กลยุทธ์ “โค้งสุดท้ายใส่กันยับ” ดึงเสียงข้ามค่าย และทำลายข้ามขั้ว ส่วนประเทศชาติจะเป็นอย่างไร สังคมจะแตกยับกันแค่ไหน...ตัวใครตัวมัน
ผมน่าจะอยู่ในกลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” ราวๆ 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่สะท้อนผ่าน 2 โพลสำคัญที่ประกาศล่าสุด คือ เนชั่นโพล ของเครือเนชั่นซึ่งผมทำงานอยู่ และ KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า
ผมสรุปเอาเองว่า ท่านที่ยังไม่ตัดสินใจบางท่าน อาจจะคิดเหมือนกับผม คือไม่รู้จะเลือกใครดี เพราะนโยบายหาเสียงสารพัดที่สรรหากันมาประกาศนั้น ล้วนล่องลอยอยู่ในความฝันแทบทั้งสิ้น พูดง่ายๆ คือ ตอนรณรงค์ขอคะแนนก็ดูดี แต่พอเข้าไปมีอำนาจจริงๆ ก็น่าจะทำไม่ได้ ยกเว้นบางนโยบายที่จะเข้าไปสานต่อ และมีโครงสร้างเดิมอยู่แล้ว เช่น “คนละครึ่ง พลัส”
พรรคการเมืองที่อ้างตัวเป็น “คนรุ่นใหม่” เสนอหลายเรื่องก็โดนใจ โดยเฉพาะการปฏิรูปโน่น รื้อนี่ แต่จุดอ่อนของนโยบายเหล่านี้ก็คือ “เกิดขึ้นจริงยากมาก” เพราะคนคิดนโยบายไม่เคยทำงานจริงๆ ไม่รู้ข้อจำกัดหน้างานแท้ๆ ว่ามีอะไรบ้าง ก็เลยวาดฝันกันไปว่า ทุกอย่างง่ายไปหมด
จริงๆ ประเทศไทยไม่ได้มีพวกท่านกลุ่มแรกที่คิดแบบท่านในวันนี้ คือ คิดว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และสภาวะที่เป็นอยู่มันช่างห่วยแตก อยากรื้อ อยากทลาย แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าท่านในวันนี้ ล้วนมีที่มา และมีเหตุผลในตัวของมัน จะว่าไปแม้มันไม่ได้ดีเด่อะไรนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลวร้ายสุดๆ อย่างที่พวกท่านเข้าใจ
ผมเห็นด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปเกือบทุกเรื่องอย่างด่วนที่สุด ก่อนจะกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” เหมือนหลายๆ ประเทศที่เต็มไปด้วยทรัพย์ในดิน สินในน้ำ เช่น เวเนซุเอลา แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด
แต่การจะเป็น“ผู้นำการเมือง” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องไม่ใช่นักการเมืองที่มีบุคลิกแบบพวกท่าน โดยเฉพาะการหมิ่นมองข้าราชการเป็นฝ่ายตรงข้าม และหมิ่นมองคนเห็นต่างเป็นศัตรู หรือล้าหลัง ไม่หวังดี เพราะการปฏิรูปประเทศต้องอาศัยความสามัคคีและความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
แต่ผมก็ขอให้กำลังใจกับ “ไฟ” และ “ความกระหาย” ที่จะเปลี่ยนแปลงของพวกท่าน เพียงแต่ว่าต้องคิดให้รอบคอบ เพราะแต่ละประเทศมีภูมิรัฐศาสตร์ ผู้คน วัฒนธรรม ประเพณี และวิธีคิดต่างกัน จะนำความสำเร็จของอีกซีกโลกหนึ่งมาใช้กับอีกซีกโลกหนึ่ง โดยเฉพาะที่นี่นั้น ไม่น่าจะง่าย
แต่ก็นั่นแหละ การเมืองเหมือนไร้ทางเลือก ครั้นจะเลือกพรรคการเมืองเดิมๆ ที่เคยทำงานมาก่อน ไม่ว่าจะในฐานะพรรคแกนนำ หรือพรรคร่วมรัฐบาล ก็รู้สึกเสียดายสิทธิ์ เสียดายคะแนน เพราะรู้ว่าเลือกกลับเข้าไปก็เหมือนเดิม
พวกท่านไม่ได้มีเจตจำนงทางการเมืองในการเปลี่ยนแปลงประเทศในระดับยุทธศาสตร์อะไรเลย แค่ขายผ้าเอาหน้ารอด ช่วงชิงโอกาสของการเข้าสู่อำนาจกันเป็นคราวๆ เท่านั้น
นี่แหละคือเหตุผลที่ผมยังไม่รู้จะเลือกใคร...
แต่ความจริง และการเลือกตั้งก็ต้องเดินหน้าต่อไป พูดถึงผลโพล ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามี “โพลคาดการณ์ผลเลือกตั้ง” จากสำนักโพลต่างๆ ออกกันมาถี่ยิบ เรียกว่าออกเยอะจนชาวบ้านชักงง
สาเหตุสำคัญที่สำนักโพลต้องเร่งประกาศผลสำรวจ เพราะใกล้เข้าสู่ Red Zone 7 วันก่อนเลือกตั้งที่ กกต.ห้ามนำเสนอผลโพลนั่นเอง ไม่ว่าจะเสนอทางตรง หรือเสนอผ่านข่าวก็ตาม
คอการเมืองที่ติดตามผลโพล ก็เพราะต้องการจะทราบว่าสถานการณ์การแข่งขันไปถึงไหนแล้ว พรรคที่ท่านรัก หรือพรรคที่ท่านเกลียด อยู่ลำดับที่เท่าไร มีคะแนนนิยมเป็นแบบไหน และที่สำคัญคือ ใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และรัฐบาลชุดใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร
ทิศทางของผลโพล หากใครยังงง ผมขอสรุปง่ายว่ามี 3 รูปแบบ 3 แนวโน้ม
1.พรรคประชาชนชนะขาด คะแนนนิยมของ “หัวหน้าเท้ง” ทิ้งห่างแคนดิเดตนายกฯพรรคคู่แข่ง
แม้คะแนนนิยมพรรคประชาชน และตัวคุณเท้ง จะยังไม่สูงเท่าพรรคก้าวไกล และคุณพิธา ช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 66 แต่สำนักโพลในกลุ่มนี้เชื่อว่า พรรคส้มจะรักษาแชมป์ไว้ได้ เพราะพรรคคู่แข่งที่เหลือล้วนบาดเจ็บ และแพ้ภัยตัวเอง เช่น เพื่อไทยปล่อยแคมเปญ “เศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 ล้าน 9 คน” ถูกล้อเป็นเพลง “9 ล้านหยดน้ำตา” ของ ดอน สอนระเบียบ ภูมิใจไทยปล่อยแคมเปญ “รักชาติ” โดนด่ารอบทิศ
โพลในกลุ่มนี้ก็เช่น สวนดุสิตโพล ราชภัฏโพล 38 สถาบัน และนอร์ทแบงค็อกโพล เป็นต้น
2.พรรคประชาชนชนะโพล เป็น “แชมป์โพล - นายกฯโพล” แต่ผลการเลือกตั้งจริง พรรคภูมิใจไทยน่าจะได้ สส.มากที่สุด จากการบริหารจัดการเขตเลือกตั้งที่ดีกว่า และทรัพยากรการเมืองที่หนาแน่นสุดๆ
โพลในกลุ่มนี้ เช่น เนชั่นโพล และนิด้าโพล
3.พรรคภูมิใจไทย ชนะทั้งโพล และชนะในสนามจริง
โพลในกลุ่มนี้ นัยที่สื่อแบบนั้น แม้ไม่ได้ประกาศผลแบบนี้ตรงๆ ก็คือ KPI Poll
เมื่อผลโพลไม่สามารถการันตีอะไรได้ ทุกพรรคการเมืองจึงต้องมีแคมเปญโค้งสุดท้าย ในแบบที่เรียกว่า “ใส่กันยับ”
แต่สิ่งที่เราๆ ท่านๆ ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์” หรือ “คนข้างเวที” ต้องทำความเข้าใจให้ดี จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อการปั่นกระแส ก็คือ แคมเปญของพรรคการเมืองช่วงนี้จะเป็นกลยุทธ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” กล่าวคือ ออกหมัดเพื่อช่วงชิงคะแนนขั้วเดียวกัน ฝ่ายเดียวกัน เพราะสถานการณ์การเมืองแบ่งเป็น 2 ฝ่าย 2 ขั้ว โดยประชาชนในแต่ละขั้วมักจะไม่เปลี่ยนใจเลือกข้ามขั้วของตัวเอง เพราะกลัวอีกขั้วจะเข้ามามีอำนาจ
เริ่มจาก “ขั้วเสรีนิยม” จะมีแคมเปญหลักๆ 3 แคมเปญ คือ
1.ชิงแต้มคนรุ่นใหม่ เพื่อไทยใช้ “ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พลิกภาพลักษณ์พรรคตัวเอง ได้คะแนนคนวัยทำงานระยะต้น และขยายฐานแม่ยกเพื่อไทย
ขณะที่พรรคส้มต้องดึง “โอปป้าพิธา” มาเพิ่มสีสัน เก็บคะแนน Gen Z Gen Y ทำให้ความนิยมขยับขึ้นทันที
2.ชิงแต้มนโยบายเศรษฐกิจ โดยพรรคส้ม พยายามออกนโยบายเศรษฐกิจเพื่อให้เห็นผลระยะสั้น มากกว่าข้อเสนอ “รื้อโครงสร้าง” เพียงอย่างเดียว โดยรอบนี้และมี “ตัวเงิน” ให้จับต้องได้ เช่น “หวยใบเสร็จ”
ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็บลัฟกลับ ด้วยนโยบาย “สร้างเศรษฐีใหม่วันละ 9 คน แจก 9 ล้าน”
3.สร้างประเด็นใหม่ โค้งสุดท้าย เพื่อชิงคะแนนคนที่ยังลังเล หรือดึงคนให้เปลี่ยนใจ
โดยพรรคส้ม ขยับแรงเรื่องประกันสังคม ทำให้พรรคเพื่อไทยยอมไม่ได้ ต้องเสนอแผนปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม และกองทุนประกันสังคม
จะเห็นได้ว่า ภูมิใจไทยแทบไม่ขยับประเด็นเหล่านี้เลย เพราะเป็นการปะทะ และเผชิญหน้ากันของ 2 พรรคที่ใช้ฐานเสียงร่วมกัน
ฝั่ง “ขั้วอนุรักษนิยม” ก็มีแคมเปญหลักๆ ที่รณรงค์กันอยู่ 2 แคมเปญ
1.ชิงแต้ม “กลุ่มชาตินิยม - ขวาจัด” โดยภูมิใจไทย โชว์ผลงานปราบกัมพูชา สถาปนาความมั่นคงชายแดน ยึดพื้นที่คืนจากเขมรได้ทั้งหมดในรอบหลายทศวรรษ และวาทกรรมล่าสุด ให้เลือกฝ่ายรักชาติ อย่าไปเลือกพรรคไม่รักชาติ รวมถึง “ไม่เลือกเรา..เขามาแน่”
ข้างฝ่ายประชาธิปัตย์ก็ชู “การเมืองสุจริต - จริยธรรมสูง” ซึ่งเป็นจริตของฝ่ายอนุรักษนิยม
2.โจมตีอีกฝ่าย เพื่อแย่งฐานคะแนน กล่าวคือ ภูมิใจไทยชูแคมเปญ 30 ปีที่คนใต้เสียโอกาส และดักคอประชาธิปัตย์เตรียมจับขั้วรัฐบาลกับเพื่อไทย ซึ่งเชื่อว่าคนใต้บางส่วนยังรับไม่ได้ เพราะเพื่อไทย คือ “ทักษิณ”
ฝ่ายประชาธิปัตย์ก็เข็น “นายหัวชวน หลีกภัย” ออกมาโต้กลับเจ็บแสบ ตามด้วย “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอกกลับไม่ยั้ง แถมขยายผลฟื้นอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ซึ่งถูกจริตคนใต้ และฟื้นความรู้สึก “รักพวกพ้อง”
ต่างฝ่ายต่างโชว์จุดแข็งของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนของอีกฝ่าย
จะเห็นได้ว่าหลายแคมเปญไม่กระทบพรรคส้ม และพรรคสีแดง เพราะอยู่คนละขั้ว แต่เป็นการปะทะกันของสองพรรคที่ใช้ฐานเสียงร่วมกัน หรือหวังฐานเสียงกลุ่มเดียวกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในภาคใต้ และกทม.
อย่างไรก็ดี มีประเด็น “โจมตีข้ามขั้ว” บ้างเหมือนกัน แต่ก็เพื่อทำลายคะแนนของคู่แข่ง เพื่อให้คะแนนนิยมลดลง และพ่ายแพ้ตน โดยไม่ได้หวังดึงเสียงที่เคยเลือกคู่แข่ง มาอยู่ฝ่ายตน
เช่น ภูมิใจไทย ปล่อยแคมเปญ “รักชาติ” กระทบทั้งพรรคส้ม (กรณี 112 + ทหารมีไว้ทำไม) และกระทบพรรคแดง (กรณีกัมพูชา)
อีกด้านหนึ่ง ทุกพรรคก็ปล่อยข้อมูลสาดใส่ภูมิใจไทย ใช้อำนาจรัฐเตะตัดขาคู่แข่ง (กรณีหมอสุภัทร + การออกหมายจับ/จับกุมผู้สมัคร สส.เอี่ยวพนันออนไลน์ ฯลฯ)
เป้าหมายก็เพื่อทุบภูมิใจไทยให้คะแนนนิยมต่ำลง เปลี่ยนโมเมนตัมการจับขั้วรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
แว่วว่า สัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนหย่อนบัตร จะมีรายการย้อนเกล็ด “เขากระโดง-ฮั้ว สว.” แบบจัดหนัก จัดเต็มด้วย
นี่คือกลยุทธ์ “โค้งสุดท้ายใส่กันยับ” ดึงเสียงข้ามค่าย และทำลายข้ามขั้ว ส่วนประเทศชาติจะเป็นอย่างไร สังคมจะแตกยับกันแค่ไหน...ตัวใครตัวมันแล้วกันครับ
เพราะหลังเลือกตั้ง พรรคที่สาดกันใหญ่ ใส่กันยับ อาจจะจับมือกันร่วมรัฐบาลหน้าตาเฉย... บอกไว้เลย “เขาเตรียมกันไว้หมดแล้ว!!”





