วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ไฟเขียว ‘อนุทิน’ควบ‘กลาโหม’ สัญญาณ‘กองทัพ’ ไร้รอยต่อ

ไฟเขียว ‘อนุทิน’ควบ‘กลาโหม’ สัญญาณ‘กองทัพ’ ไร้รอยต่อ

หากเป็นตามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือน คนที่ 5 ที่ควบตำแหน่ง “รมว.กลาโหม” ต่อจาก ชวน หลีกภัย สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ตามที่อนุทินได้ประกาศไว้ในนโยบาย ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคง และสานต่อภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังยืดเยื้อ และยากที่จะจบลงง่ายๆ 

ทั้ง การสร้างกำแพงความมั่นคงชายแดนตามเสียงเรียกร้องคนไทย เปิดรับทหารอาสา 100,000 อัตรา ระยะเวลา 4 ปี เงินเดือน 12,000 บาท ลดการเกณฑ์ทหาร 

ใช้การทูตเชิงรุกควบคู่กับความเข้มแข็งทางทหาร เพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในกรณีพิพาทชายแดน เดินหน้าจัดการพนันออนไลน์ แก๊งสแกมเมอร์ และทุนสีเทาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน

"รมว.กลาโหม” ถือเป็นผู้ที่มีบทบาท รักษาความสมดุล และกุมสภาพการเชื่อมต่อระหว่างกระทรวงกลาโหมที่เป็นหน่วยงานระดับนโยบาย กับกองทัพ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติ แต่มีพลังอำนาจมหาศาล และเกี่ยวพันกับสถาบันหลักของชาติ

เก้าอี้สำคัญตัวนี้ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้นั่ง เพราะการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม อาจต้องใช้ข้อมูลหลายๆ ด้าน มาประกอบการตัดสินใจ เช่น ต้องมีพาวเวอร์ เป็นที่ยอมรับของคนในกองทัพ

ดูได้จาก “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่ออกมายอมรับว่า พลาดเสียเก้าอี้ รมว.กลาโหม ให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ใน “ครม.อนุทิน 1” แม้ได้รับการทาบทาม และมีความพร้อมในการทำหน้าที่ก็ตาม สาเหตุมาจากกองทัพได้ออกโรงเตือน และคัดค้าน

ต้องยอมรับว่า ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทย ได้รับการเลือกตั้ง ได้สส.มากถึง 193 ที่นั่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสรักชาติ โดยเฉพาะในการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา รอบ 2 ประชาชนคาดหวังให้ “อนุทิน” มาสานต่อภารกิจ และจัดการกัมพูชาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

อีกทั้งยังได้รับแรงหนุนจากเพื่อน วปอ.61 เพราะ "อนุทิน” ได้ศึกษา และเรียนรู้ ประเพณีวัฒนธรรมภายในกองทัพ งานด้านความมั่นคง และประสบการณ์ทางการเมืองมา 8 ปี ร่วมคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เต็มไปด้วยทหารทั้งในและนอกประจำการ

ในห้วงที่อนุทินเป็นนายกฯ มากว่า 4 เดือน ได้รับรู้รับทราบปัญหาด้านความมั่นคงในภาพรวม และการแก้ปัญหาด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสู้รบกับกัมพูชา และยังแสดงบทบาทหลัก ในการเป็นผู้สนับสนุนกองทัพ

ดังนั้น พลันที่ปรากฎชื่อ อนุทิน ควบ รมว.กลาโหม จึงไร้เสียงต่อต้าน หรือคัดค้าน เพราะการทำงานที่ผ่านมา สอดผสานเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา แบบไร้รอยต่อกับ ผบ.เหล่าทัพ

ทั้ง พล.อ.กฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟืองจันทร์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.

ทว่า ที่ต้องจับตาคือ รัฐบาลจะมีโควตารัฐมนตรีคนนอก เหลือพอสำหรับเก้าอี้ รมช.กลาโหมหรือไม่ หลังจากเมื่อ 19 ก.พ.นายกฯอนุทิน ได้เรียก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม คนปัจจุบัน เข้าพบเป็นการส่วนตัว ท่ามกลางตั้งข้อสังเกตว่า พล.ท.อดุลย์ อาจได้ไปต่อ

ทั้งนี้ พล.ท.อดุลย์ นอกจาก จะเป็นสายตรงบุรีรัมย์ เป็นที่ไว้วางใจแล้ว ยังมีดีกรีอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และเป็นเพื่อนเตรียมทหาร 26 ของ ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ. ซึ่งง่ายต่อการประสานงาน

นอกจากนี้ยังมี พล.ร.อ.สุวิน แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ทสส. เพื่อนอัสสัมชัญ 98 และวปอ.61 ที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา และพิจารณาเสนอความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ ที่มอบหมาย

พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาฯ สมช. อดีตเสนาธิการทหาร นักรบสมรภูมิร่มเกล้า ทหารม้าสายบู๊-ทหารพัฒนา ก็สนิทสนมกับ อนุทินมายาวนาน คาดว่าจะถูกดึงมาร่วมคณะทำงาน ทั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขาฯรัฐมนตรี และที่ปรึกษา เพื่อเสริมทีมให้แข็งแกร่ง 

สำหรับการแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาชายแดนกับกัมพูชา แม้ปัจจุบัน จะอยู่ในช่วงของศึกการทูต แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่า การปะทะรอบ 3 จะไม่เกิดขึ้น

ท่ามกลางปัจจัยบ่งชี้ และสัญญาณเตือนอยู่เป็นระยะ ทั้งการที่กัมพูชาเผาป่าในพื้นที่ชายแดน การยิงปืน ค.เข้ามาฝั่งไทย หวังก่อกวน การเสริมกำลัง การซื้ออาวุธจากประเทศต่างๆ อยู่ตลอด

ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นเอกภาพ เป็นเนื้อเดียวกันของรัฐบาล และกองทัพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสู้ศึกชายแดนไทย-กัมพูชา