หลังเลือกตั้ง "อนุทิน ชาญวีรกูล" รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินสายขอบคุณประชาชนที่เทคะแนนให้ พรรคภูมิใจไทย ถล่มทลายกว่า 193 ที่นั่ง ชนะคู่แข่งขาดลอย
โดยปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่ง นอกจากการดึงมืออาชีพอย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เข้าร่วมทีม ครม.แล้ว ผลพวงเหตุปะทะ ชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ก็มีผลไม่น้อย
“อนุทิน”ส่งสัญญาณไปถึงกรุงพนมเปญ “ไม่ถอย-ไม่รื้อ-ไม่เปิดด่าน” ภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่เดินหน้าต่อเนื่อง สะสางปัญหาชายแดน เร่งพัฒนาพื้นที่อธิปไตยไทยที่ยึดคืนจากกัมพูชา หลังถูกรุกล้ำมายาวนานให้เกิดความมั่นคง ปลอดภัย เดินหน้าสร้างรั้ว การปิดด่านยังคงดำเนินการต่อจนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคาม
พร้อมประกาศ ยกเลิก MOU 44 ซึ่งเป็นความต่อเนื่องจาก MOU 43 ที่ลากพื้นที่ทางบกมาสิ้นสุดหลักเขต 73 อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ไปสู่ไหล่ทวีป ซึ่งมีทรัพยากรใต้น้ำ บนดิน ใต้ดิน เข้ามาเกี่ยวข้องเหตุ 20 ปีไร้ความคืบหน้า
ส่วน MOU 43 แม้จะมีความคืบหน้ากระบวนการสำรวจเขตแดนเห็นชอบรับรองไปแล้ว 45 หลักเขต เหลือเพียง 29 หลักเขต ที่ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่ต้องปรับปรุงเนื้อหาสาระเพื่อสอดรับกับบริบท และสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
"การสร้างรั้วแนวชายแดนดำเนินการแน่นอน รวมถึงการเสริมศักยภาพด้านอาวุธ และความแข็งแกร่งของกองทัพ ผมได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว ให้ไปดำเนินการได้เลย เช่นเดียวกับการยกเลิก MOU 44 ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม สมช.(สภาความมั่นคงแห่งชาติ)กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการแล้ว ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามา ยกเลิกได้เลย ใช้อำนาจ ครม.ไม่ต้องผ่านสภาฯ"
“ส่วน MOU 43 ถือว่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทย เราก็ปักปันดินแดนของเราไป ส่วนการปรับปรุงเนื้อหาสาระ รอให้มีการพูดคุย ตอนนี้ใครอยู่ที่ไหนก็อยู่ตรงนั้น ตามข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด ซึ่งได้เขียนไว้ชัดเจน” อนุทิน ระบุ
ขณะที่ท่าทีกัมพูชาพยายามดึงเพื่อนบ้านเข้ามาเจรจากับไทย ล่าสุดเมื่อ 6 ก.พ. ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะตัวแทนประมุขแห่งรัฐ ต้อนรับการมาเยือนของ “โต เลิม” (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ เวียดนาม ณ พระราชวังเขมรินทร์ ในกรุงพนมเปญ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และหารือความร่วมมือกันหลายประเด็น
หนึ่งในหัวข้อพูดคุย “ฮุน เซน” ขอให้เวียดนามเป็นตัวกลางเจรจากับฝ่ายไทย ให้ถอยออกจากพื้นที่ยึดคืน รื้อรั้วลวดหนาม ตู้คอนเทนเนอร์ที่ปิดกั้นใน พื้นที่ชายแดน เปิดให้คนกัมพูชากลับเข้าพื้นที่เดิม
ขณะที่ “ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา ประกาศกร้าว ไม่ยอมรับการใช้กำลังทหารฝ่ายไทยในการยึดพื้นที่ ขู่ใช้กฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) จัดการฝ่ายไทย
ควบคู่กับการส่งหนังสือไปถึงประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เพื่อขอเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ และข้อมูลทางเทคนิค หวังยุติความขัดแย้งพรมแดนไทยที่ยืดเยื้อมานาน และเรียกร้องเดินหน้าเจรจาจัดทำเขตแดน โดยคณะกรรมาธิการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ภายใต้กลไก MOU 43 เพื่อทวงคืนบ้านหนองจานให้ชาวกัมพูชา
ทันทีที่ฝ่ายไทยเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง กำลังมีรัฐบาลใหม่ “ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการสมช. เตรียมลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งฝั่งกองทัพภาคที่ 2 อีสานใต้ กองทัพภาคที่ 1 จ.สระแก้ว และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)
ตามคำสั่งของ นายกฯอนุทิน ให้สมช.เตรียมมาตรการป้องกันให้ทันท่วงที อย่ารอให้มีเหตุการณ์ พร้อมสานต่องานหากมีรัฐบาลใหม่ ทั้ง สถาปนาความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา การปราบปรามสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ
พร้อมให้กระทรวงกลาโหมปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติม เรื่องการควบคุมสินค้าชายแดน เกี่ยวข้องกับวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก หิน เสริมมาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ อินเทอร์เน็ต อยู่ระหว่างการดำเนินการโดยกรมพระธรรมนูญ
สำหรับ แรงงานกัมพูชา กลุ่มที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะครบกำหนดได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย สิ้นสุด 31 มี.ค.2569 จำนวน 1 แสนคน
หลังเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา “อนุทิน” ได้สั่งชะลอการลงนามในร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ตามมติ ครม.เมื่อ 19 ส.ค.2568 ซึ่งเสนอในรัฐบาลก่อน โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
เนื่องจากไม่สามารถยืนยันตัวตน หรือที่อยู่ได้อย่างชัดเจน หากอนุญาตให้อยู่ต่อ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง รวมถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมือง หรืออาชญากรรมข้ามชาติ
ล่าสุด สมช. เห็นชอบต่ออายุแรงงานกัมพูชากลุ่มนี้ไปอีก 1 ปี ภายหลังสอบถามหน่วยงานความมั่นคง และไม่ขัดข้อง หากเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมกำหนดขั้นตอนคัดกรองคุณสมบัติ ดำเนินการโดยฝ่ายไทย ไม่ต้องหารือฝ่ายกัมพูชาเหมือนที่ผ่านมา
อีกทั้งการต่ออายุแรงงานกัมพูชา ฝ่ายไทยได้มากกว่าเสียต่อภาพลักษณ์เวทีต่างประเทศ เรื่องการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม หลีกเลี่ยงข้อครหาใช้ข้อพิพาทชายแดนกลั่นแกล้ง ด้วยการผลักดันออกนอกประเทศ
ส่วนผู้ประกอบการตบเท้าเข้าพบ “ตรีนุช เทียนทอง” รักษาการ รมว.แรงงาน ยืนยันถึงความจำเป็น หากไม่มีแรงงานกัมพูชากลุ่มนี้ จะกระทบภาคธุรกิจขาดแคลนแรงงาน
เบื้องต้น “ตรีนุช” เรียกเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในกระทรวงแรงงาน ประชุมกำหนดขั้นตอน ตรวจสอบคุณสมบัติแรงงานกัมพูชา และกำลังพิจารณาเสนอ ครม.รับทราบภายในเดือนนี้
ท่ามกลางไฟรักชาติที่ยังไม่มอด ภารกิจพิทักษ์อธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นหนึ่งในงานเร่งด่วนของ“รัฐบาลใหม่” ทันทีที่ “อนุทิน”คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้า เป็นนาย





