จากเขมรถึงชายแดนใต้ ไทยเผชิญสงครามยืดเยื้อ

สงครามการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นยังไม่จบ และยังสรุปไม่ได้ว่า “เราคือผู้ชนะ” และเขมรไม่ได้สิ้นสภาพภัยคุกคาม แต่เรากำลังเจออีกสมรภูมิหนึ่งของสงคราม หลังจากจบปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว
ผมเคยเขียนและพูดเอาไว้ในรายการทางเนชั่นทีวีหลายครั้งว่า สงครามการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นยังไม่จบ และยังสรุปไม่ได้ว่า “เราคือผู้ชนะ” และเขมรไม่ได้สิ้นสภาพภัยคุกคาม
แต่เรากำลังเจออีกสมรภูมิหนึ่งของสงคราม หลังจากจบปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว (ซึ่งใครๆ ก็ทราบดีว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ คือ ไทยชนะ)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของ “สมรภูมิใหม่” ก็คือกรณีที่มีกระแสเรียกร้องจากกองทัพและฝ่ายความมั่นคงให้ประชาชนเฝ้าระวัง OPSEC ALERT หรือ Operation Security ซึ่งหมายถึงการรักษาความลับและความปลอดภัยในปฏิบัติการในมิติต่างๆ จากการสู้รบกับกัมพูชา เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลไปถึงฝ่ายตรงข้ามนั้น
ความน่าสนใจของ OPSEC สะท้อนผ่านข้อมูลจากนักวิชาการด้านความมั่นคง และอาจารย์กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระจากสหรัฐอเมริกา สรุปให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้
- ฝ่ายความมั่นคงเริ่มตระหนักแล้วว่า “ความเงียบคืออาวุธ” จึงต้องการควบคุมการไหลของข้อมูล เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียของคนไทยไป “ใช้เป็นอาวุธ” (Weaponize) มาโจมตีไทยในเวทีสากล
- สงครามปัจจุบันนี้เปลี่ยนไป
อดีต : ชี้วัดชัยชนะจากการยึดพื้นที่ดินแดน
ปัจจุบัน : ชี้วัดชัยชนะจากการ “คุมความได้เปรียบทางข่าวสาร” (Information Superiority) หมายความว่า การควบคุมว่าโลกจะมองและรับรู้เหตุการณ์ความขัดแย้งนี้อย่างไร
- การรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติการ ถือเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญในการศึกษา “สงครามสมัยใหม่” ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเรากำลังเปลี่ยนผ่านจาก “สงครามกายภาพ” หรือการสู้รบด้วยอาวุธ ไปสู่ “สงครามทางปัญญา” คือการแย่งชิงความชอบธรรมและพื้นที่ข่าวสาร
- การเน้นย้ำเรื่อง OPSEC ในตอนนี้ สะท้อนว่าเราได้ “บทเรียน” จากความเปราะบางที่เคยเกิดขึ้น กล่าวคือ
1. กับดักของความดีใจ - หลังประสบความสำเร็จในปฏิบัติการทางทหาร กำลังพลหรือประชาชนมักโพสต์ภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ และระบุพิกัดที่ชัดเจน หรือเผยแพร่แผนการเคลื่อนทัพลงโซเชียลมีเดีย แม้จะทำไปเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในประเทศ แต่ในทางทหาร นี่คือการมอบ “ข่าวกรอง” ให้ฝ่ายตรงข้ามฟรีๆ
2. การรั่วไหลทางข้อมูล - หมายถึงความผิดพลาด ซึ่งอาจไม่ใช่การแพ้ในสนามรบ แต่เป็นการแพ้ใน “พื้นที่ข่าวสาร” การเผยแพร่ข้อมูลมากเกินไปทำให้ฝ่ายตรงข้ามอ่าน “ขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน” ของไทยออก
3. กับดักของ “คลิปกระแสชาตินิยม” - การพยายามสร้างคลิปวิดีโอแนวชาตินิยมเป็นดาบสองคมที่มักส่งผลเสียในระดับยุทธศาสตร์ เพราะคลิปไวรัลเหล่านั้นได้กลายเป็นหลักฐานให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปตัดต่อและบิดเบือนให้ดูเหมือนไทยเป็น “ผู้รุกราน” หรือ “ใช้กำลังข่มขู่” เพื่อนำไปฟ้องร้องในเวทีโลก
ต้องไม่ลืมว่าในเวทีโลก ฝ่ายที่ดู “อ่อนแอกว่า” มักได้รับความเห็นใจ ฉะนั้นการโชว์ภาพความน่าเกรงขามทางทหารที่มากเกินไป อาจทำให้ภาพลักษณ์ไทยกลายเป็น “พี่เบิ้มที่รังแกเพื่อนบ้าน” แม้ว่าเราจะเพียงแค่ป้องกันเขตอธิปไตยของตนเองก็ตาม
คลิปไวรัลหลายคลิปมักติดใบหน้ากำลังพล เครื่องหมายหน่วย หรือภูมิประเทศที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามวิเคราะห์หน่วยรบของเราได้ง่ายขึ้น
4. สมรภูมิใหม่ที่ไทยต้องเผชิญอย่างระมัดระวัง คือ “ความชอบธรรมในเวทีโลก" แม้การสู้รบด้วยอาวุธจะหยุดลง แต่ “สงครามการเมืองระหว่างประเทศ” คือสมรภูมิที่ตัดสินผลแพ้ชนะอย่างแท้จริง
ในปัจจุบัน การชนะในสนามรบแต่แพ้ในหน้าสื่อ จะนำไปสู่การถูกคว่ำบาตร การเสียพันธมิตร และการแพ้คดีในศาลระหว่างประเทศ เช่น ศาลโลก ดังนั้น “การต่อสู้” จึงย้ายจากป่าชายแดน มาอยู่ใน “สภาพแวดล้อมทางข้อมูลข่าวสาร” แทน
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังปีใหม่ จึงสรุปได้ในเบื้องต้นว่า สงครามระหว่างไทยกับกัมพูชายังไม่จบ เพียงแต่ย้ายสมรภูมิเท่านั้น
เช่นเดียวกับสมรภูมิชายแดนใต้ ซึ่งหลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า เรามีสงครามความไม่สงบเกิดขึ้นในแผ่นดินของเราเองที่สามจังหวัดปลายด้ามขวาน
ปัญหาที่นั่นเรียกง่ายๆ ว่า “ไฟใต้” ซึ่งจะว่าไปเคยเกิดมาหลายรอบแล้ว แต่รอบปัจจุบันนี้ปะทุขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนครั้งมโหฬาร 413 กระบอก จากค่ายทหารใน อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547 นับถึงวันนี้ลุกโชนมาครบ 22 ปีพอดี
ไม่น่าเชื่อว่า “รัฐบาลไทยทุกชุด” ไม่สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่กลับปล่อยให้ยืดเยื้อยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
มีการรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ความไม่สงบและความสูญเสียจากยอดงบประมาณจ่ายเยียวยาของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ว่าเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบที่มีมูลเหตุจากปัญหาความมั่นคงจริงๆ จึงจะสามารถอนุมัติจ่ายเยียวยา
ตัวเลขนี้จึงถือว่ามีหลักฐานอ้างอิงในทางกฎหมายและทางวิชาการ สะท้อนถึงความรุนแรงและความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากไฟใต้อย่างแท้จริ.
จากการรวบรวมข้อมูลของกลุ่มงานเยียวยา ศอ.บต. พบว่ามีเหตุการณ์ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ครอบคลุมระยะเวลาเกือบ 22 ปีของสถานการณ์ไฟใต้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 26 ธ.ค.2568 พบว่า...
- มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 10,116 ครั้ง
- ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางร่างกายรวม 20,431 ราย
- แบ่งเป็น ผู้เสียชีวิต รวม 5,999 ราย แยกเป็น ประชาชน 3,661 ราย, เจ้าหน้าที่รัฐ 2,338 ราย
- ผู้บาดเจ็บ รวม 13,519 ราย แยกเป็น ประชาชน 6,614 ราย, เจ้าหน้าที่รัฐ 6,905 ราย
- พิการและทุพพลภาพ รวม 913 ราย แยกเป็นประชาชน 469 ราย, เจ้าหน้าที่รัฐ 444 ราย
ข้อมูลสถิติยังชี้ว่า งบประมาณที่รัฐบาลใช้จ่ายในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตลอด 21 ปีที่ผ่านมา (ก่อนจะครบปีที่ 22) มีตัวเลขรวมสูงถึง 4,686,409,848 บาท (4.6 พันล้านบาท)
แบ่งเป็นการช่วยเหลือด้านร่างกาย 3,456,517,743 บาท และการช่วยเหลือด้านทรัพย์สิน (บ้านเรือน/ยานพาหนะ/พืชผล) 1,229,892,105 บาท
คำเตือนจากชายแดนใต้ถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาหลังเลือกตั้งก็คือ ระวังแนวรบด้านตะวันออก (กัมพูชา) จะยืดเยื้อไม่แพ้แนวรบปลายด้ามขวาน!







