วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘3 วงความมั่นคง’ถกวิกฤติไทย งบ 69 แปลงร่างเป็น'งบลับ'

‘3 วงความมั่นคง’ถกวิกฤติไทย   งบ 69 แปลงร่างเป็น'งบลับ'

แม้ยังไม่รู้ว่า สมการจับขั้วการเมือง หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะออกมาในรูปแบบใด หากอ้างอิงจากสำนักโพลหลายแขนง ชี้ตรงกัน 3 พรรคการเมืองใหญ่ ประชาชน เพื่อไทย ภูมิใจไทย มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือจับมือกันร่วมรัฐบาล

ทว่า ความคาดหวังที่อยากให้ “การเมืองนิ่ง” 4 ปีนับจากนี้ ดูท่าจะเลือนลาง แค่เพียงข้อความ “แก้ว เรมี” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา โพสต์เตือนคนไทย หากไม่อยากเปิดสงครามรอบ 3 อย่าเลือก ภท. นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” แต่ให้เลือก ปชน.หรือ พท. ก็สามารถสั่นคลอนฝ่ายการเมือง

วัดได้จากการตอบโต้กันดุเดือดระหว่าง “รังสิมันต์ โรม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องไม่ให้นำประเด็นนี้มาใช้ดิสเครดิตพรรค ปชน. เพราะเท่ากับกำลังเดินตามเกม ฮุน เซน และน่าผิดหวังที่นายอนุทิน ใช้โหนกระแส เรียกคะแนนนิยมหวังผลทางการเลือกตั้ง

ส่วนอนุทิน ไล่ รังสิมันต์ โรม ให้ย้อนดูพฤติกรรมตัวเอง หากมั่นใจว่าที่ผ่านมาทำเพื่อประเทศไทย และคนไทยก็อย่าไปหวั่นไหว ขอให้พูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องไปพูดว่าคนอื่น พรรคอื่น ให้เปลืองพื้นที่สมองประชาชน

หรือแม้แต่กรณีเครนหล่นใส่ขบวนรถไฟ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ในเวทีปราศรัย อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา นำทีมโดย“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” และแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประเสริฐ จันทรรวงทอง

“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ใช้เวทีนี้ปราศรัยตอบโต้ อนุทิน ตอนหนึ่งระบุว่า “หนึ่งคำที่ฟังจากคำสัมภาษณ์นายอนุทิน ที่บอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเมือง แต่ให้ดูแล้วกันว่า ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มี สส.พรรคใดมากที่สุด ขอถามว่า เกี่ยวอะไรกัน เป็นการฉวยโอกาสมาแดกดัน ให้ดูว่า โคราช สส.พรรคใดมากที่สุดนั้น หมายความว่าอย่างไร พูดเพื่ออะไร ถูกหวยสีส้มเข้ามาเป็นนายกฯ 2 เดือน นอกจากนโยบายคนละครึ่ง และย้ายข้าราชการ แล้วยังมาพูดจากระแทกแดกดัน ในเหตุการณ์ความสูญเสียอีก”

สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองยังเป็นจุดอ่อน เพราะยามที่ประเทศเผชิญเหตุการณ์สำคัญ หรือเสียงยุแยงข้ามประเทศ ก็ได้เห็นร่องรอยความแตกแยกของฝ่ายการเมือง มากกว่าความสามัคคี ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของชาติ และความเดือดร้อนของประชาชน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยต้องการความเป็นเอกภาพ ระหว่างฝ่ายการเมือง กองทัพ และคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งต้องผนึกกำลังรับมือภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามาอยู่ตรงหน้านี้

จับสัญญาณความเคลื่อนไหว “หน่วยงานความมั่นคง” ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกประชุมประเมินสถานการณ์ประเทศไทย ที่ต้องเผชิญทั้งปัญหารอบบ้าน ความขัดแย้งภูมิศาสตร์ การแย่งชิงทรัพยากรที่กำลังนำไปสู่สงครามจำกัดพื้นที่

ประเดิมที่วง สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือสมช. ประเมินสถานการณ์รอบโลก ภายหลังกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกา เปิดปฏิบัติการบุกจับกุม นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หรือกรณี โดนัล ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25% ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น

เป็นไปได้ว่า สมช.อาจต้องหยิบแผนเผชิญเหตุ รองรับวิกฤติพลังงาน กรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน มาปัดฝุ่นใหม่ และปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ไม่ให้กระทบเสถียรภาพพลังงานใช้หมุนเวียนในประเทศ ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ

รวมถึงหากกรณีเกิดสงคราม ต้องสำรองน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ อย่างต่ำ 21 วัน ส่วนกองทัพ 45 วัน ขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์สงครามยืดเยื้อเพียงใด สามารถปรับเพิ่มการสำรองน้ำมันได้มากกว่าขั้นต่ำ

กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา สมช.ยังชี้อยู่ในช่วงเปราะบาง เหตุการณ์สามารถปะทุได้ทุกเมื่อ ทั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดน ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ การยั่วยุ เฟกนิวส์ หรือแม้แต่การสร้างวาทกรรม ในขณะที่ความสัมพันธ์ 2 ประเทศ ยากจะกลับมาเหมือนเดิม

รวมถึงสงครามการเมืองในประเทศเมียนมา และการสู้รบติดชายแดนไทย การเลือกตั้งในเมียนมา อาจมีข้อครหาไม่เป็นที่ยอมรับ และการปราบปรามสแกมเมอร์ แม้จะมีการทำลายตึกเคเคปาร์ค ชเวโก๊กโก แต่พื้นที่ตอนในยังคงมีอยู่ และจีนก็ยังไม่พอใจเท่าที่ควร

ตลอดจนถึงปัญหาไฟใต้ ที่รอวันลุกโชน หากควบคุมสถานการณ์ และบริหารจัดการไม่ดีพอ ขณะที่การพูดคุยสันติสุข ก็ไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากประเทศอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร

หันมาดูวง “สภากลาโหม” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เป็นประธาน พร้อมด้วย หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม สำนักงานปลัดกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ

สรุปสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจบระลอกที่ 2 โดยกองทัพสามารถทวงคืนพื้นที่จากฝ่ายตรงข้ามได้เกือบ 100% แต่สงครามนั้นยังไม่จบ เพราะควันหลงของเหตุการณ์ยังเป็นเชื้อไฟที่สามารถทำให้การสู้รบปะทุได้อีกตลอดเวลา

“กองทัพ” ที่อยู่ในช่วงสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงในแนววางกำลัง กลไกที่ตั้งขึ้น คือ ศูนย์ประสานข้อมูลไทย-กัมพูชา และกระทรวงการต่างประเทศ ยังคงเดินหน้าทำความเข้าใจ ส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องไปยังนานาชาติ เพื่อยืนยันความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหาร

โดย พล.อ.ณัฐพล ได้วางกรอบให้คงกำลังไว้อย่างน้อย 1 ปี เน้นพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายตรงข้ามหวังรุกคืบ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เดินหน้าทำรั้วอิเล็กทรอนิกส์ มีกล้องซีซีทีวี และรั้วถาวร

ส่วนบางพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกเข้าไปทำกิน เพราะยังมีจิตวิญญาณความเป็นทหารในการช่วยดูแลอธิปไตยปกป้องพื้นที่ และบางพื้นที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ในวงสภากลาโหมยังพูดถึงความขัดแย้งด้านภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับวง สมช. ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยลากยาวไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยให้จับตาปี 2570

ส่วนวง“กองทัพบก” การสู้รบกับกัมพูชาทั้ง 2 ระลอก ต้องใช้ทรัพยากรไปมหาศาล เพื่อปกป้องอธิปไตยและดูแลความมั่นคงของประเทศ คลังกระสุน อาวุธ หร่อยหรอ จำเป็นต้องเร่งจัดหามาชดเชยเพื่อรองรับสถานการณ์อนาคต

แม้ว่ากองทัพจะยืนได้ด้วยขาตัวเอง ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ สามารถผลิตกระสุนใช้เองได้หลายขนาด เช่น กระสุนปืนเล็ก กระสุนปืนใหญ่ กระสุนปืนพก ลูกระเบิดยิง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงาน ที่ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ต้องยอมรับว่า วัตถุดิบยังต้องจัดหาต่างประเทศ ร่วมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ท่ามกลาง ความขัดแย้งภูมิศาสตร์โลก หากไม่รีบดำเนินการ จะส่งผลให้ตลาดซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงวัตถุการผลิตขาดแคลนในอนาคต หลังทุกประเทศทุ่มงบประมาณกลาโหมมหาศาล แสวงหาแย่งชิงทรัพยากร

นอกจากนี้ การปรับปรุงงานด้านการข่าวพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังเกิดเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 แห่ง สะท้อนความล่มเหลวงานด้านการข่าว และการบูรณาการทำงาน ระหว่าง พลเรือน ทหาร ตำรวจ ภายใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

เมื่อ 13 ม.ค.2569 ณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจ้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่ากระทรวงกลาโหมเสนอให้ ครม.รับทราบ ขอโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และกองบัญชาการกองทัพไทย เป็น“เงินราชการลับ”

โดยไม่มีการเผยแพร่รายละเอียดตัวเลขงบประมาณแต่อย่างใด หรือใช้ภารกิจใดงานความมั่นคง เพราะเป็นวาระลับ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ภารกิจงานการข่าวเท่านั้น แต่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อลดขั้นตอนของหน่วยงานราชการ ในช่วงกองทัพมีความต้องการเร่งด่วน

แม้หน่วยงานความมั่นคง และกองทัพจะร่วมมือกันปูแผน กักตุนทรัพยากรที่จำเป็น เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคาม และปกป้องอธิปไตยประเทศให้เข้มแข็งเพียงใด แต่หากการเมืองภายในประเทศไม่นิ่ง นักการเมืองทะเลาะเบาะแว้ง สร้างความแตกแยก ประเทศไทยย่อมถูกลดทอนศักภาพไปด้วยเช่นกัน