ขณะนี้วิจารณ์กันกระหึ่มว่า “รัฐพันลึก”กำลังผูกขารัฐบาลสีน้ำเงิน หากผลงานพาชาติฝ่าวิกฤติไม่ค่อยประทับใจ อาจมีรายการ “ล้มกระดาน” เลือกตั้งใหม่
สถานการณ์รัฐบาล ขณะนี้ ถือว่า “เปราะบาง” อย่างไม่น่าเชื่อ
หากเทียบกับความเชื่อมั่นที่ได้รับมาอย่างท่วมท้นหลังผ่านการเลือกตั้งในสัปดาห์แรก ที่หุ้นขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีประเด็น “เลือกตั้งไม่เป็นความลับ” แต่ก็ดูจะทำอะไร พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เลย
แม้กระทั่งกระแสเลือกตั้งโมฆะจะมาแรงในช่วงเวลาหนึ่ง ถึงขั้นมีการพยายามปลุกม็อบ แต่สุดท้ายก็ดูจะ “จุดไม่ติด” และฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวก็เริ่ม “ถอยไปเอง”
แต่สถานการณ์มาพลิกผันอย่างรวดเร็วเมื่อรัฐบาลเผชิญสงครามในตะวันออกกลาง และแก้ปัญหา “ราคาน้ำมัน” แบบผิดฟอร์ม
บรรยากาศเหมือน “เดจาวู” ย้อนกลับไปตอนที่รัฐบาลเดียวกันนี้ ผู้นำคนเดียวกันนี้ ต้องเจอกับวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ และทำให้คะแนนความเชื่อมั่น ไว้วางใจ ดิ่งหนัก
วิกฤติน้ำมันทั้งๆ ที่เรื่องปริมาณสำรองและราคายังไม่ได้เลวร้ายอย่างแท้จริง แต่มาจากปัญหาการบริหารจัดการ หรือพูดง่ายๆ คือ “ฝีมือของรัฐบาล” ซึ่งเกิดขึ้นล่าสุดนี้ กำลังจะซ้ำรอยเดิม
1.อ้างว่าน้ำมันสำรองมีมากพอสำหรับ 100 วัน (จาก 60 กว่าวัน บวกไปบวกมากลายเป็น 104 วัน) แต่กลับไม่มีน้ำมันให้ประชาชนเติมที่หน้าปั๊ม ทำให้คนไม่เชื่อมั่น
2.คนไทยเชื่อว่าน้ำมันสำรองมีพอ แต่เมื่อไม่มีน้ำมันให้เติม จึงเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อแสวงหากำไร
3.รัฐบาลบริหารผิดพลาด หรืออาจไม่รอบคอบ เพราะมุ่งใช้ “กองทุนน้ำมัน” อุดหนุนราคาหน้าปั๊ม แต่ไม่อุดหนุนราคาค้าส่ง หรือราคาหน้าโรงกลั่นในช่วงแรก ทำให้เกิดสถานการณ์ “น้ำมันสองราคา” ล่อใจให้กักตุนเพื่อเก็งกำไร
4.กระแส “ไอ้โม่งโกงน้ำมัน” ดังกระหึ่ม และดังยิ่งขึ้นเมื่อรัฐมนตรีในรัฐบาล ซึ่งเคยอยู่ในธุรกิจน้ำมันเต็มตัว ออกมาพูดเอง
5.นายกฯออกมาสยบข่าวว่า “ไม่มีไอ้โม่งโกงน้ำมัน” ทว่าถัดจากนั้นอีกแค่ 1 วัน กลับมีการไปบุกค้น จับกุมคลังน้ำมันที่สงสัยว่ากักตุน และการไล่ล่ากำลังขยายวง...อ้าว! ไหนว่าไม่มี
อยากบอกว่าที่ประชาชนเขาเชื่อกัน และส่งข้อมูลต่อๆ กัน มันมีใหญ่กว่าที่ไปค้น ไปจับ แต่รัฐบาลเกรงใจใครอยู่หรือไม่
ล่าสุดวันนี้ น้ำมันตามปั๊มต่างๆ ยังหายาก ขาดแคลน ชาวบ้านรอต่อคิว แต่เติมไม่ได้ ทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลเสียหาย จัดการปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ ข้าวของเริ่มขยับราคา ความเดือดร้อนกำลังถามหาประชาชน
6.สถานการณ์สงครามกำลังบานปลาย แต่รัฐบาลแก้แค่ปัญหาเฉพาะหน้า และทำสัญญาหาน้ำมันแห่งใหม่ แต่ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คือราคาค่าขนส่ง
ฉะนั้นราคาจะแพงขึ้นแน่นอน และจะขาดแคลนแน่นอนในอีกไม่นานนี้ แต่ “แผนบริหารจัดการน้ำมันในภาวะวิกฤติ” ยังไม่มีปรากฏออกมา
โดยเฉพาะหากวันนั้นมาถึง ต้องมีการบริหารจัดการกันหรือไม่ว่า ใคร/กลุ่มไหนควรได้น้ำมัน และใคร/กลุ่มไหนที่ไม่ได้ หรือต้องรอ เขาจะอยู่กันอย่างไร ท่านคิดแผนพวกนี้เตรียมๆ ไว้ และบอกประชาชนไว้บ้างก็น่าจะดี
7.รัฐมนตรีเทคโนแครตทั้งหลาย กลายเป็นคนที่ชาวบ้านไม่ไว้วางใจ เพราะ “รู้มากก็จริง” แต่เหมือน “อยู่ฝ่ายเดียวกลับกลุ่มทุน” หรือไม่ก็เกรงใจกลุ่มทุน บางท่านแสดงท่าทีอึดอัด แต่ก็ทำอะไรไม่ถนัดมือ เพราะการเมืองไทยมีหลายเลเยอร์
เหนือกว่าท่านยังมีหัวหน้าพรรค เหนือกว่าหัวหน้าพรรค ยังมีผู้นำจิตวิญญาณ เหนือกว่าผู้นำจิตวิญญาณ ยังมี... (เดาเอาเอง!)
8.ประชาชนเริ่มรู้สึกว่า นายกรัฐมนตรีเหมือนไม่ได้ยืนอยู่ข้างๆ พวกตน และยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
หลายเสียงเริ่มตั้งคำถาม นี่เราเลือกมาถูกคนหรือเปล่า บางคนบ่นว่าไม่ใช่ทองคำ แต่เป็น “ทองเก๊” ซึ่งก็ไม่ผิดที่ประชาชนจะวิจารณ์ด้วยอารมณ์แบบนี้ เพราะความเดือดร้อนมันเคาะประตูหน้าบ้านเขาแล้ว
จากสถานการณ์ทั้งหมด จู่ๆ ศาลรัฐธรรมนูญก็รับวินิจฉัยคำร้อง “เลือกตั้งโมฆะ” ด้วยมติ 6 ต่อ 3
ขณะที่ตลาดหุ้นเริ่มตก ไม่ใช่แค่เพราะสาเหตุสงครามยืดเยื้อ แต่เป็นเพราะความเชื่อมั่นของ “นักธุรกิจ และตลาดทุน” ที่มีต่อรัฐบาลหล่นวูบ
คดีเขากระโดง และคดีฮั้ว สว.ที่น่าจะ “ตัดจบ” ได้เงียบๆ กลับถูกปูดขึ้นมา แปลว่ารัฐบาล หรือพรรคสีน้ำเงิน คุมกลไกไม่ได้ทั้งหมดอย่างที่คิดไว้
หลังตั้งรัฐบาล โอกาสที่รัฐบาลจะถูกฝ่ายค้านจับมือกันเปิดอภิปรายขยายแผล มีสูงมาก... อภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ เชื่อว่ามีแน่ๆ แต่จะลามถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยหรือไม่... ต้องรอดู
ขณะนี้สถานการณ์ไฟใต้ก็แรงขึ้นมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ และสังเกตว่าแรงตลอดทุกครั้งที่มีปัญหาการเมืองในส่วนกลาง
ระวังสถานการณ์ไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกด้าน มันจะยิ่งยุ่ง
ขณะนี้วิจารณ์กันกระหึ่มว่า “รัฐพันลึก” กำลังผูกขารัฐบาลสีน้ำเงิน หากผลงานพาชาติฝ่าวิกฤติไม่ค่อยประทับใจ อาจมีรายการ “ล้มกระดาน” เลือกตั้งใหม่ เพราะมีการผูกขาเอาไว้ชั้นหนึ่งแล้ว และต้องระวังเอาไว้ว่าอาจมีความวุ่นวาย จนต้องมี “อัศวินขี่ม้าขาว” ปรากฏตัว!





