วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

พรรคใหญ่ ทุนหนา เริ่ม 'วิชามาร' หลังออกอาวุธ

พรรคใหญ่ ทุนหนา  เริ่ม 'วิชามาร' หลังออกอาวุธ

สถานการณ์ก่อนการเลือกตั้ง และการเดินเกมการเมืองทั้งใต้ดิน บนดิน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง และจำนวน สส.ของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ยังคงดุเดือด มีชั้นเชิง ท่ามกลางบรรยากาศรวมๆ ที่ยังดูหงอยๆ กร่อยๆ ชอบกล

หลังจากช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “เนชั่นทีวี” เปิดข้อมูลทัศนะของบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างๆ ที่ไม่ใช่พรรครัฐบาลรักษาการ ประเมินสถานการณ์ในแบบที่ยังไม่เชื่อว่า วันที่ 8 ก.พ. จะมีการเลือกตั้งหย่อนบัตรกันได้จริง เพราะ…

 - สถานการณ์กัมพูชายังวางใจไม่ได้

 - พรรคใหญ่ ทุนหนา ทรัพยากรแน่น “ยังไม่ออกอาวุธ” ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมน่าสงสัย

ไม่รู้เพราะข่าวออกไปค่อนข้างแรงและเร็วหรือไม่ ทำให้อีกเพียงวันเดียว ผมได้รับคำยืนยันจากบรรดา “นักเลือกตั้ง” ในสนามว่า พรรคใหญ่ ทุนหนา ได้ทยอยปล่อยทรัพยากรแล้ว เหมือนมวยออกอาวุธ แต่ยังกั๊กๆ ประมาณ 30%

ประกอบกับมีการเตรียมเล่นเกมใต้ดิน “ปล่อยของ” กันอีกชุดใหญ่ ได้แก่

- ป้ายปริศนา ไม่รู้เป็นของใคร ติดทั่วเมืองโจมตีพรรคคนรุ่นใหม่เพื่อเตะตัดขา ตัดคะแนน

- เนื้อหาบนป้ายปริศนา มุ่งแทงใจดำคนไทย ทั้งเรื่องด้อยค่าทหาร แม้ในยามสงครามที่ต้องตายจริง เจ็บจริง หรือการพยายามแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรื้อทิ้งรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะไม่ออกชื่อพรรค แต่ก็รู้กันดีว่าเป้าหมายคือพรรคใด

 - มีการเตรียมคลิปที่เรียกกันว่า “คลิปอังเคิล” แจกจ่ายให้กระจายมากที่สุดในพื้นที่อีสานใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อเตือนความจำว่า พรรคไหนที่ทำให้คนไทยต้องเดือดร้อน อพยพหนีภัยสงคราม

จากความเคลื่อนไหวที่ว่านี้ ทำให้แกนนำและกูรูหลายๆ พรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรครัฐบาล เพิ่มน้ำหนักความเป็นไปได้ของการมีการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.เป็น 80%

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ พรรค และหลายๆ องค์กรที่เฝ้าจับตาการเลือกตั้งพูดตรงกันด้วยความเป็นห่วง ก็คือ กระแส “การใช้เงิน” ในการเลือกตั้ง ซึ่งมากผิดปกติ

สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะมีเรื่องของ “ทุนเทา” ที่ต้องการให้ฝ่ายตัวเองเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ เพื่อป้องกันการขุดรากถอนโคน หรือถูกตรวจสอบ จึงต้องออกแรง ออกทุนให้พรรคพวกตัวเองเข้ามามีอำนาจการเมือง จะได้ช่วยกันสกัดไม่ให้เรื่องราวลุกลาม

การใช้ “ทุนเทา” ซึ่งมีเม็ดเงินมหาศาล ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า จะเกิดปรากฏการณ์ “จ่ายไม่อั้น” และ “จ่ายหนักกว่าที่เคย”

วิธีการก็คือ...

 1.ใช้เงินในเขตเป้าหมาย “ต้องได้” สนนราคา 50-80 ล้านบาท

- กรณีเป็น สส.ดาวฤกษ์ ย้ายพรรคมา หรือซื้อตัวมา จะมีการจ่ายในยอด 50 ล้านเป็น “ค่าตัว” และไปบริหารจัดการให้ชนะเลือกตั้งด้วยตนเอง

 - แต่แม้จะเป็น สส.ดาวฤกษ์ หากต้อง “แข่งเดือด” เพราะมีคู่แข่งที่น่ากลัวเข้ามาท้าชิง ก็จะมี “ท็อปอัป” ให้อีก สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อใช้ “สู้เพื่อการันตีผล”

 - เงื่อนไขการจ่ายเป็นไปตามข้อตกลง หรือการต่อรอง และฝีมือการเจรจา แต่ละรายไม่เหมือนกัน มีทั้งจ่ายก้อนแรกทั้งก้อน กับผ่อนจ่ายเป็นงวดเพื่อดูสถานการณ์ประกอบ ส่วนก้อน “ท็อปอัป” เป็นไปตามสถานการณ์และข้อตกลงที่ตามมา

 2.กรณีไม่ได้ย้ายพรรค คือเป็น สส.ของพรรคอยู่แล้ว หรือย้ายพรรคมา แต่ไม่ใช่ระดับ “ดาวฤกษ์​“ สนนราคาอยู่ที่ 30 ล้าน++

 - ตัวเลขนี้เป็นทั้งค่าตัวเพื่อซื้อใจที่อยู่ด้วยกันต่อ หรือย้ายมาอยู่ด้วยกัน และเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

 - เมื่อรับเงินไปแล้ว ตัวผู้สมัครไปบริหารจัดการเอง เป้าหมายคือ “ชัยชนะ” เท่านั้น

 - รูปแบบการจ่าย จะจ่ายเป็นงวด มีการประเมินผ่านการทำโพล ถ้ายังลอยลำ หรือสู้ได้ ก็จะมีงวดต่อๆ ไป แต่ถ้าโพลคะแนนตกจนสู้ไม่ไหว ก็จะหยุดการจ่ายทันที

 - การบริหารจัดการในเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครดำเนินการเอง หากทำได้ดี ก็จะมีทุนเหลือติดกระเป๋าตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เรียกว่าได้กำไร แต่ถ้าถอดใจ ไม่ยอมสู้ แล้วเก็บของไว้ แบบนี้หลอกพรรคไม่ได้ ก็จะโดนตัดท่อน้ำเลี้ยงทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

 3.การ “ยิงกระสุน” ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ขึ้นกับแต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนกัน ทั้งพฤติกรรมของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และความดุเดือดในการแข่งขัน

 - ยิงครั้งเดียวช่วงใกล้วันหย่อนบัตร เป็นรูปแบบของเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครค่อนข้างชัวร์ จึงยิงเพื่อย้ำเบอร์ ให้จำให้ได้ว่าต้องไปเลือก ไปลงคะแนนให้ เรียกว่า “ครั้งเดียวก็เกินพอ”

 - ยิง 2-3 ครั้ง เริ่มจาก “ยิงลองเชิง” ไปก่อน เพื่อดูว่าคู่แข่งสู้หรือหมอบ จากนั้นช่วงโค้งสุดท้ายก็จะประเมิน ทั้งด้วยโพล ด้วยบรรยากาศ ด้วยกระแสตอบรับ และท่าทีของคู่แข่ง ก่อนจะยิงรอบ 2 และอาจมีย้ำรอบ 3 ถ้าแข่งเดือด หรือต้องเกทับ

 - การยิงลองเชิงรอบแรก บางพื้นที่เป็นการยิงเพื่อ “เก็บบัตรประชาชน” เป็นมัดจำก็มีเหมือนกัน

 - กระสุนเหล่านี้มีทั้งของพรรค และของส่วนตัว

 - รูปแบบการยิงที่มีวิวัฒนาการ คือ ใช้หลักสถิติ หลักความเป็นไปได้ในการประเมินวิเคราะห์ เช่น ต้องการคะแนน 30,000 คะแนน ต้องยิง 50,000 - 60,000 คน เพื่อป้องกันความผิดพลาด

 - เมื่อเริ่มยิงก็จะเริ่มกระบวนการเก็บบัตรประชาชน โดยหัวคะแนน เพื่อป้องกันการถูกหักหลัง หรือ “รับทุกทาง” แล้วสุดท้ายก็จ่ายฟรี เพราะชาวบ้านไม่เลือก

 4.ยิง “ปาร์ตี้ลิสต์” เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นหนาแน่นในการเลือกตั้งรอบนี้

 - เพราะมีบางพรรคอยากได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เยอะๆ เนื่องจากตัวพรรคไม่มีกระแส

 - พรรคที่มีปัญหาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์​ไม่มา โดยมากเป็นพรรคบ้านใหญ่ กระแสเงียบ ใช้ตัวบุคคลหรือตัวผู้สมัครในแต่ละเขตชูธงในการหาเสียง หาคะแนน แต่ผู้สมัครเหล่านี้มัก “ยิงลูกโดด” คือ หาเสียงให้เฉพาะตัวเอง ไม่ค่อยสนใจหาเสียงให้พรรค

สาเหตุส่วนหนึ่ง เพราะเบอร์พรรค กับเบอร์ผู้สมัครระบบเขตเป็นคนละเบอร์กัน ทำให้ สส.ดาวฤกษ์ บ้านใหญ่ เอาชัวร์ไว้ก่อน ย้ำเบอร์เฉพาะเบอร์ตัวเอง ไม่พูดถึงเบอร์พรรค ป้องกันชาวบ้านสับสน ยกเว้นโชคดีเป็นเบอร์เดียวกัน

 - จากปัญหานี้ทำให้บางพรรคการเมือง “จัดทีมพิเศษ” สำหรับ “ยิงหาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์” เป็นการเฉพาะ โดยสนนราคาต่อหัวจะถูกกว่าผู้สมัครระบบเขตเล็กน้อย

นี่คือรูปแบบการใช้เงินในการเลือกตั้ง ซึ่งว่ากันว่ารอบนี้แม้จะเงียบเหงา แต่เงินสะพัดมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเดิมพันการเมืองสูงมากจริงๆ