดขันเมือง อดีตนายก อบต.หนองหาน พรรคภูมิใจไทย โค่น กรวีร์ สาราคำ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย
ความปราชัยของลูกชาย-กรวีร์ ทำให้ “ขวัญชัย” ช็อกเล็กๆ เพราะไม่คิดว่า กระแสเพื่อไทยจะตกต่ำขนาดนี้
สมัยที่ผ่านมา สังเวียนอุดรธานี เพื่อไทยเหลือ สส.แค่ 4 คนจาก สส.ทั้งหมด 10 คน โดยภูมิใจไทยได้ 4 คน และประชาชน 2 คน(ตอนนี้เป็นงูเห่าไปแล้ว 1 คน)
อดีต สส.เพื่อไทยสายอีสานที่เคยโหนเสื้อแดง เพื่อไทยและนายใหญ่เข้าสภาฯ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สมัยรัฐบาลเศรษฐาและแพทองธาร แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านไม่ได้ กระแสพรรคจึงตกต่ำ
อีกด้านหนึ่ง “พลังเสื้อแดง” ถดถอย มวลชนส่วนหนึ่งหันไปสนับสนุนพรรคส้ม และส่วนใหญ่เลือก “พรรคน้ำเงิน” เพราะกระแสชาตินิยมบวกความเป็น “นีโอบ้านใหญ่”
ภาพเสื้อแดงเรือนพันมารอรับ “ทักษิณ” ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นเพียงมายาการเมือง และมิควรด่วนสรุปว่า “เสื้อแดง” กลับมาแล้ว
จับตาดูงานรำลึกและสดุดีวีรชนเสื้อแดง ครบรอบ 16 ปีในวันอังคารที่ 19 พ.ค.2569 ซึ่งทุกปี อดีตแกนนำ นปช.จะจัดรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษา-พฤษภา 2553 ที่ราชประสงค์
นับแต่มีพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ทำให้อดีตแกนนำ นปช.แยกออกเป็น 2 ก๊กคือ ก๊กแดงเพื่อไทย และก๊กแดงกินส้ม(พรรคประชาชน)
ก๊กแรก ธิดา ถาวรเศรษฐ และ นพ.เหวง โตจิราการ ในนามคณะประชาชนทวงความยุติธรรม จัดงานรำลึกวีรชนเสื้อแดง บริเวณใต้สะพานลอยที่ 1 ฝั่งเซ็นทรัลฯ
ก๊กที่สอง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และคณะ ร่วมกับพรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรมรำลึกวีรชนเสื้อแดง บริเวณใต้สะพานลอยที่ 2 ฝั่งห้างบิ๊กซี
ปีนี้ ฝั่งแดงเพื่อไทยคงจะจัดงานใหญ่กว่าทุกปี เพราะเพิ่งได้กระแสแดงรีเทิร์นมาจากวันที่ต้อนรับ “นายใหญ่” กลับบ้าน
“เต้น เยี่ยมใต้” อดีต ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย มือทำงานมวลชนของพรรค น่าจะไม่ปล่อยให้กระแสแดงเรือนจำจางหายไป และต้องหาทางฟื้นพลังเสื้อแดงขึ้นมาอีกครั้ง
“ขวัญชัย” และ “ณัฐวุฒิ” จัดอยู่ในกลุ่ม “แดงรักนาย” และในวันข้างหน้า เสี่ยเต้นมีโจทย์ใหญ่คือ ช่วงชิงมวลชนกลับมา ทั้งที่ย้ายขั้วไปเลือกน้ำเงิน และรักส้มมากกว่าแดง
อีเวนต์แดงหน้าเรือนจำของเพื่อไทยเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นี้ ถือว่า สอบผ่าน แต่จะแปรแดงรักนายใหญ่ให้เป็น “คะแนน” ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า คงต้องออกแรงมากกว่านี้เป็นเท่าตัว

