วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

ฮั้วสว. กกต.หลับลึก ?

ฮั้วสว. กกต.หลับลึก ?

ประเด็นฮั้ว สว.ที่ตกเป็นข่าวยืดเยื้อนานข้ามปี (จริงๆ ข้าม 2 ปี จากปลายปี 67 ถึงต้นปี 69 ระยะเวลารวมประมาณปีครึ่ง) ได้ยกระดับจากประเด็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม “สว.สำรอง” หรือกลุ่ม “สว.สอบตก” กลายเป็นประเด็นสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ

โดยเฉพาะจากสภาพ สว.ที่เห็นและเป็นอยู่ ทำให้คนไทยทั่วๆ ไปที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เชื่อว่ามีการ “ฮั้ว” กันเกิดขึ้นแน่นอน

เพราะแม้แต่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคสีส้ม ก็เคยเสนอโมเดลแนวๆ “ฮั้ว” แบบนี้มาแล้วตั้งแต่ก่อนการสมัครรับเลือก สว. เพียงแต่ไม่ได้ทำอย่างเป็นระบบ เพราะเลือกใช้การรณรงค์ มีการเชิญชวนให้ยอมจ่ายค่าสมัครเพื่อเข้าไปเลือก สว.กลุ่มที่พวกตนมองว่าเป็น “คนดี มีคุณภาพ”

พูดง่ายๆ คือกลุ่มการเมืองมองเห็นช่องทางการ “ฮั้ว” หรือใช้ศัพท์หรู ๆ ว่า “รณรงค์สร้างการรับรู้ร่วมกันเพื่อให้โหวตเตอร์เลือกไปในทิศทางเดียวกัน”

เพราะทุกกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองรู้ดีว่า วุฒิสภา คือต้นธารของการคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญทุกองค์กร รวมไปถึงให้ความเห็นชอบชื่ออัยการสูงสุด และประธานศาลบางศาลด้วย

ฉะนั้นหาก สว.เป็นกลุ่มพวกเดียวกับฝ่ายการเมือง หรืออย่างน้อยก็มีความคิดไปในทางเดียวกัน การผลักดันวาระสำคัญๆ ต่างๆ ก็จะง่ายขึ้นเยอะ

การ “ฮั้ว” จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมาถกเถียงกันอีกแล้วว่าเกิดขึ้นหรือไม่ ประกอบกับ สว.กลุ่มก้อนใหญ่ในปัจจุบัน เขาก็รวมตัวกันเชิงสัญลักษณ์ และรูปแบบการโหวต เช่น นัดหมายสวมเสื้อสีเดียวกัน โหวตไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยจำนวนมือใกล้เคียงกันทุกครั้ง

ในลักษณะที่อาจกล่าวได้ว่าไม่ใช่ความบังเอิญ และไม่ใช่การใช้เสียงข้างมากในนิยามของประชาธิปไตยอีกต่อไป

เรียกว่าประกาศตัวกันอย่างเปิดเผยว่า “เราพวกเดียวกัน” ฉะนั้นประเด็นที่ต้องพิสูจน์กัน จึงไม่ใช่ “ฮั้วกันมาหรือไม่” แต่คือ“ฮั้วแล้วจะผิดหรือเปล่า” หรือ“ฮั้วอย่างไร จึงมีความผิด”มากกว่า

หลักๆ คือมีการใช้เงินใช้ทองกันจริงไหม โดยเฉพาะตัวเลข 300 ล้านยึดสภาสูง เป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เพื่อวินิจฉัยบนพยานหลักฐานเชิงประจักษ์

ครั้นเมื่อมีข่าว อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ลงมติ “ยกคำร้อง” กรณีฮั้ว สว. ในแบบ “ยกทั้งล็อต” คือผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ในตำแหน่ง 138 คน และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนเครือข่ายของพรรคและเครือข่ายคนการเมืองอีก 91 คน ล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลยแม้แต่น้อย… จึงทำให้สังคมพากันกังขา

แม้แต่ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เคยนำ สส.พรรคประชาชน โหวตสนับสนุนหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปีที่แล้ว วันนี้ยังออกมาบอกว่า “ค้านสายตา”

มันก็เลยกลายเป็นโจทย์ของสังคมว่า เราจะเอาอย่างไรกันต่อไป และ “ว่าที่พรรคฝ่ายค้านในสภา” จะปล่อยให้เพื่อนร่วมฝ่ายนิติบัญญัติของท่าน และรวมถึงฝ่ายบริหารในรัฐบาลบางคน ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ขบวนการฮั้ว” อยู่หรือ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ กกต. หรือ อนุฯวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ที่ต้องตอบสังคมให้ได้ หากสุดท้ายบทสรุปออกมาว่าการเลือก สว. ไม่มีการฮั้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรที่ทำงานคู่กับวุฒิสภา ก็สมควรต้องมีบทบาทในการหาคำตอบให้สังคมด้วยเช่นกัน

เพราะบทบาทหน้าที่ของ สว. ส่งผลต่อระบบการเมืองไทยในยุคนี้อย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะการวางตัวกรรมการองค์กรอิสระทุกองค์กร และการตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทุกร่าง ทุกเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากข้อมูลการฮั้วที่เปิดกันจนฉ่ำมานานข้ามปี ยังมี “ข้อมูลลับ” อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งยังไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณะมากนัก แต่สะท้อนให้เห็นความผิดปกติของการพิจารณาสำนวน ฮั้ว สว.

โดยมีอยู่ 5 ความเคลื่อนไหวสำคัญ ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ไม่นานมานี้เอง กล่าวคือ...

1. มติของ คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 (ขั้นที่ 1 ของกระบวนการสอบฮั้ว สว. จากทั้งหมด 4 ขั้นตอน) มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า การแจ้งข้อหา “นักการเมืองคนสำคัญ” กลุ่ม 91 คน ได้ขออนุมัติ กกต.ชุดใหญ่ก่อนแล้ว

ความหมายคือ กกต.ชุดใหญ่รับทราบ และเมื่อไม่คัดค้าน หมายความว่า กกต.เห็นว่าข้อกล่าวหา “มีมูล” ใช่หรือไม่

 2. คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เป็นคณะที่ตั้งขึ้นพิเศษ นอกจากคณะปกติที่ตามระเบียบ กกต.กำหนดให้มี 35 คณะ เมื่อเป็นแบบนี้ อนุฯคณะที่ 36 มีกฎหมายรองรับหรือไม่, ตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่มี 35 คณะอยู่แล้ว

อนุฯคณะปกติ 35 คณะ ประชุมกันเดือนละ 4 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ละคณะมีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายวงการ และมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เนื่องจากรับพิจารณาคำร้องและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ 

กระทั่งบางคนเปรยว่า “มีคำร้องเข้ามาทุกวัน” แล้วเหตุใดจึงต้องไปตั้ง อนุฯคณะที่ 36

ที่สำคัญ อนุฯคณะที่ 36 มีกรรมการแค่ 7 คน บางคนมีประวัติน่าสงสัย เช่น เคยถูกให้ออกจากการทำหน้าที่บางประการในองค์กรอิสระ มีการมองในเชิงทฤษฎีสมคบคิดว่า เป็นการเลือกคนที่มี “ชนักปักหลัง” เพื่อหวังผลให้ต่อรองบางเรื่องได้ง่ายๆ หรือไม่

3. อนุฯคณะที่ 36 ไม่เคยเรียกสอบเพิ่มเลย แต่กลับมีข่าวยกคำร้อง “ยกล็อต” สวนทางคณะอนุฯสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ทั้งหมด ทั้งที่ตามปกติ หากมีความเห็นต่างในเรื่องพยานหลักฐานและผลการวินิจฉัยตามที่คณะไต่สวนระดับล่างเสนอขึ้นมา ก็ชอบที่คณะไต่สวนระดับสูงขึ้นไป ควรสั่งสอบเพิ่มเติมก่อนใช่หรือไม่

4. มีข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ส่งหลักฐานที่อัยการคดีพิเศษสั่งสอบเพิ่ม ในสำนวนคดีพิเศษ “ฟอกเงิน - อั้งยี่” ของขบวนการฮั้ว สว. ให้ กกต.ชุดใหญ่ด้วย เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาสำนวน ฮั้ว สว. 229 รายที่อยู่ในการพิจารณาของ กกต.

โดยเป็นการส่งตามช่องทางที่คณะอนุกรรมการสืบสวนสวนและไต่สวน คณะที่ 26 มีตัวแทนดีเอสไอร่วมอยู่

5. มีข่าว กกต.ชุดใหญ่ ลงมติ 4 : 3 ไม่รับพยานหลักฐานเพิ่มจากดีเอสไอ (ใครนั่งหัวโต๊ะเคาะเรื่องนี้เอง ลองไปหาข่าวกันดู)

เมื่อไม่รับหลักฐานเพิ่ม จึงมีข่าวว่า กกต.จะลงมติเรื่องนี้ก่อนวันที่ 23 มี.ค. คาดว่าจะเป็นช่วงก่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หรือก่อนตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่เรียกกันว่า “รัฐบาล อนุทิน 2.0”

กล่าวกันว่าสาเหตุที่ต้อง “ตัดจบ” เรื่องนี้ก่อนกระบวนการเลือกนายกฯ และตั้ง ครม. ก็เพื่อไม่ให้ถูก สส.ฝ่ายค้านยื่นตีความคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งมี “มาตรฐานจริยธรรม” ค้ำคออยู่ เป็นการเคลียร์ทาง ขจัดขวากหนามทั้งปวงเพื่อขึ้นสู่อำนาจ หรือจะเรียกว่า “เถลิงอำนาจ” ก็ไม่ผิด

เพราะต้องการ “เถลิงอำนาจ” โดยปราศจากอุปสรรคใดๆ เหมือนกับที่ทำลายพรรคพันธมิตร พรรคคู่แข่ง จนราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว

หากเรื่องนี้สำเร็จง่ายดาย ให้รอดูจังหวะก้าวต่อไป... ที่ดินเขากระโดง!