ไฮไลต์สำคัญในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7-9 พ.ค.2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ มีการหารือ 3 ฝ่ายกรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีไทย กับ“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมี “แฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์” ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นผู้ริเริ่ม
สิ่งที่ “อนุทิน-ฮุน มาเนต” ต้องเผชิญเช่นเดียวกัน คือแรงกดกันจากคนภายในประเทศ แม้ว่าศึกรอบสองจะสิ้นสุดลงกว่า 5 เดือนแล้ว แต่คนไทยยังไม่พร้อมที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ส่วนคนกัมพูชาเร่งรัดให้ผู้นำทวงคืนพื้นที่ที่เสียให้ฝ่ายไทยในห้วงปะทะกลับคืนมาทั้งหมด ขณะที่ยังมีประชาชนอยู่ในศูนย์พักพิง
ในวงพูดคุย 3 ฝ่าย ทั้งไทย และกัมพูชา ต่างยืนยันตรงกัน ยึดมั่นแนวทางการเจรจา เพื่อหาทางออกข้อพิพาทชายแดนด้วยแนวทางสันติ โดยใช้กลไกทวิภาคี ที่สองประเทศยึดถือมาตลอด ตามข้อตกหลงหยุดยิง 27 ธ.ค.2568 หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร ที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย และไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดทั้งสิ้น
แน่นอนว่า นายกฯฮุน มาเนต เรียกร้องฝ่ายไทยประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC เดินหน้าจัดทำเขตแดนโดยเร็ว ภายหลังกัมพูชาส่งคำเชิญมาแล้ว 3 ครั้ง คือทางวาจา เมื่อต้นเดือน ม.ค.2569 หลังเสร็จสิ้นการปะทะรอบสองใหม่ๆ 2 ครั้ง และเป็นหนังสือเชิญ 1 ครั้ง เมื่อ 17-25 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา แต่ฝ่ายไทยยังไม่พร้อม ทั้งด้วยเหตุผลที่อยู่ระหว่างการเลือกตั้งใหญ่ และยังไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ JBC
เพราะการประชุม JBC เป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้กัมพูชาได้ดินแดนคืนบางส่วน เป็นไปตามที่นายกฯฮุน มาเนต รับปากชาวกัมพูชาไวั ว่า จะเดินหน้าทวงคืนพื้นที่ หลังสงกรานต์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมของทหารไทย แหล่งที่ตั้งสแกมเมอร์ และฐานโจมตีฝ่ายไทย เช่น โอร์เสม็ด เนื้อที่กว่า 500 ไร่ ที่ด่านช่องจอม จ.สุรินทร์ กาสิโนทมอดา จ.ตราด กาสิโน ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี
ทว่า "นายกฯ อนุทิน"โยนโจทย์หินกลับไปยัง"นายกฯ ฮุน มาเนต" ว่า การประชุม JBC จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ กัมพูชาแสดงความจริงใจ หยุดพฤติกรรมยั่วยุ ทั้งทางวาจาและพื้นที่ชายแดน ร่วมมือกับฝ่ายไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิด ปราบปรามสแกมเมอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกให้แล้วเสร็จ
สอดรับกับ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” แถลงผลปฏิบัติการ และผลการหารือร่วมกับทางการสหรัฐอเมริกา การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์
หลังจากเมื่อวันที่ 21-25 เม.ย.2569 ผู้แทนทางการไทยได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าพบหน่วยงาน TIP Office ดูแล และจัดระดับ Tier ของสหรัฐอเมริกา โดยได้นำเสนอผลการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ
"ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้เน้นย้ำถึงการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกลวงพลเมืองสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สหรัฐได้ชื่นชมประเทศไทยในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) ที่บูรณาการร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างเป็นรูปธรรม และเตรียมนำไปเป็นต้นแบบ รวมถึงชื่นชมความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ FBI ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการอายัดทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลดีต่อการประเมินระดับ Tier ของประเทศไทย"
"ฝ่ายไทยยังได้รายงานสหรัฐ ถึงผลการตรวจสอบ การทลายฐานสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในประเทศกัมพูชาที่โอร์สเม็ด ซึ่งพบผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว การทรมาน การบังคับใช้แรงงาน รวมถึงพบอุปกรณ์ทางการแพทย์บางประเภท ทั้งไทย และสหรัฐตั้งข้อสงสัยว่า อาจเชื่อมโยงกับขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์" พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าว
ตัดกลับมาที่ประเทศฟิลิปปินส์ การหารือร่วม 3 ฝ่าย นายกฯอนุทินยังใช้โอกาสนี้ บอกกล่าวเป็นทางการว่า รัฐบาลไทยยกเลิก MOU 2544 แล้ว แม้นายกฯฮุน มาเนต จะแสดงความผิดหวัง พร้อมประกาศว่ากัมพูชาจะหันไปใช้แนวทาง และกระบวนการประนอมภาคบังคับของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งก็เป็นความต้องการของรัฐบาลไทยเช่นกัน
ประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ ในการประชุม 3 ฝ่าย นายกฯอนุทินขอให้สองประเทศร่วมกันมองไปข้างหน้า และเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย
ทั้งไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกัน โดยมอบหมายให้ รมว.การต่างประเทศ ร่วมกันจัดทำลิสต์รายการ สร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วม และสามารถดำเนินการได้ทันที นั่นก็คือ 26 ข้อ ตามข้อตกลงหยุดยิง ที่สองประเทศได้ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement เมื่อ 27 ธ.ค.2568 ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน
อาทิ ห้ามใช้อาวุธ ให้คงกำลังในพื้นที่เดิม ใครอยู่พื้นที่ไหน อยู่พื้นที่นั้น หลังหยุดยิง ห้ามยั่วยุ ห้ามปล่อยข่าวเท็จ ร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามสแกมเมอร์
เป็นที่น่าสังเกตว่า การหารือ 3 ฝ่าย มี “พล.อ.ณัฐพล เพราแก้ว” รองเสนาธิการทหาร ซึ่งมีบทบาทในการทำข้อตกลงหยุดยิงกับฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 27 ธ.ค.2568 และหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญ ถูกบรรจุใน Joint Statement เรื่อง การคงกำลังในพื้นที่เดิม ใครอยู่พื้นที่ไหน อยู่พื้นที่นั้น แม้ขณะนั้นจะถูกกัมพูชาต่อต้าน แต่ก็ทนแรงกดดันจากฝ่ายไทยอย่างหนัก จนยอมลงนาม
โดยมาตรการดังกล่าว จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ทั้งคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา(RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา(GBC) คณะกรรมการ JBC ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
ส่วนจะใช้ระยะเวลามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของฝ่ายกัมพูชา ที่จะเคร่งครัดปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงให้เห็นเป็นรูปธรรม ในขณะที่ฝ่ายไทยก็มีเวลาให้กัมพูชาเหลือเฟือที่จะแสดงความจริงใจ
เพราะปัจจุบันฝ่ายไทยถือความได้เปรียบในทุกๆ ด้าน ทั้งกำลังทหารที่เหนือกว่า การยึดครองพื้นที่ได้ทั้งหมด การปิดด่านกดดันเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ โดยใช้เรื่องสแกมเมอร์ เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ส่วนการเมืองในประเทศก็เริ่มมีเสถียรภาพ
ตรงกันข้ามกับกัมพูชา ที่ถูกต่างชาติรุมทึ้งอย่างหนัก กดดันให้เร่งกวาดล้างสแกมเมอร์ ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศส่อเค้าวิกฤติ อันเป็นผลจากการปิดด่าน และสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางส่งผลกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน
อีกทั้งการเสียพื้นที่ให้ฝ่ายไทยกำลังกระทบเสถียรภาพการเมืองของ “นายกฯฮุน มาเนต” ซึ่งอยู่ระหว่างนับถอยหลังเลือกตั้งใหม่ ในปี 2570
การเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ตามความหมายของ“นายกฯ อนุทิน” ฝ่ายไทยจะเป็นผู้คุมเกม ส่วนฝ่ายกัมพูชา ต้องเป็นผู้ปฏิบัติตาม ตราบใดที่ข้อตกลงยังไม่ได้รับการสนองตอบ การเจรจาทวิภาคีในกลไกระดับต่างๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่นายกฯอนุทิน ต้องการสื่อสารถึงคนไทย หลังจบการพูดคุย 3 ฝ่าย คือ ไม่มีการเปิดด่าน ไม่พูดถึงเรื่องเขตแดน เกาะกูดเป็นของไทย เพราะกัมพูชารับทราบอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลไทยยกเลิก MOU44

