background-default

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘กกต.’ มีไว้ทำไม.....? 'โจทย์ร้อน' รอ 'รื้อ'

‘กกต.’ มีไว้ทำไม.....? 'โจทย์ร้อน' รอ 'รื้อ'

นับถอยหลังอีก 3 วัน การเลือกตั้ง “สส.” ในวันที่ 8 ก.พ.69 นี้จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครบทั้ง 400 เขต และเลือกผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

ระยะ 300 เมตรสุดท้าย ยุทธศาสตร์สู้เลือกตั้งของ “พรรคการเมือง” เกือบทุกเวที ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่ การดิสเครดิต “ฝ่ายตรงข้าม” เพื่อหวังดึงความสนใจจาก “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ที่ยังรอข้อมูลชุดสุดท้าย เพื่อตัดสินใจลงคะแนนให้ใคร

อย่างที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นการปะทะกันของ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่ใช้กระแสการเมืองสุจริตสู้กับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ล่าสุดฉวยคำพูด “สมบัติพ่อเฒ่า” มาประดิษฐ์เป็นวาทกรรม “ดิสเครดิต” กระทบ “ชวน หลีกภัย” ว่า 30 ปีที่ภาคใต้มี “นายหัวชวน” ถือธงนำปักษ์ใต้ แต่พื้นที่ไม่พัฒนาเท่าที่ควร

 

ทำให้ “พลพรรคประชาธิปัตย์” ใช้เวทีปราศรัยที่ “จ.พัทลุง-จ.ตรัง” ตอบโต้ ด้วยการย้ำกระแสการเมืองสุจริต สมบัติของพ่อเฒ่าที่ได้มาโดยสุจริต ไม่ฉ้อโกง ไม่หลอกลวง ไม่เล่นการพนัน ควรรักษาไว้

หรือ กรณีของ “พรรคประชาชน” ที่ขนคาราวานชวนคนกาส้ม ที่แกนนำขึ้นปราศรัย ใน จ.สุพรรณบุรี ตอกย้ำว่า “ลูกนายบรรหาร ขนพรรคชาติไทยพัฒนาไปซบเท้าภูมิใจไทย เท่ากับเหยียบหัวใจคนสุพรรณบุรี” ทำให้ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกนายบรรหาร ตอบโต้กลางเวทีปราศรัยใหญ่ที่สุพรรณบุรี ทันควันว่า 

‘กกต.’ มีไว้ทำไม.....? 'โจทย์ร้อน' รอ 'รื้อ'

“เมื่อก่อน มี สส. 10 คน ได้กระทรวงเดียว วันนี้เลือกไอ้หน้าเดิมเข้าไป แต่ได้ 6-7 กระทรวง คุ้มหรือไม่” พร้อมย้ำถึงการทำงานพัฒนาพื้นที่ ที่มีโอกาสมากขึ้น

ทว่าในระยะ 3 วันสุดท้าย นอกจากประเด็นหาเสียงที่กระทบกับ “คู่แข่ง” แล้ว ยังพบประเด็นพ่วง

ซึ่ง “พรรคการเมือง” ที่อยู่สถานะ “เป็นรอง” ใช้การสื่อสารด้วยประเด็น “แผล” ของ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.) ฐานะผู้จัด และกำกับการเลือกตั้ง ที่ส่อว่า “ไม่เป็นธรรม” ขึ้นมาขยายผลเพื่อหวัง “เอฟเฟกต์ทางการเมือง” ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ต่อ หลังผลของการเลือกตั้งออกมา

เริ่มที่ “พรรคประชาชน” เล่นบทผู้ถูกกระทำ ขยายผลจากความผิดพลาดของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ “กปน.” ในวันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.69 เป็นประเด็นส่งไปยัง “สังคม-ด้อมส้ม” ให้ข้องใจการทำงานของ “เจ้าหน้าที่ กกต.” ที่ประพฤติส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อประกาศหรือระเบียบ หรือ ละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ พร้อมชวนตั้งคำถามไปยังการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ว่า “กกต.” จะทำหน้าที่ สุจริต เที่ยงธรรม ได้จริงหรือไม่

‘กกต.’ มีไว้ทำไม.....? 'โจทย์ร้อน' รอ 'รื้อ'

กับสิ่งที่พรรคประชาชนโยนไปสู่สังคม กลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ทำให้ “การรณรงค์ของภาคประชาชน” เพื่อจับตาการเลือกตั้ง-การนับคะแนนเลือกตั้ง เป็นไปอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ขณะเดียวกันมีกระแสเรียกร้องให้ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ออกไปใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อหวังว่า “คะแนนเลือกตั้ง” จะออกมาเป็นเอกฉันท์ ชี้ชัดว่าพรรคการเมืองใดได้คะแนนชนะแบบเอกฉันท์ โดยไม่พ่ายให้กับ “แทกติกของนักจัดเลือกตั้ง”

ต่อด้วย “พรรคประชาธิปัตย์” ที่นายหัวชวน หลีกภัย ที่แม้ไม่ได้ “กล่าวโทษ” การจัดการเลือกตั้งที่มีปัญหาจากเจ้าหน้าที่ กกต.แบบตรงๆ ทว่าในคืนปราศรัย ที่ จ.ตรัง เมื่อ 3 ก.พ.69 ได้ชี้ 3 จุดใหญ่ที่เชื่อว่าอาจนำไปขยายผลได้ในอนาคต คือ 

1.กรณีที่ผู้มีอำนาจกำกับกระทรวงสาธารณสุข ใช้ “เครือข่าย อสม.” เป็นเครื่องมือการเมือง พร้อมยกตัวอย่างว่า อสม. 1 คน ที่ได้ดูแล 25 ครอบครัว จะได้รับเงิน 25,000 บาท เพื่อแจกให้ครอบครัวละ 1,000 บาท โดย อสม. จะมีเงินรางวัล 10,000 บาท และจะมีเงินให้อีกหัวละ 200 บาทหลังเลือกตั้ง 

2.กรณีใช้เครือข่ายท้องถิ่น เป็นเครื่องมือซื้อเสียง ซึ่งเปิดประเด็นการจดชื่อ และแจกเงินล่วงหน้า 500 บาท 

3.กรณีที่ปรากฏข่าวว่ารัฐบาลสั่งให้​ “ทหาร” ช่วยเลือกพรรคภูมิใจไทย

นายหัวชวน ย้ำว่าทั้ง 3 กรณีได้ ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอร้องให้กำราบ และปราม “เจ้าหน้าที่-ลูกน้องในสังกัด" หยุดพฤติกรรมตัวช่วย “นักเลือกตั้ง” แม้รู้ว่า ข้าราชการเหล่านั้นจะหวั่นเกรงบารมี “อนุทิน ชาญวีรกูล” อย่างมาก

‘กกต.’ มีไว้ทำไม.....? 'โจทย์ร้อน' รอ 'รื้อ'

สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ “ผู้เฒ่า ปชป.” ยังเชื่อมั่นใจว่า คนใต้จะเลือกตั้งเจตนารมณ์ที่สุจริต ปราศจากเงินครอบงำ ทว่า ในความตอนหนึ่งที่ฟาดใส่ คือ “กกต.” ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเห็นชอบของ สว.ซึ่งมีข้อครหาเป็น “สว.ฮั้ว” ว่า

เป็นเด็กของนักการเมือง จะตัดสินเฉพาะเรื่องที่ “ถูกสั่งมา” พร้อมบอกว่า “การคอร์รัปชันที่ว่าน่ากลัว เลวร้าย ไอ้นี่น่ากลัวกว่าคอร์รัปชันอีก”

กับประเด็นที่ “ชวน หลีกภัย” เปิดสู่สังคม หากมองในเชิงการแข่งขัน-ปลุกกระแสเลือกตั้งสุจริต อาจเรียกว่า “เทหมดหน้าตัก” เพื่อทวงคืนเมืองหลวงสีฟ้า และมีนัยที่สะท้อนลึกไปกว่านั้นคือ การตั้งคำถามกับ กกต. ต่อการทำหน้าที่จัด และกำกับการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม

โดยเฉพาะขั้นตอนตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมายในช่วงที่การแข่งขันเลือกตั้งรุนแรง ว่าได้ทำอย่างจริงจังหรือไม่

โดยทั้งหมดที่ “พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์” เลือกเดินหน้าชน โยนประเด็นกดดัน กกต. เพราะด้วยความคาดหวัง ให้การเลือกตั้งรอบนี้ เป็นที่ยอมรับจากประชาชน ไม่ซ้ำรอยกรณี “ฮั้ว สว.” ที่สังคมกังขา และไม่เชื่อมั่นใน “สภาสูง”

‘กกต.’ มีไว้ทำไม.....? 'โจทย์ร้อน' รอ 'รื้อ'

จากนี้ “กกต.” มีเวลาพิสูจน์ตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย หาก 8 ก.พ.69 ยังเกิดปัญหา และมีข้อผิดพลาดที่ทำให้ ประชาชนไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง เชื่อว่าการตั้งคำถามที่บอกว่า  “กกต.มีไว้ทำไม” อาจนำไปสู่การรื้อใหญ่ของโครงสร้างองค์กรอิสระ ที่ไม่มีใคร หรือ “นักการเมือง” หน้าไหนที่จะออกหน้าปกป้องได้อีก

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์