สัปดาห์ที่แล้ว “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ผมเริ่มอ่านงานของเลนินแบบจริงจังตอนปี 2017 ครบรอบ 100 ปี ปฏิวัติรัสเซีย..”
การศึกษาผลงานของ “เลนิน” นักปฏิวัติผู้ก่อตั้ง “พรรคปฏิวัติ” ของชนชั้นกรรมาชีพนั้นเป็นภารกิจใหม่ของ “อาจารย์ป๊อก” หลังปลดเปลื้องพันธะผูกพันกับพรรคประชาชนได้ครบถ้วนตามภารกิจแล้ว
“ปิยบุตร” แจ้งผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า มีงานเขียนค้างอยู่หลายเรื่อง อาทิเช่น กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ ทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการตั้งพรรคและทฤษฎีพรรคการเมืองแบบมาร์กซิสต์-แบบซ้าย
แม้ประกาศอำลาพรรคส้มไปแล้ว แต่ในฐานะคนนอก “ปิยบุตร” ได้ออกมาสนทนาการเมืองผ่านช่องยูทูปชื่อดัง แสดงความเป็นห่วงอนาคต “พรรคประชาชน”
เนื่องจากได้เกิดปรากฏการณ์ “ยอมจำนน” ต่อชะตากรรมภายในพรรคส้ม หลังพลาดหวังครองแชมป์ สส. และตกที่นั่งฝ่ายค้านสมัยที่ 3
อดีตผู้ก่อการพรรคอนาคตใหม่ จึงเสนอต่อแกนนำพรรคส้มรุ่นปัจจุบันว่า “2 น้อยไปกับ 2 มากไป” หมายถึงสู้ในยุทธศาสตร์ที่เคยสู้น้อยเกินไป และปรับตัวสู่บทบาททางการเมืองที่ไม่แตกต่างจากพรรคอื่นมากไป
ช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ พรรคประชาชนจะมีการประชุมใหญ่ โดยมีวาระปรับโครงสร้างพรรคใหม่ ซึ่งคาดว่า “ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค จะขยับเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป
ดังนั้น เทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา จึงได้เห็นสาวส้มตัวจี๊ด “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก พา “ต้น วีระยุทธ” ไปเล่นสาดน้ำเสมือนเป็นการเปิดตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่อย่างไม่เป็นทางการ
จะว่าไปแล้ว สภาพการณ์หมดอาลัยตายอยากในหมู่ชาวพรรคส้มนั้น มีบางเรื่องที่พวกเขาไม่กล้ายอมรับความจริง เพราะมันเป็นเรื่องเจ็บปวด
สาเหตุหลักในความปราชัย ก็มาจาก “MOA ส้ม-น้ำเงิน” ที่ส่งผลให้เกิดรัฐบาลอนุทิน 1 และตามมาด้วยการใช้อำนาจรัฐ และทุกองคาพยพของ “รัฐพันลึก” อุ้มพรรคภูมิใจไทย จนเป็นพรรคอันดับ 1 คว้า สส.ได้ 192 ที่นั่ง และพรรคประชาชนได้ สส.เป็นอันดับที่ 2
ปี 2566 พรรคก้าวไกล ได้ สส. 112 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง รวม 151 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูลาร์โหวต 14 ล้านเสียง
ปี 2569 พรรคประชาชน ได้ สส.เขต 87 ที่นั่ง และ สส.บัญชีรายชื่อ 31 ที่นั่ง รวม 118 ที่นั่ง ได้ป๊อปปูล่าร์โหวต 9 ล้านเสียง
พรรคก้าวไกลได้คะแนนนิยมมหาชนถึง 14 ล้านเสียง แต่มาถึงยุคพรรคประชาชนกลับลดเหลือ 9 ล้านเสียง
อดีต สส.พรรคส้มจำนวนไม่น้อยสุมหัวคุยกันเรื่องการเดินหมากบนกระดานที่ผิดพลาดของ “โปลิตบูโร” และกลุ่ม “ซ้ายไร้เดียงสา”
ปลายปี 2568 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า ตัดสินใจทำ MOA ส้ม-น้ำเงินว่า Grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่ เพราะมองว่า “สว.สีน้ำเงิน” มีบทบาทสำคัญต่อการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แกนนำส้มต้องการกุญแจที่จะไขไปสู่การทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นคือ การโหวต อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คือโอกาสครั้งเดียวในการหยิบกุญแจและ “ใบอนุญาต” ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60
เวลานั้น “อาจารย์ป๊อก” ที่ประกาศวางมือทางการเมืองมาแล้ว ได้หวนกลับมาเป็นผู้เล่นหลังม่าน ช่วงที่ประชาชน-ภูมิใจไทย ตกลงทำ MOA เป็นสารตั้งต้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
มิเพียงแต่ระดับ “โปลิตบูโร” ไม่กี่คนที่เห็นดีเห็นงามการประนีประนอม ปรากฏว่า “สส.ส้ม” สายพันธุ์ซ้ายใหม่ 4-5 คน ก็เอากับเกมนี้ด้วย
น้อยคนจะรู้ว่า “สส.ส้ม” กลุ่มนั้น มีการนัดพูดคุยกับ “ลูกเทพ” พรรคภูมิใจไทยอยู่เป็นประจำ จนพวกเขาไว้เนื้อเชื่อใจกัน
เหนืออื่นใด “ปิยบุตร” เป็นผู้เสนอคำว่า “ประชาธิปไตย 2 ใบอนุญาต” ใบอนุญาตใบแรกคือ มาจากการเลือกตั้ง และใบที่ 2 มาจากชนชั้นนำ
ปี 2566 ผู้นำจิตวิญญาณพรรคแดง วิ่งไปหาใบอนุญาตที่ 2 จึงมีการฉีก MOU แดง-ส้ม และเกิดรัฐบาลข้ามขั้ว
ปี 2568 ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม ก็วิ่งไปหาใบอนุญาตที่ 2 แต่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของพรรคส้มในสนามเลือกตั้ง
กูรูการเมืองคนหนึ่งชี้ว่า “อาจารย์ป๊อก” เหมาะกับบทบาทนักวิชาการ ไม่ควรเล่นการเมือง เพราะความเขี้ยวยังสู้ “นักเลือกตั้ง” บ้านใหญ่ไม่ได้
เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา “ปิยบุตร” เสนอความเห็นว่า “...ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจากสำนักไหนบอกเราว่า การเป็นพรรคมวลชนคือ การเป็นพรรคที่ไม่จำเป็นต้องมีคณะนำ ไม่ต้องมีศูนย์การนำตัดสินใจ”
พูดง่ายๆ พรรคมวลชนจะต้องมี “คณะนำ” หรือ “โปลิตบูโร” อย่างเช่นการสร้างพรรคบอลเชวิคของ “เลนิน” ในอดีต
ภายในพรรคจะต้องมี “ประชาธิปไตย” ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฟ้อ และ “รวมศูนย์” ที่ไม่ใช่เผด็จการ
หากมีความขัดแย้งในพรรค ต้องใช้เครื่องมือ “วิจารณ์ สามัคคี วิจารณ์” อย่างเต็มที่ และยุติกันในที่ประชุม จึงจะแก้ปัญหาดราม่าหยุมหยิมได้ มิเช่นนั้น พรรคไม่ได้ทำงานใหญ่
พรรคส้มภายใต้การนำของ “เฮียต้น” ก็ยังต้องมี “โปลิตบูโร” และเดินแนวทางซ้ายใหม่ไม่เปลี่ยนแปลง
ดังที่อาจารย์ป๊อกเสนอแนวทาง “สู้ในยุทธศาสตร์ที่เคยสู้” และปรับตัวสู่บทบาททางการเมืองที่แตกต่างจากพรรคอื่น





