พรรคใหญ่ ทุนหนา เริ่ม 'วิชามาร' หลังออกอาวุธ

พรรคใหญ่ ทุนหนา  เริ่ม 'วิชามาร' หลังออกอาวุธ

สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง และการเดินเกมการเมืองทั้งใต้ดิน บนดิน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง และจำนวน สส.ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดุเดือด มีชั้นเชิง

KEY

POINTS

  • สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง และการเดินเกมการเมืองทั้งใต้ดิน บนดิน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง และจำนวน สส.ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดุเดือด มีชั้นเชิง
  • หลายๆ พรรค และหลายๆ องค์กรที่เฝ้าจับตาการเลือกตั้ง พูดตรงกันด้วยความเป็นห่วง ก็คือ กระแส “การใช้เงิน” ในการเลือกตั้ง ซึ่งมากผิดปกติ
  • การ “ยิงกระสุน” ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ขึ้นกับแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน ทั้งพฤติกรรมของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และความดุเดือดในการแข่งขัน
  • ยิง “ปาร์ตี้ลิสต์” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นหนาแน่นในการเลือกตั้งรอบนี้

สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง และการเดินเกมการเมืองทั้งใต้ดิน บนดิน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง และจำนวน สส.ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดุเดือด มีชั้นเชิง ท่ามกลางบรรยากาศรวมๆ ที่ยังดูหงอยๆ กร่อยๆ ชอบกล

หลังจากช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “เนชั่นทีวี” เปิดข้อมูลทัศนะของบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ ที่ไม่ใช่พรรครัฐบาลรักษาการ ประเมินสถานการณ์ในแบบที่ยังไม่เชื่อว่า วันที่ 8 ก.พ. จะมีการเลือกตั้งหย่อนบัตรกันได้จริง เพราะ…

 - สถานการณ์กัมพูชายังวางใจไม่ได้

 - พรรคใหญ่ ทุนหนา ทรัพยากรแน่น “ยังไม่ออกอาวุธ” ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมน่าสงสัย

ไม่รู้เพราะข่าวออกไปค่อนข้างแรงและเร็วหรือไม่ ทำให้อีกเพียงวันเดียว ผมได้รับคำยืนยันจากบรรดา “นักเลือกตั้ง” ในสนามว่า พรรคใหญ่ ทุนหนา ได้ทยอยปล่อยทรัพยากรแล้ว เหมือนมวยออกอาวุธ แต่ยังกั๊กๆ ประมาณ 30%

ประกอบกับมีการเตรียมเล่นเกมใต้ดิน “ปล่อยของ” กันอีกชุดใหญ่ ได้แก่

- ป้ายปริศนา ไม่รู้เป็นของใคร ติดทั่วเมืองโจมตีพรรคคนรุ่นใหม่เพื่อเตะตัดขา ตัดคะแนน

- เนื้อหาบนป้ายปริศนา มุ่งแทงใจดำคนไทย ทั้งเรื่องด้อยค่าทหาร แม้ในยามสงครามที่ต้องตายจริง เจ็บจริง หรือการพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรื้อทิ้งรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะไม่ออกชื่อพรรค แต่ก็รู้กันดีว่าเป้าหมายคือพรรคใด

 - มีการเตรียมคลิปที่เรียกกันว่า “คลิปอังเคิล” แจกจ่ายให้กระจายมากที่สุดในพื้นที่อีสานใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเตือนความจำว่า พรรคไหนที่ทำให้คนไทยต้องเดือดร้อน อพยพหนีภัยสงคราม

จากความเคลื่อนไหวที่ว่านี้ ทำให้แกนนำและกูรูหลายๆ พรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรครัฐบาล เพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ของการมีการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.เป็น 80%

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ พรรค และหลายๆ องค์กรที่เฝ้าจับตาการเลือกตั้งพูดตรงกันด้วยความเป็นห่วง ก็คือ กระแส “การใช้เงิน” ในการเลือกตั้ง ซึ่งมากผิดปกติ

สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะมีเรื่องของ “ทุนเทา” ที่ต้องการให้ฝ่ายตัวเองเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ เพื่อป้องกันการขุดรากถอนโคน หรือถูกตรวจสอบ จึงต้องออกแรง ออกทุนให้พรรคพวกตัวเองเข้ามามีอำนาจการเมือง จะได้ช่วยกันสกัดไม่ให้เรื่องราวลุกลาม

การใช้ “ทุนเทา” ซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาล ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า จะเกิดปรากฏการณ์ “จ่ายไม่อั้น” และ “จ่ายหนักกว่าที่เคย”

วิธีการก็คือ...

 1.ใช้เงินในเขตเป้าหมาย “ต้องได้” สนนราคา 50-80 ล้านบาท

- กรณีเป็น สส.ดาวฤกษ์ ย้ายพรรคมา หรือซื้อตัวมา จะมีการจ่ายในยอด 50 ล้านเป็น “ค่าตัว” และไปบริหารจัดการให้ชนะเลือกตั้งด้วยตนเอง

 - แต่แม้จะเป็น สส.ดาวฤกษ์ หากต้อง “แข่งเดือด” เพราะมีคู่แข่งที่น่ากลัวเข้ามาท้าชิง ก็จะมี “ท็อปอัป” ให้อีก สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อใช้ “สู้เพื่อการันตีผล”

 - เงื่อนไขการจ่ายเป็นไปตามข้อตกลง หรือการต่อรอง และฝีมือการเจรจา แต่ละรายไม่เหมือนกัน มีทั้งจ่ายก้อนแรกทั้งก้อน กับผ่อนจ่ายเป็นงวดเพื่อดูสถานการณ์ประกอบ ส่วนก้อน “ท็อปอัป” เป็นไปตามสถานการณ์และข้อตกลงที่ตามมา

 2.กรณีไม่ได้ย้ายพรรค คือเป็น สส.ของพรรคอยู่แล้ว หรือย้ายพรรคมา แต่ไม่ใช่ระดับ “ดาวฤกษ์​“ สนนราคาอยู่ที่ 30 ล้าน++

 - ตัวเลขนี้เป็นทั้งค่าตัวเพื่อซื้อใจที่อยู่ด้วยกันต่อ หรือย้ายมาอยู่ด้วยกัน และเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

 - เมื่อรับเงินไปแล้ว ตัวผู้สมัครไปบริหารจัดการเอง เป้าหมายคือ “ชัยชนะ” เท่านั้น

 - รูปแบบการจ่าย จะจ่ายเป็นงวด มีการประเมินผ่านการทำโพล ถ้ายังลอยลำ หรือสู้ได้ ก็จะมีงวดต่อๆ ไป แต่ถ้าโพลคะแนนตกจนสู้ไม่ไหว ก็จะหยุดการจ่ายทันที

 - การบริหารจัดการในเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครดำเนินการเอง หากทำได้ดี ก็จะมีทุนเหลือติดกระเป๋าตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เรียกว่าได้กำไร แต่ถ้าถอดใจ ไม่ยอมสู้ แล้วเก็บของไว้ แบบนี้หลอกพรรคไม่ได้ ก็จะโดนตัดท่อน้ำเลี้ยงทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

 3.การ “ยิงกระสุน” ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ขึ้นกับแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน ทั้งพฤติกรรมของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และความดุเดือดในการแข่งขัน

 - ยิงครั้งเดียวช่วงใกล้วันหย่อนบัตร เป็นรูปแบบของเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครค่อนข้างชัวร์ จึงยิงเพื่อย้ำเบอร์ ให้จำให้ได้ว่าต้องไปเลือก ไปลงคะแนนให้ เรียกว่า “ครั้งเดียวก็เกินพอ”

 - ยิง 2-3 ครั้ง เริ่มจาก “ยิงลองเชิง” ไปก่อน เพื่อดูว่าคู่แข่งสู้หรือหมอบ จากนั้นช่วงโค้งสุดท้ายก็จะประเมิน ทั้งด้วยโพล ด้วยบรรยากาศ ด้วยกระแสตอบรับ และท่าทีของคู่แข่ง ก่อนจะยิงรอบ 2 และอาจมีย้ำรอบ 3 ถ้าแข่งเดือด หรือต้องเกทับ

 - การยิงลองเชิงรอบแรก บางพื้นที่เป็นการยิงเพื่อ “เก็บบัตรประชาชน” เป็นมัดจำก็มีเหมือนกัน

 - กระสุนเหล่านี้มีทั้งของพรรค และของส่วนตัว

 - รูปแบบการยิงที่มีวิวัฒนาการ คือ ใช้หลักสถิติ หลักความเป็นไปได้ในการประเมินวิเคราะห์ เช่น ต้องการคะแนน 30,000 คะแนน ต้องยิง 50,000 - 60,000 คน เพื่อป้องกันความผิดพลาด

 - เมื่อเริ่มยิงก็จะเริ่มกระบวนการเก็บบัตรประชาชน โดยหัวคะแนน เพื่อป้องกันการถูกหักหลัง หรือ “รับทุกทาง” แล้วสุดท้ายก็จ่ายฟรี เพราะชาวบ้านไม่เลือก

 4.ยิง “ปาร์ตี้ลิสต์” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นหนาแน่นในการเลือกตั้งรอบนี้

 - เพราะมีบางพรรคอยากได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เยอะๆ เนื่องจากตัวพรรคไม่มีกระแส

 - พรรคที่มีปัญหาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์​ไม่มา โดยมากเป็นพรรคบ้านใหญ่ กระแสเงียบ ใช้ตัวบุคคลหรือตัวผู้สมัครในแต่ละเขตชูธงในการหาเสียง หาคะแนน แต่ผู้สมัครเหล่านี้มัก “ยิงลูกโดด” คือ หาเสียงให้เฉพาะตัวเอง ไม่ค่อยสนใจหาเสียงให้พรรค

สาเหตุส่วนหนึ่ง เพราะเบอร์พรรค กับเบอร์ผู้สมัครระบบเขตเป็นคนละเบอร์กัน ทำให้ สส.ดาวฤกษ์ บ้านใหญ่ เอาชัวร์ไว้ก่อน ย้ำเบอร์เฉพาะเบอร์ตัวเอง ไม่พูดถึงเบอร์พรรค ป้องกันชาวบ้านสับสน ยกเว้นโชคดีเป็นเบอร์เดียวกัน

 - จากปัญหานี้ทำให้บางพรรคการเมือง “จัดทีมพิเศษ” สำหรับ “ยิงหาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์” เป็นการเฉพาะ โดยสนนราคาต่อหัวจะถูกกว่าผู้สมัครระบบเขตเล็กน้อย

นี่คือรูปแบบการใช้เงินในการเลือกตั้ง ซึ่งว่ากันว่ารอบนี้แม้จะเงียบเหงา แต่เงินสะพัดมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเดิมพันการเมืองสูงมากจริงๆ