รัฐบาลชุดนี้มาพร้อมกับ “โอกาส”
ไม่ใช่แค่“โอกาส”ของการอยู่ในอำนาจนานๆ แต่ยังเป็น“โอกาส” ของการรื้อโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และยืนอยู่ได้ในระเบียบโลกใหม่
เพราะรัฐบาล “ภูมิใจไทย” สามารถสร้างความมั่นใจในแง่ของเสถียรภาพว่าจะไม่ถูกสอยก่อนเวลาอันควร เนื่องจากคุมเสียงทั้งสภาบน สภาล่าง และ “มีมือที่มองไม่เห็น” โอบอุ้มแบบเห็นๆ
แต่รัฐบาลก็ดูจะละทิ้ง “โอกาส” ในการปฏิรูปซากปรักหักพังของบ้านเมือง และความตกต่ำ
จากเป้าหมาย “เสือตัวที่ห้าของเอเชีย” ในอดีต (เอเชียนะครับ ไม่ใช่อาเซียน) เป็นประเทศรั้งท้ายอาเซียนในปัจจุบัน (10 ประเทศ เราอยู่ประมาณอันดับ 7 หรือต่ำกว่านั้นในบางด้าน)
เพราะผ่านมา จากรัฐบาลหนู 1 ถึง หนู 2 เราเห็นชัดเจนว่า นอกจากรัฐบาลจะมีปัญหาด้านความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติเฉพาะหน้า และไม่มียุทธศาสตร์ในการนำพาบ้านเมืองไปสู่ความเข้มแข็งแล้ว...
รัฐบาลยังเลือกยืนเคียงข้าง“ทุนใหญ่” และปล่อยให้ค้ากำไรกับคนไทยทั้งประเทศต่อไป เพื่อให้เป็นเสาหลักค้ำยันอำนาจของตน และการตอบแทนทางการเมือง
ยกตัวอย่างปัญหาที่เกิดจากการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานที่ผิดพลาด เช่น ประเด็นที่ยังคงวิจารณ์กันไม่จบ ตั้งแต่นายกฯอนุทิน เซ็นคำสั่ง “แบ่งงานรองนายกฯ” ตามมาด้วยการแบ่งงานตามกลุ่มภารกิจ หรือ “คลัสเตอร์” ตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
เพราะงานที่ถูกแบ่งยังมีความลักลั่น และถูกตั้งคำถาม
เริ่มจากการแบ่งหน่วยงานกำกับดูแล ตามคำสั่งแรก...
นายกฯอนุทิน กำกับเอง 3 หน่วยงานหลัก คือ สมช. กอ.รมน. และ ศรชล.
รองนายกฯสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กำกับดูแล สขช. (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) และ ศอ.บต.
การแบ่งงานแบบนี้ทำให้มองเห็นความลักลั่นอย่างชัดแจ้ง เช่น คำถามง่ายๆ ว่า ใครกันแน่รับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ นายกฯอนุทินที่กำกับ กอ.รมน. และเป็น ผอ.รมน.โดยตำแหน่ง หรือรองฯสีหศักดิ์ที่กำกับดูแล ศอ.บต.
ทำให้เกิดวาทกรรมงานความมั่นคงยุค “คนละครึ่ง”
แต่เมื่อการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาผ่านพ้นไป นายกฯอนุทิน ออกคำสั่งแบ่งงานในลักษณะ “บริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ” หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “คลัสเตอร์” โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มภารกิจ กระจายให้รองนายกฯ ซึ่งมีถึง 7 คน รับผิดชอบแต่ละกลุ่มภารกิจ หรือ คลัสเตอร์ และตัวเองรับผิดชอบ 1 กลุ่มภารกิจ คือ กลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
คำถามก็ยังคงย้อนกลับไปที่ “กลุ่มภารกิจด้านความมั่นคง” เพราะมีการมอบให้รองนายกฯ สีหศักดิ์ รับผิดชอบไปเต็มๆ
นั่นคือ กลุ่มภารกิจที่ 6 กลุ่มภารกิจความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยกลุ่มภารกิจนี้รับผิดชอบด้านการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ
อ่านดูเผินๆ จะพบว่า แม้รองนายกฯสีหศักดิ์ จะรับผิดชอบ “คลัสเตอร์ความมั่นคง” และดูประหนึ่งว่าจะเป็น “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” แต่ความรับผิดชอบของกลุ่มภารกิจนี้ดูจะ “จำกัด” ในบางเรื่อง และเน้นเรื่องทางเทคนิคมากกว่า
อาทิ การรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้า เหล่านี้เหมือนตีกรอบในเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นด้านหลักเท่านั้น
หนำซ้ำในนโยบายของรัฐบาลก็ยังไม่มีความกล้าหาญที่จะเขียนให้มันชัดๆ ว่า ต้องการเลิก MOU 44 แต่กลับเขียนกั๊ก ป้องกันการผูกมัด สะท้อนถึงโอกาสของการ “พลิ้ว” ในอนาคต
ส่วนการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของรองนายกฯ สีหศักดิ์ อยู่แล้ว เนื่องจากควบตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศด้วย
และหากย้อนไปดูคำสั่งแบ่งงาน ที่เป็นการ “แบ่งหน่วยงานกำกับดูแล” นายกฯอนุทินก็ยังกำกับหน่วยงานส่วนใหญ่ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงอยู่ดี โดยเฉพาะ สมช. กับ กอ.รมน.
นี่คือต้นเหตุของความลักลั่น และพูดได้ไม่เต็มปากว่า รองนายกฯสีหศักดิ์ คือ “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง” ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเผชิญศึกหลายด้าน ทั้งด้านใต้ (ไฟใต้) ด้านตะวันออก (กัมพูชา) ด้านเหนือกับตะวันตก (เมียนมา - ภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม) และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลาง
ส่วนตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาการบริหารจัดการวิกฤติแบบมี “เงื่อนงำ” กล่าวคือ ไม่ใช่แค่ไม่มีความสามารถในการรับมือเท่านั้น แต่ยังถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการ “มุ่งหาเสียง - หาคะแนน” แบบเฉพาะหน้า มากกว่าการรื้อโครงสร้างเพื่อวางรากฐานประเทศใหม่… นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาราคาพลังงาน
เริ่มตั้งแต่การลดค่าการกลั่น 2 บาท แบบเร่งรีบ เร่งรัด ก่อนวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จนถูกตั้งคำถามว่า ตัวเลข 2 บาท คิดคำนวณมาจากไหน เพราะวงประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเอง คำนวณตัวเลข ณ วันที่ 1 เม.ย. สามารถลดค่าการกลั่นลงได้ 5 บาทเป็นอย่างต่ำ
แต่กลับไม่มีการนำตัวเลขส่งให้ กบง. หรือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน จากนั้นรัฐบาลก็เลือกทำ เลือกลด 2 บาท เพื่อผลทางการเมือง
ถัดจากนั้นก็แจกข่าวดี ด้วยการใช้กลไกการอุดหนุนกองทุนน้ำมันฯ ผ่านมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. นำไปลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง 6 บาท โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดลงมากหลังจากนี้
เป็นข่าวดีแบบปลอมๆ เพราะแท้จริงแล้วรัฐบาลไม่ได้ทำอะไรเลย แค่นำเงินในอนาคต หรือความเสี่ยงจากเงินในอนาคตที่จะเก็บจากผู้ใช้น้ำมัน มาเล่นสร้างคะแนนนิยมเท่านั้นเอง เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้เฉือนเนื้อของตัวเอง ตามที่มีการเสนอให้ยกเลิกการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แล้วไปตัดลดงบประมาณของส่วนราชการที่ไม่จำเป็น นำมาชดเชย
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ ถ้าในอนาคตอันใกล้ ราคาน้ำมันไม่ลดลงจริง หนี้กองทุนน้ำมันฯ ก็จะเพิ่มขึ้น ประชาชนก็ต้องแบกรับภาระ ถูกเก็บเงินคืนกองทุนนานขึ้น เยอะขึ้น แต่ถ้าราคาน้ำมันลดลงจริงตามที่คาดการณ์ ประชาชนก็ยังต้องจ่ายเท่าเดิม ใช้หนี้เหมือนเดิม ในเงินก้อนเดิม
แต่สถานการณ์ล่าสุด การเจรจาที่อิสลามาบัด เพื่อยุติสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้ล้มลงแล้ว ฉะนั้นการลดราคาหน้าปั๊มลง 6 บาท ในขณะที่ต้นทุนนำเข้าจริง หรือ Spot Price ยังไม่ลดลง เท่ากับการฝืนกลไกตลาดโลกอย่างสุดโต่ง
หลังจากนี้ภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ต้องแบกรับการอุดหนุนมหาศาล
อาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิเคราะห์จากสหรัฐฯ ชี้ว่า นี่ไม่ใช่การลดค่าครองชีพที่ยั่งยืน แต่มันคือการ “กู้เงินอนาคตมาแจก” ซึ่งจะกลายเป็นภาระภาษีในวันข้างหน้า และเป็นวันข้างหน้าที่กำลังจะมาถึงเร็วๆ นี้เสียด้วย
ส่วนการเตรียมการด้านอื่นๆ รัฐบาลไม่มีความชัดเจนเลย โดยเฉพาะในระยะกลางและระยะยาว เมื่อน้ำมันขาดแคลน หรือราคาพุ่งไม่หยุด เพราะซัพพลายน้อยกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
การลดราคาเยอะๆ ให้ไปเที่ยวสงกรานต์กันให้ฉ่ำ ถือเป็นการส่งสัญญาณผิดกับประชาชนด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่ควรเก็บน้ำมันสำรอง หรือส่วนต่างราคาเอาไว้ช่วยกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันเพื่อปัจจัยอื่น เช่น ขนส่งสินค้าเกษตร ขนส่งยา จะได้ประโยชน์มากกว่า
แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำ เลือกขายผ้าเอาหน้ารอด หวังคะแนนนิยมระยะสั้น หรืออาจเตรียมรับข่าวร้าย สถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลกอย่างน้อย 3 สถาบัน จะประกาศลดเครดิตของไทยหลังสงกรานต์นี้
คุณภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซ เพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กเตือน “อวสานยุคน้ำมันถูก!” วิกฤตพลังงานรอบนี้จะลากยาว 1-3 ปี แม้สงครามจะจบ โดยเหตุผลคือ
- โครงสร้างพื้นฐานพินาศจากสงคราม ซ่อมไม่ได้ใน 7 วัน
- ภาวะสุญญากาศทางพลังงาน เพราะ “ของขาด” และในอนาคตจะไม่มีใครยอมขาย
- สัญญาณที่น่ากลัวที่สุดเกิดขึ้นในตลาดซื้อขายล่วงหน้า จับตาวันที่ 27 เม.ย. เป็นวันที่สัญญา Short Position ต้องปิดตัว หากนักเก็งกำไรหาน้ำมันจริงไปส่งมอบไม่ได้ เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ “แย่งกันซื้อจนราคาพุ่งทะลุเพดาน” แบบกระจุยกระจาย
รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการอะไรไว้รองรับสถานการณ์เหล่านี้ และสื่อสารให้คนไทยอุ่นใจบ้าง...
คำตอบคือ “ไม่มีเลย!”
หวังว่าเนื้อหาในบทความนี้จะผิดทั้งหมด โดยเฉพาะความสามารถและความจริงใจของรัฐบาลในการนำพาประเทศฝ่าวิกฤติ!





