แม้สำนักโพลสายวิชาการ ทั้งสวนดุสิต และนิด้าโพล จะเปิดผลสำรวจทุกครั้งว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และพรรคประชาชน จะมีคะแนนนิยมอันดับหนึ่ง แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เป็นอันดับสองหรืออันดับสาม
แล้วเหตุใด นักวิชาการชื่อดังจึงประเมินตรงกันว่า พรรคน้ำเงินจะได้เก้าอี้ สส.ทั้ง 2 ระบบ มากเป็นอันดับหนึ่ง
ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ทำนายผลการเลือกตั้ง ครั้งที่ 2 ให้พรรคภูมิใจไทย ได้ สส.มากที่สุด จำนวน 140-150 ที่นั่ง รองลงมา พรรคประชาชน 120-130 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยได้ 100-120 ที่นั่ง
เช่นเดียวกับ สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล คาดการณ์จำนวน สส.แต่ละพรรค โดยพรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.140-150 ที่นั่ง พรรคประชาชน 120-130 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 70-80 ที่นั่ง
ตัวเลข 140-150 ที่นั่ง อาจจะสวนทางกับโพลวิชาการ แต่กูรูการเมืองหลายคนคงเชื่อมั่นในฝีมือครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” ใช้ยุทธศาสตร์ปั้น “สส.เสาเข็ม” ฝ่าพายุส้มมาแล้วในสมัยที่แล้ว
ปี 2566 กี่โพลกี่สำนักก็สำรวจพบคะแนนนิยมค่ายน้ำเงินอยู่ที่ 4-5% แต่โกย สส.เขตมาได้มากถึง 68 ที่นั่ง
ขณะที่ปีนี้ ค่ายครูใหญ่เนวิน มีคะแนนนิยมเพิ่มเป็น 15-20% การใช้ยุทธศาสตร์เสาเข็มบวก “กระแส” อาจจะเพิ่มยอด สส.เขต ก็มีความเป็นไปได้
เหนืออื่นใด ใครก็รู้ว่า ค่ายน้ำเงินมี “พลังพิเศษ” หรือหลายคนเรียกว่า รัฐพันลึก เป็นลมใต้ปีก จึงทำให้นักวิชาการบางคนทำนายผลเลือกตั้งสวนทางกระแสโพลวิชาการ
นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ 5 ปัจจัยแห่งชัยชนะของพรรคครูใหญ่เนวิน ผ่านสำนักข่าวประชาไท ไว้น่าสนใจมาก
ปัจจัยแรก อุปถัมภ์สไตล์ภูมิใจไทย และจักรกลทางการเมือง ที่เป็นต้นทุนของพรรคน้ำเงิน
ปัจจัยที่สอง สายสัมพันธ์อันดีกับกลไกข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานที่ได้เข้าไปบริหาร ยกตัวอย่างกระทรวงมหาดไทย
ปัจจัยที่สาม ดึงเทคโนแครตเสริมภาพลักษณ์ กรณี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ที่กำลังมาแรงในโซเชียล
ปัจจัยที่สี่ การไหลเข้าของ สส.จากพรรคต่างๆ ประมาณ 65 คน หรืออาจารย์ยุทธพร รวบรวมได้ 85 ตระกูลบ้านใหญ่
ปัจจัยที่ห้า ภูมิใจไทยส้มหล่นได้เป็นรัฐบาลช่วงเวลาสั้นๆ ถือเป็นการชุบชีวิตใหม่
ที่สำคัญ อาจารย์สิริพรรณชี้ให้เห็นว่า ภูมิใจไทยเป็นพาร์ตเนอร์ชนชั้นนำหรือองคาพยพอนุรักษนิยม
“...กรณีเพื่อไทยถูกดึงมาให้มาเป็นผู้เล่นแทนชั่วคราว เป็นหนังหน้าไฟ แต่ภูมิใจไทยเชื่อว่าเป็นพาร์ตเนอร์ เป็นหุ้นส่วนขององคาพยพนี้”
ส่วนกลยุทธ์การต่อสู้เอาชนะในพื้นที่ “สส.เขต” ซึ่ง “เนวิน ชิดชอบ” เรียกว่า สส.เสาเข็มนั้น ประเทือง ม่วงอ่อน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ทำวิจัยเรื่องการเลือกตั้งในอุบลฯ ได้อธิบายไว้ชัด
“พรรคภูมิใจไทยเอง พอรู้ว่ากระแสพรรค ไม่สามารถจะสู้กระแสพรรคเพื่อไทยได้ ก็เลยพยายามที่จะใช้กระแสบุคคลมาเป็นตัวชูโรง”
ปี 2562 ในสนามเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี ภูมิใจไทยพ่ายกระแสเพื่อไทย ผู้สมัคร สส.ของพรรค ไม่ได้รับเลือกเป็น สส.แม้แต่คนเดียว จึงปรับยุทธศาสตร์ใหม่
อาจารย์ประเทืองสรุปปัจจัยที่นำมาซึ่งการเติบโตของพรรคสีน้ำเงินในพื้นที่ จ.อุบลฯ ดังนี้
1.ช่วงชิงตัวผู้สมัคร สส.หรือ “อดีต สส.” จากพรรคอื่น ที่ทำพื้นที่มานานและมีแนวโน้มว่าจะชนะ
2.ให้การสนับสนุนผู้สมัคร สส.อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยคำว่า “สนับสนุน” มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องทรัพยากร การลงพื้นที่ ช่วยปราศรัย และการใช้เครือข่ายของพรรค
การเลือกตั้ง สส.ปี 2566 ค่ายน้ำเงิน จึงมี สส.อุบลฯ 3 คนคือ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สุทธิชัย จรูญเนตร และตวงทิพย์ จินตะเวช
จะว่าไปแล้ว กลยุทธ์เสาเข็มไม่ได้ประสบความสำเร็จแค่สนามอุบลฯ ยังรวมไปถึง จ.สุรินทร์ จ.อำนาจเจริญ จ.บึงกาฬ และ จ.ยโสธร
เฉพาะสนามสุรินทร์ มีผู้สมัคร สส.หน้าใหม่ที่มาจากฐานทุนท้องถิ่น ได้รับเลือกเป็น สส.สมัยแรก 4 คน ผกามาศ เจริญพันธ์ ล้ำเลิศ พัวพัฒนโชติ เรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์ และปทิดา ตันติรัตนานนท์
อาจารย์ประเทืองสรุปจากการทำวิจัยตั้งแต่ปี 2562 ต่อเนื่องถึงปี 2566 พบว่า พรรคภูมิใจไทยมีกลยุทธ์มุ่งเน้นการแข่งขันในเขตที่มีโอกาสชนะสูง โดยทุ่มทรัพยากร และกำลังอย่างเต็มที่ในพื้นที่เป้าหมาย
สมรภูมิภาคอีสาน พ.ศ.นี้ ค่ายน้ำเงินน่าจะมี สส.เขต เพิ่มจาก 35 คน เป็น 50-60 คน เพราะได้มีการคัดสรร “ผู้สมัคร สส.” หน้าใหม่ฐานแน่น และ“อดีต สส.” มาเสริมอีกจำนวนหนึ่ง
บทสรุปของกลยุทธ์เสาเข็ม ขอยืมคำพูดของเซียนการเมืองในสภากาแฟสงขลาที่ว่า “เลือกตั้งผู้แทน ไม่ได้แพ้ชนะกันที่เสียงปราศรัย แต่แพ้ชนะกันที่ใครคุมบัตรเลือกตั้ง ได้ถึงมือประชาชนมากกว่ากันในวันจริง”
นี่คือคำอธิบายที่ชัดลึก “ใครคุมบัตรเลือกตั้งได้ถึงมือประชาชน” ก็วิ่งเข้าป้าย คว้าตั๋วผู้แทนเข้าสภาฯทันที





