นักการเมืองเป็น “มนุษย์พันธุ์พิเศษ” แย่งกันแทบเป็นแทบตาย เพื่อเข้าไปเผชิญปัญหา ทั้งของประเทศไทยและของโลก ทั้งๆ ที่รู้ ดูจากสภาพปัญหาที่แท้จริง และข้อจำกัดต่างๆ แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้
บางทีผมก็คิดเล่นๆ ว่า นักการเมือง เป็น “มนุษย์พันธุ์พิเศษ” แย่งกันแทบเป็นแทบตาย เพื่อเข้าไปเผชิญปัญหา ทั้งของประเทศไทยและของโลก
ทั้งๆ ที่รู้ ดูจากสภาพปัญหาที่แท้จริง และข้อจำกัดต่างๆ แก้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ ผ่านช่วงฮันนีมูนไปก็มีแต่ถูกด่า โอกาสเป็นรัฐบุรุษแทบไม่มีเลย หลายๆ ครั้งก็งงว่าเขาแย่งกันไปทำไม
ช่วงก่อนเลือกตั้ง ด้วยภาระหน้าที่ ผมคุยกับผู้ทรงคุณวุฒิเยอะมาก ทั้งในและนอกประเทศ พบสารพัดปัญหาและความท้าทายทั้งของโลก และของไทย รอใครก็ไม่รู้ที่กำลังจะเข้ามาเป็นรัฐบาล
1.) ภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือ Geopolitics ของปี 2026 สถานการณ์โลกในปีนี้ตกอยู่ในภาวะ “The Might is Right” หรือผู้เข้มแข็งคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ซึ่งคาดเดาสถานการณ์ได้ยากจริงๆ
ที่ผ่านมาเกิดเรื่องไปแล้ว ตั้งแต่วิกฤติการณ์เวเนซุเอลาและลามสู่คิวบา แถมยังมีจุดร้อนที่ “กรีนแลนด์” ทำให้ยุโรป หรือ อียู อยู่ในภาวะโดดเดี่ยว เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ
ขณะที่อีกด้านก็มีปัญหาอิหร่าน ที่กำลังถึงจุดเดือด จนไม่น่าจะหลีกเลี่ยงสงครามได้อีกต่อไป ส่วน ฉนวนกาซาตกอยู่ใต้สถานะ “Gaza Board of Peace” หรือคณะกรรมการสันติภาพ ซึ่งอำนาจตัดสินใจสุดท้ายตกอยู่ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นการสร้างกลไกของตัวเองซ้อนกลไกของโลก จนมึนงงกันไปทั้งโลกว่า กลไกเดิมที่มีอยู่จะเอากันอย่างไร
2.) ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ หรือ “ระเบียบโลกใหม่” เรื่องนี้ชัดเจนขึ้นหลังการประชุม Davos 2026 โลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ลดการพึ่งพาดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางวิกฤติความเชื่อมั่นดอลลาร์
เราได้เห็นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ เช่น ยุโรป และแคนาดาเริ่มหันไปหาจีนมากขึ้น อินเดียกับอียูบรรลุข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็แก้เกมด้วยการลดภาษีนำเข้าจากอินเดียเหลือ 18% เพื่อดึงอินเดียกลับมาเป็นพันธมิตร
แต่อีกด้าน มาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์กำลังเผชิญกับการฟ้องร้องในศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งผลการตัดสินจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างรุนแรง
3.) นโยบายทรัมป์ กระทบไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไทยต้องรับมือกับนโยบาย “America First” ที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ไทยถูกตั้งกำแพงภาษีนำเข้าที่ 19% ซึ่งสูงกว่าอินเดียที่เพิ่งทำดีลได้ที่ 18% ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดสหรัฐลดลง และยังต้องเผชิญกับตลาดอภิมหาใหญ่อย่างอินเดีย ประชากรหลักพันล้านคน
ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับ “พายุภาษี 19%” จากสหรัฐ และระเบียบโลกใหม่ เพื่อรองรับการค้ากับจีนและยุโรป
ทั้ง 3 ปัญหา บางคนอาจจะมองว่าไกลตัว แต่ปัญหาที่ 4 ที่กำลังจะพูดถึง คือปัญหาใกล้ตัว นั่นก็คือปัญหาไทย-กัมพูชา
หลายคนบอกว่า “ปะทะรอบ 3 มาแน่” เพราะความตึงเครียดบริเวณชายแดนพุ่งสูงถึงขีดสุด
สอดคล้องกับข้อมูลฝ่ายความมั่นคงที่ผมได้ยินมา มีการประเมินสถานการณ์นับจากนี้ ช่วงหลังเลือกตั้ง ฝ่ายกัมพูชาจะเปิดการโจมตีไทยระลอกใหม่แน่นอน เพราะได้เร่งจัดหาอาวุธมาเสริมจำนวนมาก ซึ่งมีข้อมูลข่าวกรองยืนยันชัดเจนว่า มีการส่งอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงเข้าไปในกัมพูชา
ฉะนั้นจึงประเมินได้ว่า หากเกิดการปะทะรอบสาม กัมพูชาจะไม่ได้มีแค่ BM 21 หรือ ระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง อีกแล้ว
และที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่งก็คือ การจัดหาจรวดที่สามารถโจมตีหรือก่อกวนเครื่องบินรบได้ เพราะจุดที่ฝ่ายกัมพูชาคิดว่าเสียเปรียบไทยอย่างมากในการรบ ก็คือ การที่ไทยมีเครื่องบินรบทันสมัย และปฏิบัติการอย่างแม่นยำ โดยที่ฝ่ายกัมพูชาแทบไม่สามารถป้องกันได้เลย
อีกด้านหนึ่ง คดีบนศาลโลกก็กำลังเดินคู่ขนาน เพราะกัมพูชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลโลก (ICJ) เมื่อเดือน มิ.ย.68 เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ปราสาท 3 แห่ง คือ ตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ตาควาย และพื้นที่มอมเบย(ช่องบก)
ล่าสุด ฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทำหนังสือถึงฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 5 ก.พ.69 เพื่อขอความช่วยเหลือทางเทคนิคเกี่ยวกับแผนที่เก่า ซึ่งอาจนำมาสู่การได้เปรียบต่อไทย ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนชัดว่า กัมพูชาไม่หยุดแค่หยุดยิงแน่
5.) วิกฤติสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันสแกมเมอร์เปลี่ยนจากปัญหาอาชญากรรมเป็น “ภัยความมั่นคงระดับภูมิภาค”
กัมพูชาเล่นบทพระเอก มีการกวาดล้างครั้งใหญ่ จับกุม เฉิน จื้อ ประธาน Prince Group ทำให้แก๊งสแกมเมอร์แตกกระเจิง
เมียนมากลายเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายที่ควบคุมไม่ได้ มีการใช้บทลงโทษรุนแรงจากจีน ประหารชีวิตแก๊งตระกูลหมิง ที่มีบทบาทควบคุมเมืองสแกมเมอร์ที่ “เล้าก์ก่าย” เพื่อข่มขวัญกลุ่มอาชญากรที่ยังลอยนวล หรือหลบหนี
ขณะที่ไทย เริ่มใช้นโยบาย “สัญญาณศูนย์” หรือ Zero Signal ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต/โทรศัพท์ตามชายแดน และประกาศกฎอัยการศึกในบางอำเภอเพื่อสกัดกั้น “ซิมบ็อกซ์” และจานดาวเทียมสตาร์ลิงค์ ที่แก๊งเหล่านี้ใช้
วิกฤติสแกมเมอร์ได้ยกระดับเป็นสมรภูมิความมั่นคงที่ไทยสามารถใช้ “แรงกดดันจากมหาอำนาจ” มาเป็นข้อได้เปรียบในการต่อรองกับกัมพูชาได้ แต่ก็ขึ้นกับฝีมือของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย
6.) ปัญหาภาคการเงินของไทย “บาทแข็งและทองผันผวน” แน่นอนว่า วิกฤติ “บาทแข็งจากราคาทองคำ” ในปี 2569 เป็นโจทย์หินที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข
มีโจทย์ที่ไทยต้องตัดสินใจให้ชัด เช่น เชื่อมโยงการค้ากับกลุ่ม BRICS+ และพันธมิตร mBridge เพื่อลดการพึ่งพิงดอลลาร์และการผูกโยงค่าเงินบาทไว้กับทองคำเพียงอย่างเดียว
เพราะความท้าทายคือ หากรัฐบาลไม่สามารถตัดวงจร “ทองแพง-บาทแข็ง” ได้ พื้นที่การแข่งขันของไทยในตลาดโลกจะถูกบีบให้แคบลง จนยากจะฟื้นตัว
7.) สารพัดปัญหาภายในของไทย ซึ่งเป็นปัญหาค้างเก่าและยืดเยื้อมานานหลายรัฐบาล ยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าจะแก้ได้อย่างไร
เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน ยุคนี้ไม่ใช่แค่ “โคตรโกง-โกงทั้งโคตร” แต่ไปไกลถึงขั้น “กรรมการองค์กรปราบโกง” ถูกกล่าวหารับสินบนทองคำ ตำรวจระดับ ผบ.ตร. รองผบ.ตร. พัวพันพนันออนไลน์ ยิ่งนานวัน ความหวังยิ่งเลือนหาย ยิ่งวังเวง
ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ก็ยังวนเวียนทุกปี สลับกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เริ่มถี่ขี้น วนมาบ่อยขึ้น ส่วนอากาศไม่สะอาดก็กลายเป็นปัญหาถาวรของไทย โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ฉุดรั้งรายได้ประเทศไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
นี่ยังไม่นับปัญหาความยากจน เหลื่อมล้ำ รวมไปถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านไปนานเท่าไร ความรุนแรงโหดร้ายก็ยังคงเหมือนเดิม





