นี่คือข้อมูลจากวงประชุมเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม จากกรณีเครนก่อสร้างถล่ม ซึ่งมี นายกฯอนุทิน เป็นประธาน หลังเกิดเหตุเครนถล่ม 2 วันต่อเนื่องกัน ทั้งที่สีคิ้ว และพระราม 2
1.เกิดวินาศภัยซ้ำๆ ในรอบ 10 เดือน โดยผู้รับเหมารายเดียวกัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นข่าว 4 โครงการ ได้แก่ ตึก สตง.ถล่ม โครงสร้างทางด่วนพระราม 2 ถล่ม เครนสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่ม และเครนทางด่วนพระราม 2 ถล่ม
ตลกร้ายคือ ที่ไล่เรียงมานี้เฉพาะที่เป็นข่าว แต่ยังมีโครงการที่ไม่เป็นข่าวเกิดปัญหาแบบเดียวกันอีกเยอะแยะ
2.เชื่อหรือไม่ ตึก สตง.ถล่มเกือบครบ 1 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี และการดำเนินการกับผู้รับเหมาเลย
สัญญายังไม่ถูกยกเลิก ยังไม่มีการปรับสัญญา เพราะการก่อสร้างอาคารยังไม่แล้ว แต่ถล่มลงมาก่อน ต้องปรับสัญญาเพื่อสร้างใหม่ แต่ยังไม่ปรับ ทุกสัญญามีหลักประกัน (แบงก์การันตี) แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการเรียกข้อมูล ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับผู้รับจ้าง (ผู้รับเหมา), ไม่มีการขึ้นบัญชีดำกับผู้รับจ้าง หรือประกาศเป็นผู้ละทิ้งงาน
ถึงวันนี้ เกือบจะครบ 1 ปีแล้ว มีสิ่งเดียวที่ทำ คือ ระงับก่อสร้างไว้ก่อน
ตลกร้ายคือ ก็ตึกถล่มลงมาทั้งตึก จะสร้างต่อยังไง ไม่ต้องระงับก็สร้างไม่ได้อยู่แล้ว
3.สมุดพกผู้รับเหมา ซึ่งกลายเป็น “สมุดพกเจ็ดชั่วโคตร” เพราะอดีต รมว.คมนาคม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อ 24 ธ.ค.66 ปัจจุบัน ม.ค.69 ยังไม่มีสมุดพกออกมาให้ได้เห็น
พอมีเครนถล่ม 2 ครั้งล่าสุด กรมบัญชีกลางชี้แจงว่า “กำลังออกเป็นระเบียบอยู่” คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นเดือน ม.ค.69 หรือต้นเดือน ก.พ.69
แต่ตลกร้ายคือ เป็นการบังคับใช้ในอนาคตนะ ความเลวร้ายที่ผ่านมาไม่นับ ถือเป็น “สมุดพกแห่งวิสัยทัศน์” จริงๆ เพราะมองไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เหลียวหลัง
4.สัญญาจัดจ้างเมกะโปรเจกต์เมืองไทย ไม่ใส่ใจความปลอดภัยสาธารณะ
ตลกร้ายของเรื่องนี้คือ คนพูดเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ ท่านให้ข้อมูลว่า กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างของไทยมุ่งเน้นในเรื่องของการได้มาซึ่งตัวคู่สัญญา แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารสัญญา และการปฏิบัติตามสัญญาสักเท่าไร
โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องประสบอันตราย ก็ไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ฉะนั้นต้องปรับแก้กฎหมายต่อไป
5.นายกฯสั่งบอกเลิก 2 สัญญาของผู้รับจ้างรายเดียวกันที่ทำให้เกิดเครนถล่ม พร้อมขึ้นบัญชีดำ
ถือเป็นความขึงขังมากที่สุดของนายกฯอนุทิน ตั้งแต่รับตำแหน่งมาเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว
นายกฯย้ำว่า ในฐานะ “รัฐ” เป็นเจ้าของโครงการ ต้องไม่กลัวเรื่องผิดระเบียบ ต้องมีช่องดำเนินการได้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
แต่เชื่อหรือไม่ ในที่ประชุม กรมบัญชีกลางอ้างว่า การขึ้นบัญชีดำ หรือบอกเลิกสัญญา ต้องรอหน่วยงานเสนอเรื่องขึ้นมาก่อน ขณะที่หน่วยงานก็อ้างว่า ตนไม่ใช่คู่สัญญา จะเสนอได้อย่างไร เพราะคู่สัญญาคือกรมบัญชีกลาง
แล้วมันก็วนกันอยู่แบบนี้ พอข่าวเงียบ คนลืม ก็สร้างกันต่อเหมือนเดิม คนไทยก็เสี่ยงตายกันต่อไป
สุดท้าย นายกฯอนุทินย้ำว่า “โยนกันไปกันมาไม่ได้” เพราะรัฐมีทั้งกฎหมาย เงินประกัน ผู้ควบคุมกฎ และสภาวิศวกรที่สามารถให้ความเห็นทางวิศวกรรม
คำถามที่เป็นตลกร้ายก็คือ ถ้าไม่ใช่ช่วงใกล้เลือกตั้ง ท่านจะกล้าบอกเลิกสัญญาแบบนี้หรือไม่ จะจริงจังขนาดนี้หรือเปล่า เพราะเหตุแบบเดียวกันก็เกิดมาหลายครั้งแล้ว ท่านก็ไม่เห็นทำอะไร
และทำไมดินถล่มที่โครงการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หน้าโรงพยาบาลวชิระ จึงไม่ขึงขังแบบนี้ หรือว่าบริษัทรับเหมาเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่ใช่อิตาเลียนไทย
วังวนปัญหาที่ว่านี้ ไม่ได้เป็นแค่การ “พายเรือวนในอ่าง” แต่มันกลายเป็น “วงจรมรณะ” ที่ทำให้ชีวิตคนไทยมรณะ และขยายเป็น “วงจรหายนะ” ที่จะทำให้เราพังกันทั้งประเทศ
เพราะเครนถล่ม 2 วันซ้อน ในโครงการที่มีบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่รายเดียวกัน คือภาพสะท้อนว่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของบ้านเรามีปัญหา
ที่น่าตกใจคือ โครงการที่มีปัญหา 90% เป็นโครงการรัฐ
สิ่งที่เกิดขึ้น จึงมีต้นตอมาจากการประมูลงานที่มีการ “จ่ายใต้โต๊ะ” ในอัตราสูงมาก กล่าวกันว่าบางโครงการสูงถึง 30% ทำให้ต้องลดคุณภาพงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย/ต้นทุน
มีข้อสังเกตว่าระยะ 3 ปีหลัง ปัญหารุนแรงขึ้น อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ “บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ขาดสภาพคล่อง” ใกล้ล้มละลาย
โครงการที่มีปัญหาถล่มหรือวินาศภัย มาจากการ “จ้างช่วง” หรือ “ซับคอนแทรค” กับผู้รับเหมาที่ไม่มีคุณภาพ เพื่อลดต้นทุน
สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน คือ บริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ เริ่มจอยท์เวนเจอร์ หรือจับมือเป็น “กิจการร่วมค้า” กับบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ต่างชาติ เพราะบริษัทต่างชาติไม่มีสิทธิ์ประมูลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐไทย จึงใช้วิธี “จอยท์เวนเจอร์” และ “นอมินีคนไทย” ถือหุ้นแทน
จากนั้นก็เข้ายื่นประมูล “เมกะโปรเจกต์” แต่ฟันราคาให้ต่ำ เพื่อให้ได้งานไปก่อน เมื่อได้งานไปแล้ว ก็ไป “จ้างช่วง” เพื่อลดต้นทุน และใช้วัสดุอุปกรณ์ หรือเทคนิคการก่อสร้างคุณภาพต่ำ
ขณะเดียวกันก็จ้างแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ และอิมพอร์ตวิศวกรต่างชาติเข้ามาทำงาน บางคนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง บางคนไม่ผ่านมาตรฐานใบอนุญาตวิศวกรรมของไทย “ใบประกอบวิชาชีพภาคีพิเศษ” แต่ก็จ้างเข้ามาทำงาน ใช้วีซ่านักเรียนบ้าง วีซ่าผู้ติดตามนักเรียนบ้าง เพื่อลดขั้นตอนและต้นทุน
สุดท้ายทำให้งานก่อสร้างไม่มีคุณภาพ เสี่ยงอันตราย เสี่ยงเกิดภัยสาธารณะ และกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซาก ถล่มแล้วถล่มเล่านั่นเอง
วงจรมรณะที่ว่ามานี้ ได้นำมาสู่ปัญหาความมั่นคง จนทำให้ประเทศกำลังหายนะ
เพราะมี “ทุนเทา” ทะลักเข้ามาประมูลงานผ่านบริษัทต่างชาติที่เข้ามา จอยท์เวนเจอร์ กับบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของไทย
สาเหตุที่ต่างชาติอยากเข้าไทย เพราะประเทศต้นทางแข่งขันกันหนัก และมีมาตรฐานสูงมาก “ทุนเทา”จึงชื่นชอบประเทศไทย เพราะมาตรฐานต่ำ ระบบตรวจสอบก็ไม่มี แถมมีนักการเมืองกังฉิน (บางคน) ข้าราชการรับใต้โต๊ะ (บางส่วน)
“ทุนเทา” ผ่องถ่ายคนเข้ามาผ่านช่องทางพิเศษ คือเข้ามาทำงานตำแหน่งต่างๆ ทั้งหมด เม็ดเงินที่ได้ก็ส่งกลับประเทศ โดยใช้ประเทศไทยแค่อยู่อาศัย ทำมาหากิน พร้อมๆ กับการสูบทรัพยากรและงบประมาณรัฐ
หลายบริษัทกลายเป็น “บริษัทก่อสร้างศูนย์เหรียญ” คือแทบไม่มีคนไทยอยู่ในห้วงโซ่การผลิตเลย ซ้ำยังขยายเครือข่ายไปสู่ “อุตสาหกรรมต่อเนื่อง” ซึ่งก็เป็น “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” เช่น เปิดโรงเหล็ก ผลิตเหล็กป้อนสำหรับโครงการก่อสร้าง นำเข้ากากอุตสาหกรรมเข้ามาหลอมใหม่ ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นแดง นำมาหลอมเป็นสังกะสี แต่เป็นของเสีย ประเทศต้นทาง และประเทศพัฒนาแล้วห้ามทิ้ง จึงมาทิ้งที่ไทย
กระทั่งกลายเป็นเครือข่าย “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” ครบวงจร ทั้งผู้รับเหมา ซัพพลายเชน หรือห่วงโซ่อุปทานทั้งกระบวนการ
ในขณะที่โลก โดยเฉพาะตะวันตก กำลังสร้างมาตรฐานเรื่อง Sustainable พวกอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญเริ่มประกอบกิจการยาก จึงต้องหาประเทศแบบไทย ในการลงทุนและปักหลัก เพื่อสูบงบประมาณและทรัพยากร
เมื่อ “ทุนเทา” นำเข้า “อุตสาหกรรมเทา” และ “กากอุตสาหกรรม” เข้ามาลงทุน เปิดกิจการ ใช้นอมินีประมูลงานในไทย ก็ตั้งรกรากแข็งแกร่ง ขนคนจากชาติตัวเองมาทำงาน เป็น “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ”
กลายเป็นปัญหาความมั่นคง เพราะลักลอบเข้ามาโดยใช้วีซ่าปลอม วีซ่านักเรียนหรือผู้ติดตามนักเรียน หรือเข้ามาแต่งงานกับคนไทย เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์และลงทุนในกิจการที่ห้ามต่างชาติทำ บางรายไปไกลถึง “สวมบัตรประชาชนคนตาย-คนหาย” กลายเป็น “คนไทยเต็มตัว” รับสิทธิรักษาพยาบาล สวัสดิการสังคมทุกอย่าง ลงทุน ซื้อบ้าน คอนโดฯ ทำกิจการได้ทุกรูปแบบ แม้กระทั่งไปเลือกตั้งก็ยังได้
กลายเป็นปัญหา หมู่บ้าน คอนโดฯ ทั้งระดับกลาง ระดับหรู และไฮเอนด์ เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ “ทุนเทา” จำนวนไม่น้อยมาเปิดกิจการเทา ขยายกิจการเทาในไทย ทั้งสถานบันเทิง สถานบริการ และอื่นๆ
จากเหตุการณ์เครนถล่ม 2 วันซ้อน สะท้อนภาพความร้ายแรงของปัญหาคอร์รัปชัน ทุนเทา และนอมินี ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ทำให้ “คนมรณะ” แต่ประเทศกำลัง “หายนะ”
คอลัมน์ โหมโรง : ปกรณ์ พึ่งเนตร





