วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน 2569

Login
Login

'ไฟใต้-ไฟน้ำมัน' บั่นทอน 'ภูมิใจไทย'

'ไฟใต้-ไฟน้ำมัน' บั่นทอน 'ภูมิใจไทย'

การพลิกเกม จาก “ไม่มีไอ้โม่ง” เป็น “จับไอ้โม่งโกงน้ำมัน” โดยนายกฯ ออกตัวอย่างหน้าตาเฉย ทำนองว่า “รู้มาตลอด แต่อุบไว้ไม่ให้ความลับรั่ว”

หากมองในมิติการเมือง ก็คือการสกัดไฟร้อนไม่ให้ลุกลามในช่วงการแถลงนโยบายรัฐบาลปลายสัปดาห์หน้า เพราะฝ่ายค้านเตรียมลับดาบ ปฏิบัติการชนิดที่เรียกว่า “น้องๆ ศึกซักฟอก” กันเลยทีเดียว

ความผิดปกติในปฏิบัติการของรัฐบาลก็คือ ตัวเลข “น้ำมันหาย”จากหน้าปั๊ม ข้อมูลจากทุกหน่วยฟ้องตรงกัน ว่ามี 2 พื้นที่สำคัญ คือ ภาคใต้ กับอีสานใต้

แต่เหตุไฉนจึงลุยไฟเล่นงานแค่ “บริษัทใหญ่ - คลังน้ำมันใหญ่ภาคใต้” แค่พื้นที่เดียว

ความน่าสนใจก็คือ หากปฏิบัติการของดีเอสไอ และกระทรวงยุติธรรมมาถูกทาง ก็จะตอบได้ระดับหนึ่งว่า เหตุใดพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และปั๊มสายเอเชียเกือบตลอดเส้นทาง จึงไม่มีน้ำมันในช่วงเชงเม้ง

เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ก็มีคลังน้ำมันอยู่ที่ภาคเหนือตอนล่างด้วย และปฏิบัติการ“กั๊กน้ำมัน” ก็น่าจะกระจายไปในทุกเส้นทางที่ตัวเองมีเครือข่ายกระจายน้ำมัน

แต่ปัญหาคือ ไม่ได้มี “ปั๊มแบรนด์เดียว” ที่ไม่มีน้ำมัน แต่ยังมีบางแบรนด์ที่ชาวบ้านแบนกันทั้งเมือง ก็ไม่มีน้ำมันเช่นกัน

เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบย้อนกลับบ้างว่า ปั๊มแบรนด์นั้นรับน้ำมันจาก “ผู้ค้ามาตรา 7” รายใด

ประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ บริษัทเจ้าของคลังน้ำมันภาคใต้ เป็นเครือข่ายกระเป๋าสตางค์ให้พรรคการเมืองเคยใหญ่ ปัจจุบันเป็นฝ่ายค้าน

และหากเจาะพื้นที่สุราษฎร์​​ กลุ่มธุรกิจนี้ก็ไม่ได้สนับสนุนเครือข่าย “กำนันดังฝ่ายคนดี” ที่มีทายาทย้ายเข้าชายคาสีน้ำเงิน แต่ “กำนันดังสุราษฎร์อีกคน” อยู่ค่ายสีเขียว งานนี้จึงพอมองเห็นร่องรอยการเมืองแฝงอยู่ภายใต้ศึกน้ำมัน

คาดว่า หลังวันที่ 6 เมษายน รัฐบาลน่าจะ “ใส่ไม่ยั้ง” เพื่อฟื้นวิกฤติศรัทธาให้กลับคืนมา หรืออย่างน้อยก็หยุดข่าวร้ายไม่ให้ขยายวงออกไป เพราะกระแสความไม่พอใจผลงานการบริหารจัดการน้ำมัน รุนแรงจริงๆ

แต่ผลที่จะเกิดขึ้นน่าจะได้แค่สกัดไฟไม่ให้ขยายวง ส่วนจะฟื้นศรัทธาน่าจะลืมไปได้เลย เพราะปัญหา “เดินถอยหลังจับไอ้โม่ง” ประชาชนเขารู้ทัน เพราะสังคมเตือนและเรียกร้องมาเป็นเดือน รัฐบาลเฉย พอใกล้แถลงนโยบาย จึงค่อยขยับทำ

เรื่องนี้สะท้อนจากเสียงข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบด้านภาษี และราคาสินค้าตามกฎหมาย

ข้าราชการหลายหน่วยบ่นว่า ช่วงเดือนแรกหลังสงครามตะวันออกกลาง ทุกหน่วยรู้ดีว่า สถานการณ์น้ำมันแพงจะตามมา และจะมีการกักตุนน้ำมัน แต่ไม่มีสัญญาณจากฝ่ายการเมืองให้ดำเนินการใดๆ อำนาจก็ไม่แน่ใจว่ามีจริงหรือไม่

เช่น ความสับสนว่า อำนาจการคุมราคาน้ำมันหน้าปั๊ม หน้าโรงกลั่น เป็นของใคร เพราะกระทรวงพาณิชย์ก็อ้างว่าไม่ใช่อำนาจของตน กระทรวงพลังงานก็บอกว่า ตนไม่มีอำนาจเหมือนกัน

ข้าราชการหลายคนบ่นว่า เห็นปั๊มปิด คลังน้ำมันปิด ต้องการจะเข้าไปตรวจ เพราะรู้ว่ากักตุนแน่ แต่การจะเข้าตรวจได้ ต้องขอหมายค้นจากศาล เพราะซุ่มซ่ามเข้าไปก็เจอข้อหาบุกรุก

ฉะนั้้นเมื่อรัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจน ไม่นำกฎหมายเก่า พระราชกำหนดปี 2516 มาบังคับใช้ และตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจขึ้นมา และส่งสัญญาณออกไป ก็ทำให้ทุกอย่างล่าช้า และเพิ่งมาทำย้อนหลังในวันนี้ จนถูกมองว่าทำเพื่อหวังผลทางการเมือง

จากไฟน้ำมัน ข้ามไปที่ “ไฟใต้” ซึ่งกำลังบานปลายไล่จับ “แก๊งยิง สส.ชายแดนใต้” ต้องบอกว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่าที่คิด!

แม้ผู้ต้องหาที่ร่วมทีมยิง สส.นราธิวาส เป็นอดีตทหารนอกราชการ แต่ความเกี่ยวพันแยกกันไม่ออก เพราะใช้รถของทางราชการที่ยังไม่ถูกจำหน่ายออก

เรื่องนี้สะเทือนภาพลักษณ์ กอ.รมน. เพราะเป็นรถในราชการของ กอ.รมน. โดยเฉพาะความหละหลวมในการควบคุมรถ เพราะรถถูกยืมไปใช้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์

สะท้อนปัญหาใน กอ.รมน. แหล่งรวมกำลังพลแบบใด? 

เพราะทหารใน กอ.รมน.ให้เพื่อนอดีตทหารยืมรถ และถูกนำรถไปยิง สส. เกิดคำถามว่าเขาไม่รู้เลยหรือว่าเพื่อนรับงานอะไรอยู่

เครือข่ายทหารสีเดียวกัน ทั้งในและนอกราชการ ทำภารกิจทั้งในและนอกกฎหมายอยู่หรือไม่?

เพราะอดีตทหารที่ก่อเหตุเป็นอดีต นย. ทหารเรือ ลูกน้องที่นำรถไปส่งอู่เพื่อชำแหละ ก็เป็นอดีตทหารเรือ ทหารใน กอ.รมน.ที่ให้ยืมรถ เป็นทหารเรือด้วยหรือไม่?

แต่ “บิ๊ก กอ.รมน.จังหวัด” เป็นทหารเรือยศสูงแน่นอน ขณะนี้มีข่าวโดนสอบ

คนกลุ่มนี้รู้จักกัน และรู้จักอู่รถที่รับงานผิดกฎหมาย อาวุธปืนมาจากไหน ทำไมมีอาวุธสงคราม “ไม่มีประวัติ” ถึงถูกนำมาใช้ก่อเหตุลักษณะนี้ รวมทั้งเครื่องกระสุน ทั้งๆ ที่ชายแดนใต้มีทหาร ตำรวจ และ อส.เต็มไปหมด หลายหมื่นนาย

“ทฤษฎีปืนโจร - ปืนเวียน - ปืนไร้ที่มา” ดังก้องเต็มสองหูผู้คนในสามจังหวัดชายแดน

สมมติเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่เหตุการณ์หนึ่ง กลุ่มโจรก่อเหตุแล้วชิงปืนเจ้าหน้าที่ไป แต่ชิงไปไม่หมด เหลืออยู่ 1 กระบอก หากมีเจ้าหน้าที่หัวใส แต่จิตใจไม่สะอาด เก็บปืนนั้นไว้ แล้วแทงบัญชีว่า ถูกโจรใต้ชิงเอาไป ปืนนั้นจะกลายเป็น “ปืนโจร”

เมื่อปืนถูกนำไปยิงใคร ยิงนักการเมือง ยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือไปรับจ้างยิง รับงานจากคู่ขัดแย้งต่างๆ เหยื่อที่ตายก็จะถูกระบุว่าเป็น “ฝีมือโจรใต้” เป็นคดีความมั่นคง รับเงินเยียวยาจากรัฐ แถมสาเหตุการถูกสังหารก็จะเป็นความลับดำมืด

นี่คือต้นตอของเสียงเรียกร้องให้ “ขึ้นทะเบียนปืนและยุทโธปกรณ์ทั้งหมด” ที่ใช้ในชายแดนใต้ ไม่ใช่เฉพาะ “ปืนโจร” แต่ต้องรวมถึงปืนเจ้าหน้าที่เองด้วย

ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ต้องป้องกันพวกหัวใจ จิตใจไม่สะอาด สร้างตำนาน “ปืนโจร” ซึ่งมีอยู่จริง

เหตุการณ์แบบนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ถ้าไม่รื้อโครงสร้างทั้ง กอ.รมน. กฎหมายพิเศษ​ การขึ้นทะเบียนอาวุธปืน และเคลียร์ข้อข้องใจอื่นๆ จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเพื่อดับไฟใต้ได้เลย

1.คนชายแดนใต้จะตั้งคำถามตลอดว่า เหตุร้ายแต่ละเหตุ ใครก่อกันแน่ เจ้าหน้าที่สร้างสถานการณ์เองหรือไม่

2.กระบวนการตรวจพิสูจน์หลักฐานจะสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้เลยว่า ผลที่ออกมาปราศจากข้อสงสัยจริงๆ

3.กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน/ต่อต้านรัฐ จะนำไปขยายผลไม่จบ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่เชื่อใจรัฐ

4.งบประมาณที่ละลายไปแล้วกว่า 5.1 แสนล้าน จะถูกตั้งคำถามไม่เลิกว่า คุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วคือการสร้างสถานการณ์เพื่อเอางบกันแน่

5.กอ.รมน.และกฎหมายพิเศษทุกฉบับ จะถูกตั้งคำถามว่า ควรมีและใช้ต่อไปหรือไม่ เพราะนอกจากจะไม่สามารถสกัดกั้นเหตุร้ายจากกลุ่มโจรใต้ (หน่วยในพื้นที่ยอมรับเอง) ยังมีภัยแทรกซ้อนจากพวกเดียวกันเองท่ามกลางกฎหมายพิเศษอีกด้วย!